สรุปหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant ปรัชญาชีวิต ความมั่งคั่ง ความสุขสงบ
สรุปหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant ปรัชญาชีวิต ความมั่งคั่ง ความสุขสงบ
.
Naval Ravikant เป็นมนุษย์พันธุ์หายากในซิลิคอนวัลเลย์ครับ เขาเป็นนักลงทุนพันล้านที่ลงทุนใน Uber และ Twitter ตั้งแต่ยุคบุกเบิก และเป็นคนที่ "รวยล้นฟ้าและมีความสุขสงบ" ในเวลาเดียวกัน เปรียบเสมือนนักปราชญ์อัจฉริยะที่เดินดินกินข้าวแกง (หรือสเต๊กเนื้อวากิว) อยู่ร่วมโลกกับเรา
.
Naval ไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเองครับ หนังสือเล่มนี้เกิดจากการที่ Eric Jorgenson แฟนคลับตัวยง ได้รวบรวมทวีต บทสัมภาษณ์ และพอดแคสต์ที่ Naval เคยพูดทิ้งไว้ในรอบ 10 ปี มาร้อยเรียงใหม่จนกลายเป็นคัมภีร์เล่มหนาที่อัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา
.
แก่นแท้ที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกคุณมีอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเอง นั่นคือ "วิธีหาเงินโดยไม่ต้องพึ่งดวง" และ "วิธีหาความสุขโดยไม่ต้องพึ่งเงิน"
.
ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ? แต่ Naval จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งและความสุขไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่มันคือ "ทักษะ" (Skill) ที่คุณสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และเชี่ยวชาญได้ไม่ต่างจากการขี่จักรยาน
.
.
=========================
.
1. วิถีแห่งความมั่งคั่ง (Wealth) ความแตกต่างของ Wealth/Money/Status และกฎเหล็กเรื่องเวลา
.
ถ้าคุณคิดว่ามหาเศรษฐีคือคนที่แค่โชคดีเกิดมารวย หรือบังเอิญไปซื้อ Bitcoin ทันตอนราคา 100 บาท Naval Ravikant ขอค้านหัวชนฝาครับ
.
เขาเปิดฉากด้วยการขิงใส่เราเบาๆ ว่า "ถ้าจับผมไปปล่อยเกาะในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษได้ โดยให้เริ่มจากศูนย์พร้อมเสื้อผ้าชุดเดียว... ผมมั่นใจว่าอีก 5-10 ปี ผมจะกลับมารวยเหมือนเดิม"
.
ฟังดูหมั่นไส้ใช่ไหมครับ? แต่ในความหมั่นไส้นั้นมีหลักการซ่อนอยู่ Naval กำลังบอกเราว่า "การหาเงิน" (Making Money) ไม่ใช่เหตุการณ์ฟลุ๊คๆ แต่มันคือ "ทักษะ" (Skill) ติดตัวครับ
.
ถ้าคุณเข้าใจกลไกของมัน (The Mechanics of Wealth) แล้ว ต่อให้ล้มละลายกี่ครั้ง คุณก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้เสมอ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ไม่ใช่ "วิธีซื้อหวยให้ถูก" แต่เป็น "อัลกอริทึม" ของการสร้างสินทรัพย์ที่ทำซ้ำได้ครับ
.
สามตัวแปรสำคัญ = Wealth, Money และ Status
.
ก่อนจะรวย เราต้องเลิกสับสนกับคำศัพท์ 3 คำนี้ก่อนครับ เพราะคนส่วนใหญ่วิ่งไล่ผิดตัวจนเหนื่อยฟรี
.
ความมั่งคั่ง (Wealth) = นี่คือพระเอกตัวจริง มันคือ "สินทรัพย์ที่ทำเงินให้คุณในขณะที่คุณหลับ" (Assets that earn while you sleep) ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ผลิตของเอง, โค้ดคอมพิวเตอร์ที่รัน 24 ชม., หรือเงินปันผลในตลาดหุ้น เป้าหมายของเราคือสิ่งนี้ครับ คือเครื่องจักรผลิตอิสรภาพ
.
เงิน (Money) = นี่เป็นแค่ "ตั๋ว" หรือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความมั่งคั่งและเวลา อย่าสะสมเงินกระดาษที่ด้อยค่าลงทุกวัน แต่จงใช้มันเพื่อซื้อ Wealth
.
สถานะ (Status) = นี่คือตัวร้ายครับ มันคือเกมลิงชิงจ่าฝูงทางสังคม ว่าใครขับรถหรูสุด ใครนาฬิกาแพงสุด Status เป็นเกมศูนย์ (Zero-sum game) คือต้องมีคนแพ้เพื่อให้คุณชนะ (ถ้าทุกคนขับเฟอร์รารี่ เฟอร์รารี่ก็ไม่เท่แล้วถูกไหมครับ?)
.
กฎเหล็ก = อย่าขายเวลาแลกเงิน (Equity is King)
.
Naval กล่าวว่า "คุณไม่มีวันรวยจากการรับเงินเดือน" (You’re not going to get rich renting out your time) เพราะเวลาของคุณมีเพดานจำกัด คุณทำงานได้เต็มที่ก็วันละ 24 ชั่วโมง (ถ้าคุณเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่ต้องนอน) ดังนั้นรายได้ของคุณจึงมีเพดาน
.
ทางออกเดียวคือคุณต้องมี "ความเป็นเจ้าของ" (Equity) ครับ
.
คุณต้องถือครองชิ้นส่วนของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในบริษัทที่คุณทำงาน (Stock Options) หรือการเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เพราะ Equity คือสิ่งเดียวที่ปลดล็อกสมการ รายได้ = เวลา ออกจากกันได้ เมื่อคุณเป็นเจ้าของ คุณจะได้รับผลตอบแทนจาก "ผลลัพธ์" ไม่ใช่ "เวลา" ที่ลงแรงไป
.
สรุปสั้นๆ สำหรับข้อแรกคือ ถ้าอยากรวย จงหาวิธีเป็นเจ้าของอะไรสักอย่าง แล้วให้มันทำงานแทนคุณครับ
.
.
2. ถูกแทนที่ให้ยากที่สุด แล้วโลกจะจ่ายเงินให้คุณ
.
หลังจากที่เราปรับทัศนคติเรื่องเงินและความมั่งคั่งกันไปแล้ว คำถามต่อมาคือ "แล้วจะทำอะไรดีล่ะ?" คำตอบของ Naval นั้นฟังดูเหมือนง่ายแต่มันลึกซึ้งมากครับ เขาบอกว่าจงขาย "ความเป็นตัวคุณ" หรือสิ่งที่เรียกว่า "ความรู้เฉพาะทาง" (Specific Knowledge)
.
ไม่ใช่ความรู้ที่คุณจะไปลงเรียนคอร์สออนไลน์หรือนั่งเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วได้ใบปริญญามานะครับ เพราะถ้ามันสอนกันได้ในโรงเรียน แปลว่าใครๆ ก็เรียนได้ และถ้าใครๆ ก็เรียนได้ คุณก็ถูกแทนที่ได้ง่ายๆ ด้วยคนที่เรียกค่าจ้างถูกกว่าคุณ หรือแย่กว่านั้นคือถูกแทนที่ด้วย AI
.
ความรู้เฉพาะทางคือสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวตนของคุณ มันคือสิ่งที่คุณทำเล่นๆ ในวัยเด็กแล้วคนอื่นมองว่าคุณบ้าหรือหมกมุ่น มันคือความอยากรู้อยากเห็นที่แท้จริงของคุณ
.
ลองนึกภาพดูครับ การสร้างความรู้เฉพาะทางสำหรับตัวคุณเองจะรู้สึกเหมือนการ "เล่น" แต่มันดูเหมือนการ "ทำงาน" ในสายตาคนอื่น นี่แหละคือจุดแข็งที่สุด
.
เพราะเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่ากำลังเล่น คุณจะทำมันได้นานกว่า ทนทานกว่า และดำดิ่งได้ลึกกว่าใครๆ ไม่มีใครแข่งขันกับคุณในการเป็นตัวคุณได้
.
Naval ยกตัวอย่างตัวเองว่าเขาชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ ชอบเทคโนโลยี และชอบลงทุน ทั้งหมดนี้คือความชอบส่วนตัวที่ผสมปนเปกันจนกลายเป็นความรู้เฉพาะทางที่หาตัวจับยาก เขาไม่ได้พยายามจะเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่เขาพยายามเป็น Naval ที่ดีที่สุด
.
หน้าที่ของคุณคือค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่คุณทำได้เป็นธรรมชาติที่สุด สิ่งที่สังคมต้องการแต่ยังไม่รู้วิธีหามา และที่สำคัญคือต้องเป็นสิ่งที่คุณทำได้ดีจนคนอื่นเลียนแบบไม่ได้
.
เมื่อคุณเจอสิ่งนั้นแล้ว หน้าที่ต่อไปคือ "Productize Yourself" หรือการเปลี่ยนตัวตนของคุณให้เป็นผลิตภัณฑ์ คำนี้ Naval คิดขึ้นมาเพื่อเตือนใจว่า การแค่เป็นตัวเองเฉยๆ อาจจะมีความสุข แต่ไม่ได้ทำให้รวย คุณต้องเอาความเป็นตัวคุณนั้นมาขยายผล (Scale) ด้วยเครื่องมือต่างๆ
.
การ Productize คือการเอาความรู้เฉพาะทางของคุณไปใส่ในรูปแบบที่สามารถขายหรือกระจายออกไปได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ สื่อ หรือโค้ด และที่สำคัญ คุณต้องเล่นเกมยาวครับ ชีวิตไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอนซ้ำๆ
.
กฎของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ไม่ได้ใช้ได้แค่กับเงินฝากธนาคาร แต่มันใช้ได้กับชื่อเสียง ความสัมพันธ์ และทักษะของคุณด้วย ถ้าคุณเปลี่ยนงานบ่อย เปลี่ยนแฟนบ่อย หรือเปลี่ยนเรื่องที่สนใจไปเรื่อยๆ คุณกำลังเริ่มนับหนึ่งใหม่ตลอดเวลา และคุณจะไม่มีวันได้รับผลตอบแทนมหาศาลที่มาจากการสะสมทบต้นเลย จงเลือกเล่นเกมยาวกับคนมองการณ์ไกล แล้วความมั่งคั่งจะตามมาเองครับ
.
.
3. คานผ่อนแรงของอาร์คิมิดีสในยุคดิจิทัล
.
หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี นั่นคือเรื่องของ "พลังทวี" หรือ "คานงัด" (Leverage) ครับ
.
อาร์คิมิดีสเคยกล่าวไว้ว่า "ขอคานที่ยาวพอและจุดหมุนที่มั่นคงให้ข้า แล้วข้าจะงัดโลกทั้งใบให้ลอยขึ้นได้" ในโลกธุรกิจก็เช่นกัน คุณไม่สามารถรวยได้ด้วยแรงงานของตัวเองเพียงลำพัง คุณต้องมีคานผ่อนแรงมาช่วยขยายผลลัพธ์จากการตัดสินใจของคุณ
.
Naval แบ่งคานงัดออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ซึ่งแต่ละอย่างมีความยากง่ายและพลังทำลายล้างต่างกัน
.
I. ประเภทแรกคือ แรงงาน (Labor)
.
นี่คือคานผ่อนแรงยุคเก่าแก่ที่สุด คือการจ้างคนมาทำงานให้คุณ การมีลูกน้องเป็นร้อยเป็นพันคนอาจจะดูเท่เวลาเดินไปไหนมาไหน แต่นี่เป็นคานผ่อนแรงที่จัดการยากที่สุดครับ เพราะคนมีความรู้สึก มีปัญหา มีดราม่า และพร้อมจะก่อกบฏได้ทุกเมื่อ Naval บอกว่าถ้าเลือกได้ ให้หลีกเลี่ยงหรือใช้น้อยที่สุด
.
II. ประเภทที่สองคือ เงินทุน (Capital)
.
นี่คือคานผ่อนแรงยอดฮิตในศตวรรษที่ 20 การใช้เงินทำงานแทนแรง เช่น การลงทุนในโรงงานหรือเครื่องจักร เงินจัดการง่ายกว่าคนครับ มันไม่บ่น มันไม่ลาป่วย แต่มันก็เข้าถึงยาก เพราะคุณต้องมีความน่าเชื่อถือสูงมากคนถึงจะกล้าเอาเงินมาให้คุณบริหาร ทั้งแรงงานและเงินทุนเป็นคานผ่อนแรงที่ต้อง "ขออนุญาต" (Permissioned Leverage) คือต้องมีคนยอมมาทำงานให้ หรือต้องมีคนยอมให้เงินคุณ
.
III. แต่พระเอกตัวจริงในยุคนี้คือคานผ่อนแรงประเภทที่สาม ซึ่ง Naval เรียกว่า "คานผ่อนแรงที่ไม่ต้องขออนุญาต" (Permissionless Leverage) นั่นคือ โค้ดและสื่อ (Code & Media)
.
นี่คืออาวุธของเศรษฐีใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Mark Zuckerberg, Jeff Bezos, หรือแม้แต่ Youtuber และ Podcaster ชื่อดัง สิ่งเหล่านี้คือสินทรัพย์ที่มีต้นทุนในการทำซ้ำแทบจะเป็นศูนย์ (Zero marginal cost of replication)
.
คุณเขียนโค้ดครั้งเดียว หรืออัดคลิปวิดีโอครั้งเดียว แต่มันสามารถทำงานให้คุณได้เป็นล้านๆ ครั้งโดยที่คุณไม่ต้องตื่นมาทำใหม่ มันเหมือนคุณมีกองทัพหุ่นยนต์ทำงานให้คุณในขณะที่คุณหลับ และที่เจ๋งที่สุดคือ คุณไม่ต้องรอให้ใครมาอนุมัติ คุณสามารถเริ่มเขียนบล็อก อัดพอดแคสต์ หรือเขียนโปรแกรมได้เลยเดี๋ยวนี้ด้วยคอมพิวเตอร์แค่เครื่องเดียว
.
Naval สรุปไว้ว่าในยุคนี้เราควรลืมเรื่องคนรวยคนจนไปก่อน เส้นแบ่งใหม่ของสังคมคือคนที่ "มี Leverage" กับคนที่ "ไม่มี Leverage"
.
ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ใช้แค่แรงและเวลาแลกเงิน ผลลัพธ์ของคุณจะเท่ากับแรงที่คุณใส่ลงไปแบบ 1 ต่อ 1 แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้คานผ่อนแรง โดยเฉพาะโค้ดและสื่อ ผลลัพธ์ของคุณอาจจะทวีคูณเป็น 1,000 หรือ 10,000 เท่า โดยที่คุณเหนื่อยเท่าเดิม ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะเขียนโค้ด ถ้าเขียนโค้ดไม่เป็น ก็จงเขียนหนังสือ อัดคลิป หรือสร้างสื่อ และใช้มันเป็นเครื่องขยาย "วิจารณญาณ" (Judgment) ของคุณ เพื่อให้การตัดสินใจที่ถูกต้องเพียงครั้งเดียว สร้างผลตอบแทนให้คุณไปตลอดชีวิตครับ
.
.
4. วิจารณญาณ (Judgment) ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว
.
ข้อที่แล้วเราคุยกันเรื่อง "คานงัด" ว่ามันคือเครื่องทุ่นแรงที่ทำให้ผลลัพธ์มหาศาล ข้อนี้ Naval จะบอกเราว่า "เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบงัด!"
.
เพราะถ้าคุณวางจุดหมุนผิดที่ หรือออกแรงงัดไปในทิศทางที่ผิด ยิ่งคุณมีคานยาวเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งพังพินาศเร็วเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ "วิจารณญาณ" สำคัญกว่าความฉลาดและสำคัญกว่าการทำงานหนักครับ
.
ลองนึกว่าคุณกำลังพายเรืออย่างบ้าคลั่ง เหงื่อไหลไคลย้อย แต่พายไปผิดทิศ ยิ่งพายแรงก็ยิ่งออกห่างจากจุดหมาย ในขณะที่อีกคนแค่นั่งดูทิศทางลม กางใบเรือ แล้วจิบน้ำมะพร้าวสบายๆ ก็ถึงฝั่งได้เร็วกว่า
.
ในยุคนี้ที่คานผ่อนแรง (เช่น โค้ด เงินทุน สื่อ) มีอยู่ดาษดื่น การตัดสินใจที่ถูกต้องเพียงครั้งเดียวมีค่ามากกว่าแรงงานตลอดชีวิต
.
แล้ววิจารณญาณที่เฉียบคมสร้างมาจากอะไร? Naval บอกว่ามันไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือเรียนแล้วสอบได้เกรด A แต่มันมาจากการเผชิญความจริงครับ
.
คนฉลาดๆ หลายคนตกม้าตายเพราะชอบหลอกตัวเอง ยึดติดกับทฤษฎีสวยหรู หรืออีโก้ที่ไม่อยากยอมรับว่าผิด การจะมีวิจารณญาณที่ดี คุณต้องวางอีโก้ลง แล้วมองโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณ ‘อยาก’ ให้มันเป็น คุณต้องกล้าพูดว่า "ฉันไม่รู้" ในเรื่องที่คุณไม่รู้จริงๆ และต้องหมกมุ่นกับการหา "ความจริง" มากกว่าการหาพวกพ้อง หรือการพยายามเอาชนะใคร
.
การฝึกฝนวิจารณญาณคือการสะสมโมเดลทางความคิด (Mental Models) ที่ถูกต้อง และทดสอบมันกับโลกความเป็นจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บจริง เรียนรู้จริง จนกระทั่งสัญชาตญาณของคุณแหลมคมพอที่จะ "หยุด" คิดเพียงเสี้ยววินาที แล้วเลือกทางเดินที่ถูกต้องได้ท่ามกลางความวุ่นวาย
.
.
5. ความรับผิดชอบ (Accountability) เป็นเดิมพัน
.
เรื่องนี้เป็นยาขมสำหรับหลายคนครับ Naval บอกว่า ถ้าคุณอยากรวยและมีอำนาจในการตัดสินใจ คุณต้องยอมรับ "ความรับผิดชอบแบบสุดโต่ง" (Accountability) คุณต้องกล้าเอาชื่อเสียงของตัวเองเป็นเดิมพัน
.
สังเกตดูสิครับ ในบริษัททั่วไป คนส่วนใหญ่มักจะพยายามเกลี่ยความรับผิดชอบ "นี่ไม่ใช่ความผิดผม แผนกนู้นส่งงานช้า" หรือ "เราตัดสินใจกันเป็นคณะกรรมการนะ" เพราะทุกคนกลัวความล้มเหลว กลัวโดนไล่ออก กลัวเสียหน้า
.
แต่คนที่จะรวยจริงๆ คือคนที่เดินออกมาข้างหน้าแล้วพูดว่า "ผมจะรับผิดชอบโปรเจกต์นี้เอง ถ้าพัง ผมรับผิดชอบ แต่ถ้าสำเร็จ ผมขอส่วนแบ่ง"
.
การยอมรับผิดชอบภายใต้ชื่อของตัวเอง (Specific Accountability) คือสิ่งที่มีมูลค่าสูงมาก เพราะสังคมจะมอบรางวัลให้คนที่กล้ารับความเสี่ยงแทนคนอื่น รางวัลนั้นคือ ความเป็นอิสระ (Independence) หน้าที่การงานที่คนอื่นทำแทนไม่ได้ และที่สำคัญคือ "เงิน" และ "หุ้น"
.
ลองดูพวกสถาปนิกชื่อดัง ผู้กำกับหนัง หรือนักลงทุนระดับโลกสิครับ พวกเขาเอาชื่อตัวเองแปะไว้หน้าตึก หน้าหนัง หรือหน้ากองทุน ถ้างานออกมาห่วย ชื่อเสียงพวกเขาพังยับเยิน แต่ถ้างานออกมาดี พวกเขาก็ได้รับผลตอบแทนมหาศาลและเครดิตไปเต็มๆ โดยไม่ต้องหารใคร
.
ดังนั้นอย่ากลัวที่จะล้มเหลวในนามของตัวเอง เพราะความเสี่ยงในการเสียหน้ามีขีดจำกัด แต่ผลตอบแทนจากการเป็น "คนแบกรับความรับผิดชอบ" นั้นไร้ขีดจำกัด จงสร้างชื่อเสียงของคุณให้เป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ แล้วโอกาสและคานผ่อนแรงจะวิ่งเข้าหาคุณเอง
.
.
6. โชค 4 ชั้น (The 4 Kinds of Luck)
.
หลายคนชอบตัดพ้อว่า "ก็ฉันมันไม่เฮงเหมือนเขานี่" แต่ Naval มองว่า "โชค" ไม่ใช่เรื่องของไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว เขาแบ่งโชคออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งสะท้อนระดับการพัฒนาตัวตนของเราได้อย่างน่าสนใจ
.
โชคแบบตาบอด (Blind Luck) = อันนี้คือดวงล้วนๆ ครับ เช่น เกิดมาถูกที่ถูกเวลา ถูกหวย หรือเดินไปเจอแบงค์พันตกอยู่ อันนี้ควบคุมไม่ได้ ไม่ต้องไปหวังพึ่งมัน
.
โชคจากการขยัน (Hustle Luck) = อันนี้เกิดจากการที่คุณวิ่งวุ่นไปทั่ว ทำนู่นทำนี่เยอะแยะ จนไปสะดุดเข้ากับโอกาส เหมือนคุณเขย่าขวดโหลที่มีเหรียญอยู่ ยิ่งเขย่าแรง เหรียญก็ยิ่งมีโอกาสพลิกด้าน นี่คือโชคของคนขยันที่เอาแรงเข้าแลก
.
โชคจากการเตรียมพร้อม (Preparation Luck) = อันนี้เริ่มใช้สมองครับ คือคุณมีความรู้หรือประสบการณ์เฉพาะทาง ทำให้คุณมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม เช่น ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ คุณอาจจะไปเดินตลาดนัดแล้วตาดีเห็นรูปวาดเก่าๆ ที่มีมูลค่ามหาศาล ในขณะที่คนอื่นเห็นเป็นแค่ขยะ
.
โชคจากตัวตนของคุณ (Unique Character Luck) = นี่คือโชคขั้นเทพที่สุด และเป็นเป้าหมายที่เราควรไปให้ถึง คือการสร้างตัวตนและชื่อเสียงในแบบที่ "โชคต้องวิ่งมาหาคุณ" เพราะคุณเป็นคนเดียวในโลกที่ทำสิ่งนี้ได้ เช่น ถ้าคุณเป็นนักดำน้ำที่เก่งที่สุดในโลกที่เชี่ยวชาญการกู้สมบัติใต้ทะเลลึก วันหนึ่งถ้ามีใครเจอซากเรือโบราณ เขา ‘ต้อง’ โทรหาคุณ ไม่ใช่เพราะคุณดวงดี แต่เพราะโชคไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมาหาคุณ
.
เป้าหมายสูงสุดของการสร้างความมั่งคั่งตามแบบฉบับ Naval คือการพาตัวเองไปสู่จุดที่ 4 ครับ เลิกวิ่งไล่ล่าโชค แต่จงสร้างตัวเองให้เจ๋งจนโชคชะตาต้องยอมสยบแทบเท้า แล้วคุณจะพบว่า "ความบังเอิญ" ดีๆ จะเกิดขึ้นกับคุณบ่อยจนน่าตกใจ เหมือนกับว่าคุณเป็นคนดวงดี... ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ
.
.
7. ความสุขคือกล้ามเนื้อที่ต้องฝึก ไม่ใช่โชคชะตาที่ต้องรอ
.
เข้าสู่พาร์ทความสุข Naval เปิดประเด็นด้วยการตบหน้าพวกเราเบาๆ อีกครั้งด้วยแนวคิดที่ว่า "ความสุขคือทักษะ" (Happiness is a skill) อีกแล้วครับ
.
หลายคนชอบคิดว่าความสุขเป็นเรื่องของพันธุกรรม เป็นเรื่องของนิสัยที่แก้ไม่ได้ แบบว่า "ฉันเป็นคนคิดมาก ก็ฉันเกิดมาแบบนี้นี่นา" แต่ Naval เถียงหัวชนฝาเลยว่า ความสุขมันฝึกกันได้เหมือนคุณฝึกยิงลูกโทษนั่นแหละครับ
.
ถ้าคุณฝึกร่างกายให้แข็งแรงได้ คุณก็ฝึกจิตใจให้มีความสุขได้เช่นกัน ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มัวแต่วิ่งไล่ล่าความสุขจากภายนอก รอให้ได้เลื่อนขั้น รอให้ถูกหวย หรือรอให้แฟนซื้อของขวัญให้ ถึงจะยอมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข
.
Naval นิยามความสุขไว้เรียบง่ายแต่น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่าความสุขไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ หรือฟินแบบที่เวลาเราได้ของใหม่ๆ เพราะนั่นมันคือโดพามีนที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาแล้วก็หายไป ทิ้งให้เราอยากได้เพิ่มอีกไม่รู้จบ
.
แต่ความสุขที่แท้จริงสำหรับเขาคือ "ความสงบ" (Peace) หรือสภาวะที่จิตใจของเรา "ไม่มีอะไรขาดหายไป" (Absence of lacking)
.
ลองสังเกตดูสิครับ เวลาที่เราทุกข์ใจ มักจะเป็นเพราะเรากำลังคิดว่า "ฉันขาดสิ่งนั้น ฉันอยากได้สิ่งนี้" จิตใจของเรามัวแต่วิ่งวุ่นไปในอดีต (เสียดายจัง) หรือไม่ก็พุ่งไปในอนาคต (กังวลจัง)
.
แต่เมื่อไหร่ที่คุณหยุดความต้องการเหล่านั้นได้ เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า "ตอนนี้โอเคแล้วนะ ไม่ต้องการอะไรเพิ่มแล้ว" วินาทีนั้นแหละครับที่ความสุขจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ดังนั้น การฝึกความสุขจึงไม่ใช่การพยายาม "เพิ่ม" เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต แต่คือการเรียนรู้ที่จะ "ลด" เสียงรบกวนและความต้องการที่ไม่จำเป็นออกไปต่างหากครับ
.
.
8. สัญญาแห่งความทุกข์ที่เราเซ็นด้วยตัวเอง
.
ประโยคทองที่แอดอยากให้ขีดเส้นใต้หนาๆ เลยคือ "ความต้องการ คือพันธสัญญาที่คุณทำกับตัวเองว่าจะยอมเป็นทุกข์ จนกว่าจะได้สิ่งนั้นมา" (Desire is a contract you make with yourself to be unhappy until you get what you want)
.
ทุกครั้งที่เราตั้งเป้าหมายหรืออยากได้อะไรสักอย่าง เรากำลังบอกตัวเองกลายๆ ว่า "ตอนนี้ฉันยังไม่ดีพอ ชีวิตฉันยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าฉันจะได้ไอ้นั่นมา" เรายอมแลกความสงบสุขในปัจจุบัน เพื่อไปลุ้นเอาความสุขในอนาคต ซึ่งพอได้มาแล้ว เราก็ดีใจได้แป๊บเดียว แล้วก็ไปหาเรื่องอยากได้ของใหม่อีก เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่จบสิ้น
.
Naval ไม่ได้บอกว่าห้ามมีความต้องการนะครับ เราเป็นมนุษย์ยังไงก็ต้องมีแรงขับเคลื่อน แต่เขาเตือนให้เรา "เลือก" ความต้องการอย่างระมัดระวัง
.
อย่ามีความต้องการพร่ำเพรื่อ ประเภทอยากได้ไปหมดทุกอย่าง อยากรวย อยากหุ่นดี อยากเท่ อยากฉลาด อยากให้คนยอมรับ ถ้าคุณแบกความต้องการไว้เป็นสิบอย่าง ก็เหมือนคุณเซ็นสัญญาความทุกข์ไว้สิบฉบับพร้อมกัน แล้วจะเอาความสุขจากไหนมาหายใจล่ะครับ
.
เขาแนะนำให้เลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมาสักอย่างหนึ่ง แล้วทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้ปล่อยวางและยอมรับมันอย่างที่มันเป็น การทำแบบนี้ไม่ใช่การปลงตกหรือขี้เกียจนะครับ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญของความทุกข์ เพื่อให้เราเหลือที่ว่างให้ความสงบสุขได้แทรกตัวเข้ามาบ้าง
.
.
9. คนสุขภาพดีมีนับพันความฝัน คนป่วยมีแค่ฝันเดียว
.
ประโยคเปิดของข้อนี้คือหมัดฮุกที่กระแทกใจสุดๆ ครับ Naval กล่าวว่า "คนที่มีสุขภาพดีมีความปรารถนาเป็นพันอย่าง แต่คนที่ป่วยมีความปรารถนาเพียงอย่างเดียว" (A healthy man wants a thousand things, a sick man only wants one)
.
ฟังดูเรียบง่ายแต่มันคือสัจธรรมที่เราชอบลืม เรามักจะเอาสุขภาพไปแลกกับเงิน แลกกับงาน หรือแลกกับความสนุกชั่วคราว แต่ Naval บอกว่าลำดับความสำคัญในชีวิตของเขาคือ สุขภาพกาย > สุขภาพใจ > ครอบครัว > งาน เรียงตามนี้เป๊ะๆ ห้ามสลับ เพราะถ้ากายพัง ใจก็พัง ถ้าใจพัง ก็ดูแลครอบครัวไม่ได้ และถ้าทุกอย่างพัง งานจะดีไปเพื่ออะไร?
.
เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย Naval ไม่ได้บอกสูตรตายตัวว่าต้องกินคีโตหรือวิ่งมาราธอน แต่เขาเน้นหลักการที่ว่า "อาหารคือข้อมูล ไม่ใช่แค่พลังงาน" สิ่งที่คุณกินเข้าไปจะไปบอกร่างกายว่าต้องทำอะไร
.
เขาแนะนำให้กินอาหารที่เป็นธรรมชาติที่สุด (Real Food) หลีกเลี่ยงน้ำตาลและแป้งขาวที่เพิ่งโผล่มาในประวัติศาสตร์มนุษย์ไม่นานนี้
.
ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย กุญแจสำคัญคือ "ทำอะไรก็ได้ที่คุณทำได้ทุกวัน" จะยกเวท ตีแบด หรือเดินก็ได้ ขอแค่ให้หัวใจได้เต้นแรงและเหงื่อได้ออก เพราะวิวัฒนาการสร้างมนุษย์มาเพื่อล่าสัตว์และเคลื่อนไหว ไม่ใช่นั่งจ้องหน้าจอคอมวันละ 8 ชั่วโมง การดูแลร่างกายไม่ใช่การรักสวยรักงาม แต่มันคือการดูแลบ้านหลังเดียวที่คุณต้องอาศัยอยู่ไปจนวันตายครับ
.
.
10. การทำสมาธิฉบับคนขี้เกียจ = แค่นั่งเฉยๆ ก็พอ
.
สำหรับ Naval การทำสมาธิคือการ "จัดระเบียบอีเมลในสมอง" (Inbox Zero for the mind) ครับ ลองจินตนาการว่าสมองเราเหมือนกล่องอีเมลที่ไม่ได้เปิดอ่านมาเป็นสิบปี มีอีเมลขยะ (ความกังวล) อีเมลทวงหนี้ (ความเสียใจในอดีต) และอีเมลงานด่วน (ความเครียด) เต็มไปหมด การที่เรานอนไม่หลับหรือจิตใจว้าวุ่น ก็เพราะอีเมลพวกนี้มันเด้งเตือนตลอดเวลา
.
วิธีแก้ของ Naval คือการทำสมาธิแบบ "Choiceless Awareness" หรือการ "นั่งเฉยๆ" ครับ ไม่ต้องกำหนดลมหายใจ ไม่ต้องท่องมนต์ ไม่ต้องพยายามหยุดคิด
.
แค่นั่งหลับตาเฉยๆ แล้วปล่อยให้ความคิดมันไหลออกมา เหมือนเราเปิดอีเมลอ่านทีละฉบับ ช่วงแรกๆ มันจะฟุ้งซ่านมาก เหมือนพายุเข้า แต่ถ้าคุณอดทนนั่งต่อไปเรื่อยๆ (เขาแนะนำให้ลองท้าทายตัวเองวันละ 1 ชั่วโมง สัก 60 วัน) อีเมลเหล่านั้นจะค่อยๆ ถูกเคลียร์ออกไป จนในที่สุดกล่องข้อความในสมองคุณจะว่างเปล่า
.
และวินาทีนั้นแหละครับที่คุณจะพบกับความสงบที่แท้จริง เป็นความรู้สึกเบาสบายที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้ และเมื่อสมองโล่ง คุณจะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้เฉียบคมขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
.
.
11. เลือกคู่ผิด คิดจนตัวตาย
.
Naval บอกว่าการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การเลือกงาน หรือเลือกซื้อบ้าน แต่คือ "การเลือกคู่ชีวิต" ครับ เพราะคนรักคือคนที่เราต้องใช้เวลาด้วยมากที่สุด มีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความคิด และลูกหลานของเรามากที่สุด
.
ถ้าเลือกถูก ชีวิตเหมือนติดปีก แต่ถ้าเลือกผิด ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็น แถมยังต้องเสียทรัพย์สินคนละครึ่งเวลาเลิกกันอีกต่างหาก
.
หลักการเลือกคนของ Naval นั้นเรียบง่ายแต่เฉียบขาดครับ เขาใช้กฎ "ถ้าคุณไม่คิดจะทำงานกับคนนี้ไปตลอดชีวิต ก็อย่าทำงานกับเขาแม้แต่วันเดียว" ซึ่งใช้ได้ทั้งกับหุ้นส่วนธุรกิจและคู่ชีวิต
.
ถ้ามีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจแม้แต่นิดเดียว ให้ถอยออกมาทันที อย่าพยายามฝืนหรือคิดว่าจะเปลี่ยนเขาได้ นอกจากนี้ ให้มองหาคนที่มีความซื่อสัตย์และจริยธรรมสูง (High Integrity) เป็นอันดับแรก เพราะคนฉลาดและขยันแต่โกง คือคนที่น่ากลัวที่สุด
.
และที่สำคัญคือ อย่าเล่นเกมความสัมพันธ์ระยะสั้น จงมองหาความสัมพันธ์แบบ Compounding หรือดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งเข้าใจกัน ยิ่งไว้ใจกัน ชีวิตก็ยิ่งง่ายและมีความสุขครับ จำไว้ว่าเพื่อนน้อยแต่คุณภาพคับแก้ว ดีกว่าเพื่อนเยอะแต่หาความจริงใจไม่ได้
.
.
12. ความหมายของชีวิตคือ... มันไม่มีความหมาย (และนั่นคือเรื่องดี)
.
เมื่อถูกถามว่า "ความหมายของชีวิตคืออะไร" Naval ตอบแบบขวานผ่าซากว่า "มันไม่มีหรอกครับ"
.
ถ้าคุณซูมออกมามองจากนอกโลก เราก็แค่ลิงฉลาดพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่บนก้อนหินที่หมุนติ้วๆ รอบดาวฤกษ์ดวงเล็กๆ ในกาแล็กซีที่กว้างใหญ่ไพศาล จักรวาลนี้อยู่มาเป็นหมื่นล้านปี และจะอยู่ต่อไปอีกนานหลังจากที่เราตาย
.
ทุกสิ่งที่เราสร้าง ทุกความสำเร็จที่เราภูมิใจ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นฝุ่นผงและเลือนหายไปเหมือนเม็ดทรายในทะเลทราย ฟังดูสิ้นหวังใช่ไหมครับ? แต่ Naval บอกว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ "อิสรภาพ"
.
เพราะถ้าชีวิตไม่มีความหมายที่กำหนดมาล่วงหน้า แปลว่าคุณไม่จำเป็นต้องแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า คุณไม่ต้องทำตามความคาดหวังของสังคม พ่อแม่ หรือประวัติศาสตร์ คุณคือกระดาษเปล่าที่จักรวาลอนุญาตให้ขีดเขียนความหมายลงไปเองได้
.
Naval เสนอทางเลือกให้เราสองทาง ทางแรกคือมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติ แล้วใช้ชีวิตเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ดูละครโรงใหญ่ที่ชื่อว่า "ชีวิต" อย่างเพลิดเพลิน ทางที่สองคือสร้างความหมายของตัวเองขึ้นมา จะเป็นการเลี้ยงลูกให้ดี การสร้างธุรกิจ หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ก็สุดแล้วแต่คุณ
.
แต่จงจำไว้เสมอว่านั่นคือเกมที่คุณสร้างขึ้นมาเอง อย่าหลงคิดว่ามันเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์จากฟ้า เพราะเมื่อไหร่ที่คุณยึดติดกับมันมากเกินไป ความทุกข์ก็จะตามมา การยอมรับว่าตัวเอง "ไม่มีค่าอะไรเลย" (Insignificant) ในสายตาจักรวาล จะช่วยปลดปล่อยอีโก้ของคุณ ทำให้คุณกล้าทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ โดยไม่ต้องกลัวเสียหน้า เพราะในอีกร้อยปีข้างหน้า ก็ไม่มีใครจำหน้าคุณได้อยู่ดีครับ
.
.
13. Decision Making Heuristics กฎ 3 ข้อสำหรับการตัดสินใจที่เฉียบคม ในวันที่ชีวิตมีทางเลือกมากเกินไป
.
I. กฎข้อแรก: ถ้าต้องคิดนาน คำตอบคือ "ไม่"
.
ในโลกยุคเก่า บรรพบุรุษของเรามีทางเลือกไม่มากนักครับ จะแต่งงานกับใคร จะทำอาชีพอะไร ส่วนใหญ่ถูกกำหนดมาแล้ว แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เราจมน้ำตายท่ามกลางมหาสมุทรแห่งทางเลือก (Paradox of Choice) เรามีตัวเลือกเป็นล้าน แต่เวลาในชีวิตมีจำกัดเท่าเดิม ปัญหาคือเรามักจะ "เสียดาย" และตอบตกลงแบบกั๊กๆ กับสิ่งที่ "ก็ดีนะ... มั้ง" ซึ่ง Naval มองว่านี่คือกับดักที่อันตรายครับ
.
กฎข้อแรกของเขาจึงคือ "ถ้าคุณตัดสินใจไม่ได้ คำตอบคือ ไม่" (If you cannot decide, the answer is no) กฎนี้ใช้กับ "การตัดสินใจระยะยาว" เท่านั้นนะครับ เช่น การเลือกคู่ชีวิต การเลือกงาน หรือการย้ายประเทศ
.
เหตุผลคือการตัดสินใจเหล่านี้มีความหนืด (Lock-in) สูงมาก เมื่อคุณเข้าไปแล้ว คุณจะถอนตัวยากและเสียเวลาชีวิตไปหลายปี ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยความลังเล คุณจะจบลงด้วยความทุกข์
.
II. กฎข้อที่สอง: ถ้าต้องเลือกระหว่างสองทางที่ยากพอๆกัน ให้เลือกทางที่เจ็บปวดกว่าในระยะสั้น
.
สมองของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ มันจึงโปรแกรมมาให้เรา "หนีความเจ็บปวด" และวิ่งเข้าหาความสบายเสมอ แต่ในโลกสมัยใหม่ สิ่งที่สบายในวันนี้ มักจะกลายเป็นยาพิษในวันหน้า Naval จึงมีกฎเหล็กข้อที่สองว่า "ถ้าต้องเลือกระหว่างสองทางที่ยากพอๆกัน ให้เลือกทางที่เจ็บปวดกว่าในระยะสั้น" (Short-term Pain)
.
กฎนี้มีชื่อเล่นว่า "Run Uphill" หรือการวิ่งขึ้นเนินครับ หลักการคือ ถ้าคุณลังเล แปลว่าทั้งสองทางมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่ทางหนึ่งมักจะมีความ "ยาก" หรือความ "อึดอัด" ขวางอยู่ เช่น การเดินไปขอโทษเพื่อนก่อน หรือการลาออกเพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว ความยากเหล่านี้คือภาพลวงตาที่สมองสร้างขึ้นมาขู่เรา
.
Naval ย้ำเสมอว่า "ทางเลือกที่ยากในวันนี้ จะทำให้ชีวิตง่ายในวันหน้า" (Hard choices, easy life) ส่วนทางเลือกที่ง่ายและหนีปัญหาในวันนี้ จะสะสมดอกเบี้ยความทุกข์ไปรอคิดบัญชีคุณในอนาคต ดังนั้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกกลัวหรืออึดอัดกับทางเลือกไหน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า นั่นแหละคือทางที่คุณควรจะเดินไปครับ
.
III. กฎข้อที่สาม: กฎแห่งความสงบ
.
กฎข้อสุดท้ายนี้เป็นตัวกรองที่ละเอียดอ่อนที่สุดครับ หลายครั้งเราตัดสินใจพลาดเพราะเราใช้อารมณ์ชั่ววูบเป็นที่ตั้ง เราเลือกทำบางอย่างเพราะความอิจฉา เพราะอยากเอาชนะ หรือเพราะกลัวเสียหน้า ซึ่ง Naval มองว่าแรงขับเหล่านี้มาจาก "อีโก้" ล้วนๆ และผลลัพธ์ของมันคือ "ความวุ่นวายใจ" ที่ไม่จบสิ้น
.
คำแนะนำของเขาคือ ให้ใช้ "ความสงบใจ" (Peace of Mind) เป็นเกณฑ์ตัดสินครับ เวลาคุณต้องเลือก ถามตัวเองง่ายๆ ว่า "ทางเลือกไหนที่จะทำให้ฉันวางใจลงได้สนิทที่สุด?" ไม่ใช่ทางไหนที่ทำให้ฉันดูเท่ที่สุด หรือรวยเร็วที่สุด แต่เป็นทางไหนที่เมื่อเลือกแล้ว จิตใจจะเลิกปรุงแต่งและกลับสู่สภาวะปกติได้เร็วที่สุด
.
ความสุขสำหรับ Naval ไม่ใช่ความตื่นเต้นดีใจ แต่คือ "ความสงบสุขจากการไม่มีปัญหา" ถ้าทางเลือกไหนนำมาซึ่งเงินทองมหาศาล แต่ต้องแลกมาด้วยความหวาดระแวงหรือต้องคอยแก้ตัวกับสังคม ให้กากบาททิ้งไปได้เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทำงานหาเงินเพื่อซื้อความอิสระทางใจ ไม่ใช่เพื่อหาเรื่องใส่ตัวให้หนักกว่าเดิมครับ
.
.
14. อิสรภาพ "จาก" สำคัญกว่า อิสรภาพ "เพื่อ"
.
เรามักเข้าใจคำว่า "อิสรภาพ" (Freedom) ผิดไปครับ คนส่วนใหญ่คิดว่าอิสรภาพคือ "Freedom TO" คืออิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็กิน อยากเที่ยวไหนก็ไป อยากซื้ออะไรก็ซื้อ ซึ่งนั่นมักจะต้องแลกมาด้วยการมีเงินเยอะๆ
.
แต่ Naval ชวนให้เรามองมุมกลับไปสู่ขั้นกว่า นั่นคือ "Freedom FROM" หรืออิสรภาพที่จะ "ไม่ต้อง" ทำอะไร อิสรภาพจากการต้องตื่นเช้าไปทำงานที่เกลียด (Freedom from employment) อิสรภาพจากการต้องใส่หน้ากากเข้าสังคม (Freedom from reaction) และที่สำคัญที่สุดคือ อิสรภาพจาก "ความต้องการของตัวเอง" (Freedom from desire)
.
Naval เล่าว่าตอนหนุ่มๆ เขาอยากมีอิสรภาพ "เพื่อ" จะได้ทำทุกอย่าง แต่พอแก่ตัวลง เขาค้นพบว่าความสุขสงบที่แท้จริงคือการมีอิสรภาพ "จาก" เรื่องปวดหัวทั้งหลาย เขาไม่อยากได้อิสรภาพเพื่อไปขับเฟอร์รารี่ แต่เขาอยากได้อิสรภาพจากการที่ "ต้อง" อยากได้เฟอร์รารี่ต่างหาก
.
เพราะเมื่อคุณเป็นอิสระจากความอยาก คุณก็เป็นอิสระจากความทุกข์ การมีเงินช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินได้ (Freedom from money problems) แต่หลังจากนั้น คุณต้องใช้ปัญญาเพื่อแก้ปัญหาทางใจ
.
การฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนที่มีความต้องการน้อยลง ไม่ใช่การจำกัดชีวิต แต่เป็นการขยายขอบเขตของความสงบให้กว้างขึ้น จนไม่มีอะไรภายนอกมาเขย่าความสุขภายในของคุณได้อีกต่อไป
.
.
15. อ่านในสิ่งที่คุณชอบ จนกว่าคุณจะชอบการอ่าน
.
Naval เปิดประเด็นเรื่องการอ่านได้น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะเกร็งกับการอ่านหนังสือมากเกินไป พยายามจะอ่านหนังสือยากๆ เพื่อให้ตัวเองดูฉลาด หรือพยายามอ่านหนังสือที่สังคมบอกว่าดีแต่ตัวเองกลับง่วงนอน
.
ผลก็คือเราเลยเกลียดการอ่านไปเลย คำแนะนำของเขาคือ "จงอ่านในสิ่งที่คุณชอบ จนกว่าคุณจะชอบการอ่าน" (Read what you love until you love to read)
.
ไม่ผิดเลยครับที่คุณจะเริ่มจากนิยายรัก นิยายไซไฟ หรือการ์ตูน เพราะเป้าหมายแรกคือการสร้าง "นิสัย" การเสพติดตัวหนังสือให้ได้ก่อน เมื่อคุณรักการอ่านแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์จะพาคุณขยับไปหาหนังสือที่ยากขึ้นและซับซ้อนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เหมือนคนที่เริ่มจากกินขนมหวาน พอกินไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเบื่อและหันมากินอาหารสุขภาพเอง
.
Naval ย้ำว่าการศึกษานั้นฟรีและมีอยู่เกลื่อนอินเทอร์เน็ต สิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ แต่คือ "ความกระหายที่จะเรียนรู้" ต่างหาก ถ้าคุณมีนิสัยรักการอ่าน คุณก็มีอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกแล้ว เพราะคุณสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้
.
ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือพอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เลิกอ่านหนังสือทันที ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะในโลกยุคนี้ ใบปริญญามีค่าลดลงทุกวัน ทักษะที่คุณมีวันนี้อาจจะล้าสมัยในอีก 5 ปีข้างหน้า การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด และการอ่านก็คือวิธีที่ถูกและดีที่สุดในการอัปโหลดความรู้จากสมองของคนที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์มาใส่ในหัวของคุณครับ
.
.
16. สร้างฐานรากให้แน่น แล้วค่อยต่อยอด
.
เมื่อรักการอ่านแล้ว คำถามต่อมาคือ "ควรอ่านอะไร?" Naval แนะนำให้เราโฟกัสที่ "ความรู้พื้นฐาน" (Foundational Knowledge) ที่ไม่มีวันตายครับ
.
แทนที่จะไปตามอ่านข่าวรายวันหรือเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนทุกสัปดาห์ ให้คุณย้อนกลับไปศึกษาศาสตร์ที่เป็นรากฐานของความเข้าใจโลกจริงๆ นั่นคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) ทฤษฎีเกม (Game Theory) จิตวิทยา (Psychology) และการโน้มน้าวใจ (Persuasion)
.
วิชาเหล่านี้เปรียบเสมือนโครงเหล็กที่แข็งแกร่ง ถ้าคุณเข้าใจหลักการพื้นฐานพวกนี้ คุณจะสามารถทำความเข้าใจเรื่องยากๆ ในโลกธุรกิจและการลงทุนได้ง่ายขึ้นมาก
.
Naval เปรียบเทียบว่า ถ้าคุณเข้าใจคณิตศาสตร์และตรรกะ คุณก็ไม่ต้องท่องจำสูตรทางธุรกิจเลย เพราะคุณจะสามารถอนุมาน (Derive) คำตอบได้เองจากหลักการพื้นฐาน
.
เขาเตือนว่าอย่าไปเสียเวลากับความรู้ประเภทท่องจำ หรือความรู้ที่ขึ้นอยู่กับบริบทมากเกินไป เช่น ประวัติศาสตร์ของสงครามครั้งหนึ่ง หรือข้อมูลข่าวสารที่พรุ่งนี้ก็เก่าแล้ว แต่ให้เน้นความรู้ที่เป็น "หลักการ" (Principles) ที่ใช้ได้ตลอดกาล
.
ยิ่งหนังสือเล่มไหนเก่าและยังคงถูกอ่านอยู่ (Lindy Effect) ยิ่งแปลว่าหนังสือนั้นมีคุณค่าจริง อย่าดูถูกหนังสือเก่าๆ เพราะภูมิปัญญาที่ผ่านการคัดกรองโดยกาลเวลา มักจะแม่นยำกว่าหนังสือ How-to เล่มใหม่ที่เพิ่งวางแผงเมื่อวานครับ
.
.
17. ศิลปะการอ่านแบบไม่สนโลก
.
Naval แชร์เทคนิคการอ่านส่วนตัวที่อาจจะขัดใจบรรณารักษ์หลายคนครับ เขาบอกว่า "หนังสือไม่ใช่ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ" ถ้าคุณเริ่มอ่านเล่มไหนแล้วรู้สึกว่ามันห่วย หรือไม่สนุก ก็โยนทิ้งไปได้เลยครับ ไม่ต้องรู้สึกผิด
.
การทนอ่านหนังสือแย่ๆ จนจบเสียทั้งเวลาและทำลายความรักในการอ่านเปล่าๆ เขาบอกว่าตัวเขาเองไม่ค่อยอ่านหนังสือจบเล่มหรอก เขาอ่านแบบ "กระโดด" คือเปิดสารบัญ ดูหัวข้อที่สนใจ แล้วเจาะอ่านตรงนั้น ถ้าชอบก็อ่านต่อ ถ้าไม่ชอบก็ข้าม หรือวางลงแล้วไปหยิบเล่มใหม่
.
นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการ "อ่านซ้ำ" (Re-reading) มากกว่าการอ่านหนังสือใหม่ๆ ให้ได้จำนวนเยอะๆ ครับ เขาบอกว่า "ผมยอมอ่านหนังสือที่ดีที่สุด 100 เล่มซ้ำๆ จนมันซึมเข้าไปในกระดูก ดีกว่าการอ่านหนังสือใหม่ 1,000 เล่มแต่จำอะไรไม่ได้เลย"
.
หนังสือที่ดีคือเพื่อนคู่คิดที่คุณกลับไปคุยด้วยได้เสมอ และทุกครั้งที่คุณกลับไปอ่าน คุณจะไม่ได้เห็นแค่เรื่องเดิม แต่คุณจะเห็น "ตัวคุณเอง" ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
.
.
18. Life Formulas: สมการแห่งความสุขและความสำเร็จของ Naval
.
Naval เขียน "สูตรชีวิต" เอาไว้เตือนใจตัวเอง ซึ่งมันเจ๋งตรงที่มันเปลี่ยนเรื่องนามธรรมให้กลายเป็นอัลกอริทึมที่จับต้องได้ ลองมาดูกันครับว่าเขานิยามความสำเร็จในแต่ละด้านไว้อย่างไร
.
เริ่มจากสมการแม่บท = ความสุข (Happiness) = สุขภาพ + ความมั่งคั่ง + ความสัมพันธ์ที่ดี
.
ดูเรียบง่ายใช่ไหมครับ? แต่ความลึกซึ้งมันอยู่ที่ไส้ในครับ
.
“สุขภาพ (Health) = ออกกำลังกาย + อาหาร + การนอนหลับ”
.
เขาให้ความสำคัญกับการนอน เท่าๆกับการกินและการออกกำลังกายเลย ถ้าคุณฟิตหุ่นแทบตายแต่นอนวันละ 4 ชั่วโมง สมการนี้ก็พังครับ
.
“ความมั่งคั่ง (Wealth) = รายได้ + (ความมั่งคั่ง x ผลตอบแทนจากการลงทุน)”
.
สมการนี้บอกเราว่า ความรวยไม่ได้มาจากแค่เงินเดือน (Income) แต่มาจากการให้เงินทำงาน (ROI) ยิ่งคุณมีสินทรัพย์เยอะ ตัวคูณก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นครับ
.
“รายได้ (Income) = ความรับผิดชอบ + คานผ่อนแรง + ความรู้เฉพาะทาง” นี่คือหัวใจของพาร์ท Wealth ที่เราคุยกันไปครับ อยากได้เงินเยอะ ต้องกล้ารับผิดชอบ ใช้เครื่องทุ่นแรง และมีความรู้ที่หาตัวจับยาก
.
นอกจากสมการแล้ว Naval ยังมีกฎเหล็ก (Naval's Rules) ที่เขาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งแต่ละข้อเหมือนหมัดฮุกที่ตบหน้าเราให้ตื่นจากภวังค์ครับ แอดคัดข้อเด็ดๆ มาฝากกัน
.
"อยู่กับปัจจุบันสำคัญที่สุด" (Be present above all else) ไม่ว่าอดีตจะแย่แค่ไหน หรืออนาคตจะน่ากังวลเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือวินาทีนี้ ถ้าคุณทิ้งปัจจุบัน คุณก็ทิ้งชีวิตครับ
.
"ความปรารถนา คือความทุกข์" (Desire is suffering) ย้ำกันอีกรอบครับ ทุกครั้งที่คุณอยากได้อะไร คุณกำลังอนุญาตให้ตัวเองเป็นทุกข์จนกว่าจะได้มันมา ดังนั้น จงเลือก "ความอยาก" ให้คุ้มค่ากับความทุกข์ที่ต้องจ่ายไป
.
"ความโกรธ คือถ่านร้อนในมือ" (Anger is a hot coal) ประโยคนี้ยืมมาจากพุทธครับ การที่คุณโกรธคนอื่นเพื่อหวังจะขว้างความโกรธใส่เขา ก็เหมือนคุณกำถ่านร้อนๆ ไว้ในมือตัวเอง คนแรกที่โดนลวกจนมือพังไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคุณนั่นแหละครับ
.
"ถ้าไม่คิดจะคบตลอดชีวิต อย่าคบแม้แต่วันเดียว" กฎนี้ใช้ได้ทั้งกับเพื่อน แฟน และหุ้นส่วนธุรกิจครับ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเสียเวลากับความสัมพันธ์ฉาบฉวย
.
"อ่านหนังสือคือทักษะขั้นเทพ" (Reading is the ultimate meta-skill) เพราะถ้าคุณอ่านเป็น คุณก็เรียนรู้อะไรก็ได้ในโลกใบนี้ มันคือทักษะที่ใช้แลกเปลี่ยนเป็นทักษะอื่นๆ ได้ไม่รู้จบครับ
.
.
Naval สรุปแก่นแท้ของชีวิตไว้ในประโยคสั้นๆ ว่า "สุขภาพ, ความรัก, และภารกิจของคุณ... เรียงตามลำดับนี้ นอกนั้นไม่มีอะไรสำคัญเลย" (Health, love, and your mission, in that order. Nothing else matters.)
.
สุขภาพ (Health): ต้องมาก่อนอันดับหนึ่ง เพราะถ้าคุณตาย หรือป่วยนอนติดเตียง ทุกอย่างที่เหลือก็จบเห่ครับ สุขภาพคือฐานรากของพีระมิดชีวิต
.
ความรัก (Love): คือความสัมพันธ์ที่ดี ครอบครัว เพื่อนฝูง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องการความอบอุ่นใจเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ
.
ภารกิจ (Mission): คืองานหรือสิ่งที่คุณอยากทำให้สำเร็จ ซึ่งมาเป็นอันดับสุดท้าย ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญนะครับ แต่ถ้าสองข้อแรกยังไม่ดี คุณจะไม่มีพลังไปทำข้อนี้ให้ดีได้เลย
.
Naval บอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะเรียงลำดับผิด เอาภารกิจ (งาน/เงิน) ขึ้นก่อน ตามด้วยความรัก แล้วค่อยมาดูแลสุขภาพตอนที่มันพังไปแล้ว ซึ่งนั่นคือสูตรสำเร็จของความทุกข์ครับ
.
การกลับมาโฟกัสที่ "Health > Love > Mission" คือการรีเซ็ตชีวิตให้กลับมาสู่สมดุลที่ควรจะเป็น และเมื่อคุณทำสามข้อนี้ได้ดี เรื่องอื่นๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง สังคม หรือดราม่าต่างๆ มันจะกลายเป็นแค่ "เสียงรบกวน" (Noise) ที่คุณสามารถตัดทิ้งได้โดยไม่เสียดายเลยครับ
.
.
19. อย่าอ่านข่าว จงอ่านความจริง (Naval's Reading List)
.
Naval เป็นนักอ่านที่เลือกมากครับ เขาเน้นหนังสือที่เปลี่ยน "ระบบปฏิบัติการ" (OS) ในสมองเราจริงๆ หนังสือที่เขาบูชาส่วนใหญ่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์ ปรัชญา และประวัติศาสตร์ เพราะเขาเชื่อว่าวิชาเหล่านี้คือ "ความจริง" ที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ต่างจากหนังสือธุรกิจหรือข่าวสารบ้านเมืองที่พอผ่านไปปีเดียวก็กลายเป็นขยะทางข้อมูล
.
เล่มแรกที่ Naval ยกย่องให้เป็นคัมภีร์เปลี่ยนชีวิต และเชียร์ให้มนุษยชาติทุกคนอ่านคือ "The Beginning of Infinity" โดย David Deutsch ครับ
.
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่อธิบายเรื่องฟิสิกส์ควอนตัม แต่จะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อความรู้และความก้าวหน้าของมนุษย์ไปตลอดกาล มันสอนให้เราเข้าใจว่า "ทุกปัญหาแก้ได้ด้วยความรู้" และศักยภาพของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด
.
เล่มต่อมาคือ "Sapiens" ของ Yuval Noah Harari เล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงครองโลก (เพราะเราเล่านิทานเก่งและเชื่อในเรื่องสมมติเดียวกัน เช่น เงิน หรือ บริษัท) การอ่านเล่มนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นโครงสร้างสมมติในสังคม และไม่ตกเป็นทาสของมันง่ายๆ ครับ
.
นอกจากสายวิทย์แล้ว สายจิตวิญญาณและปัญญาก็ขาดไม่ได้ครับ Naval ยกให้ "Siddhartha" (สิทธารถะ) ของ Hermann Hesse เป็นนิยายปรัชญาที่เขาหยิบมาอ่านซ้ำบ่อยที่สุด เพื่อเตือนใจเรื่องการค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อตามคำสอนคนอื่น
.
และแน่นอนว่าต้องมี "Tao Te Ching" (เต้าเต๋อจิง) คัมภีร์เต๋าที่สอนเรื่องความกลมกลืนกับธรรมชาติ การทำน้อยได้มาก และการใช้ชีวิตแบบไม่ฝืน ซึ่งเป็นรากฐานแนวคิดเรื่องความสงบของเขา
.
ส่วนสายธุรกิจและการลงทุน เขาไม่ได้แนะนำหนังสือหุ้นเทคนิคกราฟแน่นๆ แต่เขาแนะนำ "Poor Charlie's Almanack" ของ Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffett ซึ่งเป็นหนังสือรวมโมเดลความคิด (Mental Models) ที่ช่วยให้เราตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง
.
และ "Skin in the Game" ของ Nassim Taleb ที่สอนเรื่องความสมมาตรของความเสี่ยงและการรับผิดชอบ ซึ่งเป็นแก่นของเรื่อง Accountability ที่เราคุยกันในข้อก่อนๆครับ
.
การอ่านหนังสือเหล่านี้เป็นการ "อัปเกรดเลนส์" ที่เราใช้มองโลกให้คมชัดขึ้นครับ
.
.
20. บทสรุปของความมั่งคั่งและความสุข
.
ตลอดทั้งเล่ม Naval พยายามจะสื่อสารแก่นสำคัญเพียงเรื่องเดียว นั่นคือ "ความมั่งคั่งและความสุข ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นทักษะที่คุณต้องฝึกฝนทั้งคู่"
.
เกมความมั่งคั่ง (Wealth Game) เป็นเกมภายนอกที่ต้องใช้ "เครื่องมือ" อย่างความรู้เฉพาะทาง คานผ่อนแรง และการตัดสินใจที่เฉียบขาด เป้าหมายคือการสร้างอิสรภาพทางการเงิน เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องขายเวลาแลกเงินอีกต่อไป
.
ส่วนเกมความสุข (Happiness Game) เป็นเกมภายในที่ต้องใช้ "การปล่อยวาง" การลดความต้องการ และการอยู่กับปัจจุบัน เป้าหมายคือการสร้างความสงบในใจ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสตัวเอง
.
เขาบอกว่า "จงหาเงินให้รวยพอที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน แล้วจงฝึกจิตให้สงบพอที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรเลย" นี่คือสถานะขั้นสูงสุดของมนุษย์ที่ Naval เรียกว่า "Superhuman" ครับ
.
Naval มองว่าชีวิตนี้เป็นเกมเล่นคนเดียว (Single-player game) ครับ คุณเกิดมาคนเดียว ตายคนเดียว และรับรู้ความสุขความทุกข์ผ่านจิตสำนึกของคุณคนเดียว เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เลิกพยายามเอาใจสังคม แล้วหันมาถามตัวเองชัดๆ ว่า "ฉันต้องการอะไรกันแน่?"
.
ถ้าคำตอบคืออิสรภาพ ก็จงมุ่งหน้าสร้างมัน ถ้าคำตอบคือความสงบ ก็จงฝึกฝนมัน อย่ารอให้ใครมาอนุญาต เพราะชีวิตเป็นของคุณตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณลืมตาดูโลกแล้วครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies