10 บทเรียนจาก 24 Chapters ในหนังสือ Same as Ever : จิตวิทยาเอาชนะอนาคต เขียนโดย Morgan Housel ครับ

1. ข่าวร้ายเกิดในพริบตา แต่ปาฏิหาริย์ต้องใช้เวลาสะสม (Overnight Tragedies and Long-Term Miracles)
.
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมโลกที่เราอยู่ ถึงดูเหมือนมีแต่เรื่องแย่ๆ เต็มไปหมด? Morgan Housel ได้ให้คำตอบที่เฉียบคมว่า
.
"ข่าวดีเกิดจากการสะสมทบต้น ซึ่งต้องใช้เวลาเสมอ แต่ข่าวร้ายเกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นหรือความผิดพลาดร้ายแรง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา"
.
ลองดูความจริงที่น่าทึ่งเรื่องนี้ครับ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลงไปถึง 70% ซึ่งหมายความว่ามีผู้คนกว่า 25 ล้านคนที่รอดชีวิตมาได้เพราะพัฒนาการทางการแพทย์ นี่คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่ทำไมเราถึงไม่เคยเห็นพาดหัวข่าวเฉลิมฉลองเรื่องนี้เลย?
.
คำตอบคือ เพราะอัตราการรอดชีวิตมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงแค่ 1.5% ต่อปี การเติบโตและการพัฒนาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา มันทำงานอย่างเงียบเชียบจนเราแทบไม่ทันสังเกตเห็น
.
ในทางตรงกันข้าม ข่าวร้ายไม่เคยมาแบบเงียบๆ เหตุการณ์ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อย่าง Pearl Harbor หรือ 9/11 ใช้เวลาเกิดขึ้นและสร้างความสูญเสียภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้แต่ธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ที่อยู่รอดมาได้ถึง 158 ปี ก็สามารถพังทลายลงจนล้มละลายได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
.
Housel เปรียบเทียบความจริงข้อนี้ไว้ว่า "การก่อสร้างต้องใช้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ แต่การทุบทำลายใช้แค่ค้อนปอนด์อันเดียวก็พอ"
.
การสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าของโลก การสร้างธุรกิจ หรือแม้แต่การสร้างความสัมพันธ์ ล้วนต้องต่อสู้กับแรงต้านและใช้ความอดทน แต่เมื่อถึงคราวพังทลาย ทุกอย่างสามารถร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มีใครเข้าไปขัดขวาง
.
ข้อคิดนี้ช่วยเตือนสติเราในยุคที่โซเชียลมีเดียสาดข่าวร้ายใส่เราทุกวัน ข่าวดีมักเป็นเรื่องของ "สิ่งเลวร้ายที่ไม่ได้เกิดขึ้น" (เช่น โรคระบาดที่ถูกป้องกันได้ หรือสงครามที่ไม่เกิด) ซึ่งมันประเมินค่าไม่ได้และไม่มีใครเอามาทำข่าว ในขณะที่ข่าวร้ายคือสิ่งที่ปะทะหน้าเราอย่างจังจนเราละสายตาไม่ได้
.
โลกใบนี้และชีวิตของคุณไม่ได้แย่ลงอย่างที่ตาเห็นหรืออย่างที่รู้สึกหรอกครับ สภาพปกติของโลกคือการมีความก้าวหน้าช้าๆ ท่ามกลางเสียงรัวกลองของข่าวร้ายเสมอ ครั้งหน้าถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดหวัง ขอให้จำไว้ว่า ปาฏิหาริย์และการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังทำงานของมันอยู่... แค่เสียงมันเบาจนคุณอาจจะยังไม่ได้ยินในวันนี้เท่านั้นเองครับ
.
.
2. เสน่ห์และข้อได้เปรียบที่ซ่อนอยู่ใน "ความไม่สมบูรณ์แบบ"
.
ในยุคที่ทุกคนเสพติดความ Productivity เรามักถูกสอนให้รีดประสิทธิภาพทุกหยดออกจากชีวิตและการทำงาน ตารางเวลาต้องแน่นเปรี๊ยะ กระบวนการผลิตต้องไม่มีของเหลือทิ้ง และการตัดสินใจต้องแม่นยำไร้ที่ติ เราต่างเชื่อว่าการไม่ปล่อยให้มีโอกาสใดหลุดลอยไปคือหนทางเดียวที่จะไปถึงจุดสูงสุด
.
แต่ Morgan Housel ได้พาเราไปสำรวจความจริงที่ขัดกับสัญชาตญาณอย่างรุนแรงว่า "ยิ่งคุณพยายามทำให้สมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีจุดจบที่แย่ลงเท่านั้น"
.
ธรรมชาติและวิวัฒนาการใช้เวลาทดสอบเรื่องนี้มาแล้วถึง 3.8 พันล้านปี กฎข้อหนึ่งที่ธรรมชาติค้นพบคือ สายพันธุ์ต่างๆ แทบจะไม่มีทางวิวัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์แบบได้เลย เพราะการทำให้ทักษะด้านใดด้านหนึ่งสมบูรณ์แบบ มักจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทักษะอีกด้านที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดในอนาคต
.
สิงโตที่ตัวใหญ่ขึ้นอาจล่าเหยื่อได้มากขึ้น แต่มันก็กลายเป็นเป้าเป้านิ่งที่ใหญ่ขึ้นสำหรับนักล่าเช่นกัน
.
ต้นไม้ที่สูงขึ้นอาจแย่งชิงแสงแดดได้มากกว่า แต่มันก็เปราะบางต่อการถูกลมพายุพัดโค่น
.
คำตอบของธรรมชาติสำหรับการเอาชีวิตรอดจึงไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่คือการมีคุณสมบัติที่ "ดีพอใช้ได้" (Good enough) ในหลากหลายมิติ การที่ไม่ได้ดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แท้จริงแล้วคือ "จุดที่ลงตัวที่สุด" (Sweet spot) ในโลกที่การสร้างทักษะหนึ่งให้สมบูรณ์แบบอาจไปทำลายอีกทักษะหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
.
เมื่อมองกลับมาที่มนุษย์ Amos Tversky นักจิตวิทยาระดับโลกเคยกล่าวไว้ว่า "ความลับในการทำงานวิจัยที่ดีคือการเป็นคนที่ 'มีงานน้อยกว่าที่ควรจะเป็นนิดหน่อย' (Underemployed) คุณอาจต้องสูญเสียเวลาเป็นปีๆ เพียงเพราะคุณไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองได้เสียเวลาไปเปล่าๆ สักสองสามชั่วโมง"
.
แนวคิดนี้กำลังบอกเราว่า สำหรับ "งานที่ต้องใช้ความคิด" การมีตารางเวลาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า การเดินเล่นอย่างไร้จุดหมาย หรือการนอนเหม่อมองเพดาน อาจเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด
.
Albert Einstein มักจะใช้เวลาไปกับการเดินเล่นริมชายหาดนานๆ เพื่อฟังเสียงความคิดในหัวตัวเอง หรือหากงานไม่ราบรื่น เขาก็จะนอนมองเพดานกลางวันแสกๆ เพื่อจินตนาการ
.
หรืออย่าง Wolfgang Amadeus Mozart ไอเดียที่พรั่งพรูที่สุดของเขาไม่ได้มาตอนนั่งอยู่หน้าเปียโน แต่มาตอนที่เขานั่งรถม้า เดินเล่นหลังมื้ออาหาร หรือในตอนกลางคืนที่นอนไม่หลับ
.
การตีกรอบให้คนทำงานประเภทนี้ต้องนั่งติดโต๊ะตลอด 8 ชั่วโมงเพื่อให้ดู "คุ้มค่าจ้าง" เป็นสิ่งที่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์อย่างรุนแรง ตารางเวลาที่ถูกอัดแน่นจนมีประสิทธิภาพสูงสุด มักจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียช่วงเวลาแห่งการคิดใคร่ครวญอย่างอิสระ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ช่วงเวลาเหล่านั้นต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จ
.
ในโลกธุรกิจ เรามักเชิดชูระบบการผลิตแบบ Just-in-time ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทจะไม่สต็อกชิ้นส่วนไว้ล่วงหน้า แต่จะพึ่งพาการจัดส่งชิ้นส่วนในนาทีสุดท้ายเพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บ นี่คือจุดสูงสุดของประสิทธิภาพการดำเนินงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
.
แต่เมื่อวิกฤต COVID-19 ปะทุขึ้น ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกพังทลาย ผู้ผลิตแทบทุกรายกลับพบว่าตนเองขาดแคลนชิ้นส่วนอย่างหนัก ในปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทรถยนต์หลายแห่งกลับต้องปิดโรงงานเพียงเพราะขาดแคลนชิป เบรก หรือแม้แต่สีทารถยนต์
.
เป้าหมายของธุรกิจคือการ "ไม่เหลือพื้นที่ให้ความผิดพลาด" (No room for error) และสิ่งนั้นได้ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาเอง หากบริษัทยอมเผื่อความ "ไร้ประสิทธิภาพ" (การสต็อกของเผื่อเหลือเผื่อขาด) ไว้ในระบบสักนิด พวกเขาก็คงจะรอดพ้นวิกฤตินี้มาได้ สิ่งที่มักถูกมองว่าเป็นต้นทุน เป็นตัวถ่วง หรือเป็นความไร้ประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วในระยะยาวมันคือสิ่งที่มีผลตอบแทนสูงที่สุดที่คุณจะจินตนาการได้
.
หากคุณซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณจะพบว่าการมี "ความไร้ประสิทธิภาพแฝงอยู่บ้าง" คือจุดที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ชีวิต ในโลกของการลงทุนและการวิเคราะห์ มีคำกล่าวที่ว่า "ยอมถูกแบบคร่าวๆ ดีกว่าการพยายามแม่นยำแต่ผิดพลาดอย่างจัง" (It’s better to be approximately right than precisely wrong)
.
การทุ่มเททรัพยากรเพื่อค้นหาความแม่นยำระดับจุดทศนิยมมักจะทำให้คนเราหลงระเริงไปกับภาพลวงตาว่าตนเองไม่ได้ปล่อยให้มีโอกาสใดหลุดลอยไป ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาแค่ไม่ได้เผื่อพื้นที่สำหรับความผิดพลาดหากการวิเคราะห์นั้นล้มเหลวต่างหาก ยิ่งคุณพยายามทำอะไรให้สมบูรณ์แบบและแม่นยำมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีเวลาไปสนใจภาพใหญ่ (Big-picture rules) ที่มีความสำคัญมากกว่าน้อยลงเท่านั้น
.
.
3. อัจฉริยะกับความบ้าคลั่งคือแพ็กเกจคู่ที่คุณแยกซื้อไม่ได้
.
เมื่อเรามองดูบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลก หรือคนที่เป็นไอดอลของเรา เรามักจะชื่นชมและอยากมีทักษะอันยอดเยี่ยมแบบพวกเขา แต่ Morgan Housel ได้กระชากหน้ากากของความสมบูรณ์แบบนี้ออก ด้วยความจริงที่ว่า "คนที่มองโลกในมุมที่แตกต่างจนคุณชื่นชม มักจะมองโลกในมุมที่แตกต่างจนคุณรับไม่ได้เช่นกัน"
.
ธรรมชาติของมนุษย์มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเสมอ เรามักอยากจะ "เลือกช้อปปิ้ง" เฉพาะนิสัยดีๆ ของอัจฉริยะมาใส่ตัว เราอยากมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลระดับพลิกโลกแบบ Elon Musk แต่อยากตัดความหุนหันพลันแล่นและการแสดงออกแปลกๆ ของเขาออกไป เราอยากได้ความสมบูรณ์แบบในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ Steve Jobs แต่อยากตัดความเกรี้ยวกราดที่เขามีต่อพนักงานทิ้ง
.
แต่ความจริงก็คือ คุณไม่สามารถแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ จิตใจที่กล้าทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดเพื่อไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร ก็คือจิตใจดวงเดียวกันกับที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมและไม่แคร์บรรทัดฐานใดๆ ในสังคม
.
ลองดูตัวอย่างในหน้าประวัติศาสตร์อย่าง Isaac Newton ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง John Maynard Keynes ได้ประมูลสมุดโน้ตส่วนตัวของนิวตันมาอ่าน เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า นิวตันไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับวิทยาศาสตร์ แต่ใช้เวลาหลายปีหมกมุ่นอยู่กับการเล่นแร่แปรธาตุ เวทมนตร์คาถา และการตามหายาอายุวัฒนะ
.
คำถามคือ นิวตันเป็นอัจฉริยะ "แม้ว่า" เขาจะบ้าเรื่องเวทมนตร์ หรือแท้จริงแล้ว ความเชื่อที่หลุดโลกและความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ต่างหาก ที่เป็น "เหตุผลหลัก" ทำให้เขาค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง?
.
หรือลองดู John Boyd นักบินขับไล่ที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผู้คิดค้นกลยุทธ์การบินที่ยังถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับเป็นคนหยาบคาย ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ดื้อรั้น และในห้องประชุมเขามักจะกัดหนังด้านๆ ที่มือตัวเองแล้วถุยเศษหนังข้ามโต๊ะให้คนอื่นเห็นหน้าตาเฉย กองทัพอากาศต้องการสมองของเขาอย่างมาก แต่กลับไม่มีใครทนพฤติกรรมของเขาได้เลย
.
Housel เสนอข้อคิดที่น่าสนใจว่า บางทีสมองของคนเราอาจมีพื้นที่และคลื่นความถี่จำกัด คนที่เก่งกาจผิดมนุษย์มนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงมักจะแย่ผิดมนุษย์มนาในอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน เพราะทักษะระดับอัจฉริยะได้ไปดึงเอาพื้นที่ของอารมณ์หรือบุคลิกภาพส่วนอื่นไปจนหมด
.
เรื่องนี้ให้ข้อคิดที่ทรงพลังมากเมื่อเรากลับมามองตัวเองและคนรอบข้าง Naval Ravikant นักลงทุนชื่อดังเคยเตือนสติไว้ว่า เวลาที่คุณอิจฉาคนสำเร็จ คุณจะเลือกอิจฉาแค่ "บางส่วน" ของชีวิตเขาไม่ได้ คุณไม่สามารถบอกว่า 'ฉันอยากมีเงินแบบเขา' หรือ 'ฉันอยากฉลาดแบบเขา' เพราะถ้าคุณอยากเป็นเขา คุณต้องยอมรับการแลกเปลี่ยนแบบ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง คุณต้องรับเอาความบ้าคลั่ง ความเครียด ปัญหาครอบครัว และมุมมองด้านมืดของเขามาทั้งหมดด้วย
.
และถ้าคุณไม่พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนชีวิตแบบ 100% กับเขา... ความอิจฉานั้นก็ไร้ความหมาย
.
บทสรุปนี้ช่วยปลดแอกเราจากความกดดันที่พยายามจะตามหาหรือทำตัวเป็น "บุคคลที่สมบูรณ์แบบ" ครั้งหน้าหากคุณเห็นคนเก่งหรืออัจฉริยะทำตัวแปลกประหลาดไร้เหตุผล ขอให้เข้าใจว่านั่นไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือ "แพ็กเกจคู่" ที่ต้องมาพร้อมกับความสำเร็จของพวกเขาเท่านั้นเอง
.
.
4. หายนะของการพยายามอัดสเตียรอยด์ให้ความสำเร็จ (Too Much, Too Soon, Too Fast)
.
เวลาที่เราค้นพบไอเดียที่ดี ธุรกิจที่ทำกำไร หรือทักษะที่ยอดเยี่ยม สัญชาตญาณแรกของมนุษย์เราคือการตั้งคำถามว่า "เราจะทำสิ่งนี้ให้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า หรือใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าได้อย่างไร?" เรามักจะเชื่อเสมอว่าสิ่งที่ดี ยิ่งมีเยอะและยิ่งได้มาเร็วก็ยิ่งดี
.
แต่ประวัติศาสตร์กลับสอนบทเรียนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงว่า "ไอเดียที่ดี เมื่อถูกอัดฉีดด้วยสเตียรอยด์ จะกลายเป็นไอเดียที่เลวร้ายที่สุดอย่างรวดเร็ว" เพราะทุกสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนมี "ขนาดและความเร็วที่เหมาะสมที่สุด" (Most convenient size) ของตัวมันเองเสมอ
.
ลองดูเรื่องราวของ Robert Wadlow ชายที่มีความสูงที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้ เขาสูงถึงเกือบ 9 ฟุต และหนักถึง 500 ปอนด์ หากมองเผินๆ ขนาดตัวที่ใหญ่โตน่าจะทำให้เขาเป็นยอดมนุษย์ที่วิ่งเร็ว กระโดดสูง และแข็งแกร่งกว่าใคร
.
แต่ความเป็นจริงกลับน่าเศร้า Wadlow ต้องใส่เหล็กดามขาและใช้ไม้เท้าตลอดเวลา การเดินแต่ละก้าวคือความยากลำบาก เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการขยายสเกลที่ใหญ่ขนาดนั้น สุดท้ายเขาเสียชีวิตในวัยเพียง 22 ปี เพราะหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายที่ใหญ่โตเกินไปได้ไหว
.
ในธรรมชาติก็มีกฎแบบเดียวกัน ต้นกล้าที่เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในป่าจะได้รับแสงแดดจำกัด ทำให้มันเติบโตอย่างช้าๆ ซึ่งความช้านี้เองที่สร้าง "เนื้อไม้ที่อัดแน่นและแข็งแกร่ง" แต่หากคุณนำต้นกล้าไปปลูกกลางทุ่งโล่งให้รับแดดเต็มที่ มันจะโตไวมาก แต่เนื้อไม้จะหลวม กลวง และกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ต้นไม้ที่โตไว มักจะเน่าเปื่อยไว และตายก่อนวัยอันควรเสมอ
.
แม้แต่นักชีววิทยาที่ทดลองนำปลาไปเลี้ยงในน้ำอุ่นเพื่อให้มันโตเร็วกว่าปกติ ก็พบความจริงที่น่าตกใจว่า ปลาที่ถูกเร่งสปีดการเติบโตในช่วงแรก จะมีอายุขัยสั้นกว่าปลาปกติถึง 15% เพราะการถูกบังคับให้โตไว จะไปดึงเอาทรัพยากรและพลังงานที่ควรใช้ในการ "ซ่อมแซมร่างกาย" มาใช้จนหมดสิ้น เครื่องจักรที่ถูกเร่งรีบสร้าง ย่อมพังไวกว่าเครื่องจักรที่ถูกประกอบขึ้นอย่างประณีตฉันใด ร่างกายและชีวิตคนเราก็เป็นฉันนั้น
.
กฎข้อนี้ไม่ได้มีผลแค่กับธรรมชาติ แต่รวมถึงสิ่งที่เราสร้างขึ้นด้วย
.
Starbucks เคยเป็นแบรนด์ที่ทรงเสน่ห์และอบอุ่น จนกระทั่งผู้บริหารเสพติดตัวเลขการเติบโต ในช่วงปี 2007 พวกเขาเร่งเปิดสาขาใหม่ถึงปีละ 2,500 แห่ง หรือเท่ากับเปิดร้านใหม่ "ทุกๆ 4 ชั่วโมง"
.
ผลลัพธ์คืออะไร? การเร่งสปีดอย่างไร้สติทำให้ "ประสบการณ์แบบ Starbucks" ที่ลูกค้าเคยหลงรักเจือจางและพังทลายลง ยอดขายตกต่ำสวนทางกับเศรษฐกิจ จนบริษัทต้องสั่งปิดสาขาทีเดียว 600 แห่ง และปลดพนักงานกว่า 12,000 คนในปี 2008
.
Howard Schultz อดีตซีอีโอถึงกับต้องยอมรับความผิดพลาดนี้ว่า "การเติบโตไม่ใช่กลยุทธ์ แต่มันคือยุทธวิธี และเมื่อเราปล่อยให้การเติบโตอย่างไร้ระเบียบวินัยกลายมาเป็นกลยุทธ์หลัก เราก็หลงทางในที่สุด"
.
สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ลึกซึ้ง หน้าที่การงานที่มั่นคง หรือการลงทุนที่มั่งคั่ง ล้วนได้มูลค่าของมันมาจาก 2 สิ่งประกอบกัน นั่นคือ "ความอดทน" เพื่อให้เวลาสิ่งนั้นได้เติบโต และ "ความหายาก" เพื่อให้เราได้ชื่นชมคุณค่าของมันเมื่อได้รับมา
.
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพยายามหา "ทางลัด" (Shortcuts) เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาอย่างรวดเร็วที่สุด ใหญ่ที่สุด และง่ายที่สุด... เรากำลังทำลายองค์ประกอบที่ทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่าไปโดยไม่รู้ตัว
.
.
5. การตัดสินใจสำคัญที่สุดในชีวิตคุณ อาจเป็นการตัดสินใจที่คุณไม่ได้คิดเลย
.
มีช่วงหนึ่งในชีวิตของ Morgan Housel ที่เขาเกือบตาย ตอนนั้นเขายังเป็นวัยรุ่น เล่นสกีอยู่ที่ Squaw Valley ริมทะเลสาบ Tahoe เช้าวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2001 เขากับเพื่อนสนิทสองคน Brendan Allan กับ Bryan Richmond ลอดเชือกกั้นเขตห้ามไปเล่นสกีนอกพื้นที่ ระหว่างทางเจอหิมะถล่มเล็กๆ รอดมาได้ ถึงข้างล่างก็หัวเราะกัน Brendan กับ Bryan อยากขึ้นไปอีกรอบ แต่ Housel ปฏิเสธ โดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้วิเคราะห์ ไม่ได้ประเมินอันตราย แค่ "ไม่อยากไป" เขาเสนอจะขับรถอ้อมไปรอรับแทน ทุกคนตกลง แล้วแยกย้าย
.
สามสิบนาทีต่อมา Housel ขับไปถึงจุดนัดพบ ไม่มีใคร รออีกสามสิบนาทีก็ยังไม่มี สี่ทุ่ม แม่ของ Bryan โทรมาถาม เขาบอกความจริง เสียงตอบกลับมาคือ "Oh my God" แล้ววางสาย กลางดึกคืนนั้น ทีมกู้ภัยพบรอยหิมะถล่มขนาดมหึมา "เหมือนครึ่งหนึ่งของภูเขาถูกฉีกออก" สุนัขกู้ภัยนำทาง พบ Brendan กับ Bryan ฝังอยู่ใต้หิมะหกฟุต เกิดห่างกันหนึ่งวัน ตายห่างกันสิบฟุต
.
Housel บอกว่าเขาคิดเรื่องนี้มานับล้านครั้ง ทำไมถึงปฏิเสธ? เขาไม่รู้ ไม่มีคำตอบ มันเป็นความรู้สึกสุ่มสี่สุ่มห้าที่กลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำคัญกว่าทุกการตัดสินใจที่เขาตั้งใจทำตลอดชีวิต
.
ประเด็นของเขาไม่ใช่ "ชีวิตขึ้นกับโชค" แบบลอยๆ แต่คือเมื่อผลลัพธ์ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากอุบัติเหตุเล็กจิ๋ว คุณควรออกแบบชีวิตให้ "ทนทานต่อความบังเอิญ" ไม่ใช่ "ทำนายความบังเอิญ" โลกแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ กว่าที่เราคิดเสมอ
.
ลมที่พัดผิดทิศคืนเดียวในปี 1776 อาจทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เคยเกิดขึ้น กัปตันเรือ Lusitania ปิดห้องหม้อไอน้ำเพื่อประหยัดเงิน ทำให้เรือช้าไปหนึ่งวัน พุ่งเข้าตอร์ปิโดเยอรมันพอดิบพอดี กลายเป็นชนวนให้อเมริกาเข้าสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุกเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลกมี "พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย" ของมัน การมองอะไรแบบแยกเดี่ยวโดยไม่เข้าใจรากของมัน คือสาเหตุหลักที่การพยากรณ์มักล้มเหลว
.
.
6. ความเสี่ยงที่แท้จริงคือสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากคุณคิดว่าคิดครบทุกอย่างแล้ว
.
นักบินอวกาศ Victor Prather ขึ้นบอลลูนไปทดสอบชุดอวกาศที่ความสูง 113,720 ฟุต สำเร็จทุกประการ ขากลับเขาเปิดหน้ากากหายใจตอนลงมาต่ำพอ ลงจอดในทะเลตามแผน เฮลิคอปเตอร์มารับ แต่ตอนเกาะสายกู้ภัย Prather ลื่น ตกน้ำ ปกติไม่เป็นไรเพราะชุดอวกาศกันน้ำ แต่เขาเปิดหน้ากากไปแล้ว น้ำไหลเข้าชุด Prather จมน้ำตาย NASA วางแผนทุกรายละเอียด ผู้เชี่ยวชาญนับพัน ทุกความเสี่ยงมี Plan A, B, C แต่สิ่งเล็กจิ๋วที่ไม่มีใครนึกถึงกลับฆ่าคน
.
Harry Houdini ก็เหมือนกัน คนที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ในการเอาตัวรอดจากความเสี่ยงใหญ่ มัดโซ่โยนลงน้ำก็หนีได้ ฝังทั้งเป็นก็ขุดตัวเองออกมาได้ กลับตายเพราะนักศึกษาชกท้องตอนไม่ได้เตรียมรับ ไส้ติ่งแตก Carl Richards พูดไว้ตรงที่สุด "Risk is what's left over after you think you've thought of everything."
.
ดูเหตุการณ์ที่สะเทือนโลกครับ โควิด, 9/11, Pearl Harbor, Great Depression ลักษณะร่วมไม่ใช่ว่ามัน "ใหญ่" แต่คือมัน "ไม่มีใครเห็นมาก่อน" The Economist ฉบับมกราคม 2020 ไม่พูดถึงโควิดแม้แต่คำ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ลงทุนในการทำนาย แต่คือลงทุนในการเตรียมพร้อม
.
Nassim Taleb เคยพูดว่า "Invest in preparedness, not in prediction." เงินเก็บควรมากจนรู้สึกว่ามากเกินไป หนี้ควรน้อยกว่าที่คิดว่ารับไหว เพราะถ้าเตรียมตัวแค่สิ่งที่จินตนาการได้ คุณจะไม่พร้อมกับสิ่งที่จินตนาการไม่ได้ ทุกครั้ง
.
.
7. คนไม่ได้อยากได้ความแม่นยำ พวกเขาอยากได้ความแน่นอน
.
Jerry Seinfeld ขับรถเก่ายุค 50 กับ Jimmy Fallon ที่ถามว่ากลัวไหมที่รถไม่มีถุงลม Seinfeld ตอบว่า "ไม่ แล้วพูดตรงๆ สิ ตลอดชีวิตคุณเคยต้องใช้ถุงลมกี่ครั้ง?" เป็นมุก แต่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบว่าคนคิดเรื่องความน่าจะเป็นแย่แค่ไหน อาจารย์ Stanford ชื่อ Ronald Howard ให้นักศึกษาเขียนเปอร์เซ็นต์ความมั่นใจข้างคำตอบทุกข้อในข้อสอบ มั่นใจ 100% แล้วตอบผิดก็สอบตกทั้งฉบับ สอนว่าชีวิตคือการจัดการความน่าจะเป็น ไม่ใช่การหาความแน่นอน
.
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากได้ความแม่นยำ พวกเขาอยากได้ความแน่นอน คนที่บอกว่า "มีโอกาส 60% ที่จะเกิดถดถอย" ไม่ได้ช่วยคลายใจ แต่คนที่บอกว่า "จะเกิดถดถอยแน่ปีนี้" ให้สิ่งที่เกาะยึดได้ด้วยสองมือ แม้มันจะไม่จริง
.
Charlie Munger เรียกมันว่า "Doubt-Avoidance Tendency" สมองมนุษย์ถูกโปรแกรมมาให้กำจัดความสงสัยโดยเร็วที่สุดด้วยการตัดสินใจอะไรสักอย่าง เพราะในป่าดึกดำบรรพ์ สัตว์ที่ถูกล่าไม่มีเวลาจะมานั่งลังเล
.
Philip Tetlock ผู้ศึกษาผู้เชี่ยวชาญมาทั้งชีวิตบอกว่าแม้ track record ของผู้เชี่ยวชาญจะห่วยแตก คนก็ไม่เลิกเชื่อ "เราต้องการเชื่อว่าเราอยู่ในโลกที่ทำนายได้ เลยหันไปหาคนที่ฟังดูน่าเชื่อถือที่สัญญาจะตอบสนองความต้องการนั้น" แล้วเรื่อง "ตัวเลขบ้าๆ" ที่จริงแล้วเป็นแค่คณิตศาสตร์ธรรมดาของตัวอย่างขนาดใหญ่ก็น่าสนใจ คนชนะลอตเตอรี่สองครั้ง สื่อบอกโอกาส 1 ใน 17 ล้านล้าน แต่ถ้าคนร้อยล้านเล่นทุกสัปดาห์ โอกาสที่ "ใครสักคน" จะชนะสองครั้งคือ 1 ใน 30
.
Freeman Dyson คำนวณว่าเราเห็นสิ่งต่างๆ ล้านเหตุการณ์ต่อเดือน ดังนั้น "ปาฏิหาริย์" ที่มีโอกาสหนึ่งในล้านควรเกิดกับคุณเดือนละครั้ง โลกไม่ได้พังบ่อยขึ้น เราแค่เห็นมันมากขึ้นเพราะข่าวกลายเป็นเรื่องโลก และข่าวร้ายดึงดูดความสนใจมากกว่าข่าวดีเสมอ
.
.
8. ไม่มีอะไรโน้มน้าวใจได้เท่ากับประสบการณ์ตรง
.
Harry Truman เคยพูดว่า "คนรุ่นต่อไปไม่เคยเรียนรู้จากรุ่นก่อนจนกว่าจะโดนค้อนทุบ" คนอเมริกันเลือก Herbert Hoover ด้วยคะแนนถล่มทลาย 444 เสียง electoral college ในปี 1928 แล้วโหวตเขาออกด้วยคะแนนถล่มทลายอีกทาง 59 เสียงในปี 1932 ภายในสี่ปี ระบบมาตรฐานทองคำถูกยกเลิก การถือทองกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย Social Security ที่ถูกต่อต้านมาหลายทศวรรษผ่านสภาด้วยคะแนน 372 ต่อ 33
.
ในเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเรือนคนหนึ่งอธิบายว่าทำไมคนสนับสนุน Hitler "ปี 1923 เงินเฟ้อล้านล้านเท่า แล้ว Adolf มาพร้อมไอเดียใหม่ คนที่ไม่มีงานทำมาหลายปีได้งาน แล้วคนก็สนับสนุนระบบ เมื่อมีคนช่วยให้คุณหลุดจากวิกฤตไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า คุณก็ให้การสนับสนุน" Varlam Shalamov กวีที่ติดคุก gulag 15 ปี เขียนว่า "ภายใต้ความเครียดสูง คนกลายเป็นสัตว์ภายในสามสัปดาห์"
.
Housel ชี้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าจะสนับสนุนนโยบายอะไรในอีกห้าหรือสิบปี เพราะความยากลำบากที่ไม่คาดฝันทำให้คนทำและคิดสิ่งที่ไม่เคยจินตนาการ ในการลงทุน การพูดว่า "จะโลภเมื่อคนอื่นกลัว" ง่ายกว่าทำมาก เพราะเมื่อหุ้นตก 30% สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ราคา แต่คือบริบททั้งหมดรอบตัวคุณ
.
.
9. การคิดระยะยาวยากกว่าที่คิดมาก และนั่นคือเหตุผลที่มันคุ้มค่ามากกว่าที่คิด
.
Elizabeth Taylor พูดว่า "ไม่มีอะไรจะแยกเราได้ เราจะแต่งงานกันอีกสิบปี" ห้าวันก่อนยื่นหย่า การบอกว่า "ผมลงทุนระยะยาว" เหมือนยืนที่เชิงเขา Everest ชี้ไปยอดเขาแล้วบอก "ผมจะไปตรงนั้น" ดี แต่บททดสอบเพิ่งเริ่ม
.
สิ่งที่คนมองข้ามคือระยะยาวเป็นแค่ "ชุดของระยะสั้น" ที่คุณต้องทนให้ได้ การมี time horizon สิบปีไม่ได้ยกเว้นคุณจากทุกเรื่องบ้าที่จะเกิดในสิบปีนั้น ยิ่งมองไกล ยิ่งเจอวิกฤตมาก แล้วความเชื่อของคุณอย่างเดียวไม่พอ คู่ครอง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า นักลงทุน ต้องเชื่อเหมือนกัน ผู้จัดการกองทุนที่เสียเงิน 40% บอกนักลงทุนว่า "ไม่เป็นไร เราลงทุนระยะยาว" แต่นักลงทุนถอนเงิน บริษัทอยู่ไม่ได้ แม้ผู้จัดการจะถูก ก็ไม่มีใครเหลืออยู่ให้ได้ประโยชน์
.
ที่อันตรายพอกันคือ "ความอดทน" ที่เป็นแค่ "ความดื้อ" ปลอมตัว โลกเปลี่ยน การเปลี่ยนใจจึงจำเป็น แต่ยากเพราะการหลอกตัวเองว่าสิ่งที่เชื่อยังจริงอยู่ ง่ายกว่าการยอมรับว่าผิด
.
Housel เสนอว่าระยะเวลาที่ดีที่สุดไม่ใช่ "สิบปี" แต่คือ "ยืดหยุ่นไม่มีกำหนด" Benjamin Graham พูดว่า "วัตถุประสงค์ของ Margin of Safety คือทำให้การพยากรณ์ไม่จำเป็น" ยิ่งยืดหยุ่น ยิ่งไม่ต้องรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป
.
.
10. บาดแผลเยียวยาได้ แต่รอยแผลเป็นจะฝังลึกตลอดไป (Wounds Heal, Scars Last)
.
คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนเราถึงเห็นต่างกัน? ทำไมคนรุ่นพ่อแม่ถึงคิดเรื่องเงินและชีวิตไม่เหมือนเรา? หรือทำไมบางคนถึงกลัวความเสี่ยงในเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา? Morgan Housel อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าทึ่งว่า เราสามารถซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างและตัวเลขทางเศรษฐกิจได้เร็วมาก แต่เราซ่อมแซม "ความบอบช้ำในจิตใจ" ได้ยากกว่านั้นหลายเท่า
.
ลองดูตัวอย่างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นที่บอบช้ำจากสงครามอย่างหนัก ประเทศแทบจะราบเป็นหน้ากลอง แต่กลับสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเองให้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกได้ภายในเวลาไม่กี่สิบปี เมื่อเราเห็นภาพแบบนี้ เรามักจะหลงคิดไปว่ามนุษย์เรายืดหยุ่นและลืมง่าย พอวิกฤตผ่านพ้นไป หรือเมื่อตลาดหุ้นฟื้นตัว ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ
.
แต่ความจริงคือ "บาดแผล" (Wounds) ภายนอกรักษาให้หายได้ แต่ "รอยแผลเป็น" (Scars) ในใจจะยังคงอยู่ไปตลอดกาล
.
งานวิจัยพบว่าคนที่ผ่านยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและมีความพึงพอใจในชีวิตต่ำกว่าคนรุ่นอื่นแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี หรือคนที่ผ่านยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในยุค 1930s จะถูกความกลัวกัดกินหัวใจไปตลอดชีวิต พวกเขาจะโหยหาความมั่นคง เก็บเงินเก่ง และหวาดกลัวความเสี่ยง แม้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเฟื่องฟูแล้วก็ตาม นั่นเป็นเพราะความเครียดระดับต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ได้เข้าไปฝาก "รอยแผลเป็น" และรีเซ็ตระบบความคิดของพวกเขาไปแล้วอย่างถาวร
.
แม้แต่ "สุนัขของพาฟลอฟ" (Pavlov's dogs) ที่โด่งดังจากการถูกฝึกให้น้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็ยังลืมการฝึกฝนนั้นจนหมดสิ้น และกลายเป็นสุนัขที่มีนิสัยหวาดระแวงไปตลอดกาล หลังจากที่พวกมันต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ความเครียดขั้นสุดยอดสามารถลบเลือนสิ่งที่เคยเรียนรู้มา และเปลี่ยนนิสัยเราได้เสมอ
.
ประเด็นนี้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความขัดแย้งครับ ในโลกที่เต็มไปด้วยการถกเถียง เมื่อมีคนคิดไม่เหมือนเรา เรามักจะด่วนตัดสินทันทีว่าเขาโง่ เห็นแก่ตัว หรือไม่รู้จริง
.
แต่ Housel เสนอว่า คำถามที่ถูกต้องและทรงพลังที่สุดที่เราควรถาม ไม่ใช่ "ทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วยกับฉัน?" แต่ควรเป็น...
.
"คุณเคยเจอเรื่องอะไรมาในชีวิต ที่ฉันไม่เคยเจอ... ถึงทำให้คุณเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ?" (What have you experienced that I haven’t that makes you believe what you do?)
.
และ "ถ้าฉันเคยผ่านเรื่องราวแบบเดียวกับคุณ ฉันจะมองโลกเหมือนที่คุณมองหรือเปล่า?"
.
การถกเถียงส่วนใหญ่ในโลกนี้ ไม่ใช่การเถียงกันด้วยเหตุผลหรือข้อเท็จจริงหรอกครับ แต่มันคือ "คนสองคนที่มีประสบการณ์ชีวิต (และรอยแผลเป็น) แตกต่างกัน กำลังพูดสวนกันไปมา" ต่างหาก ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากว่าเรารู้อะไรไม่เท่ากัน แต่มันเกิดจากว่าเรา "ผ่านอะไรมา" ไม่เหมือนกัน
.
บทสรุปของเรื่องนี้สอนให้เรารู้จัก "ความเห็นอกเห็นใจ" (Empathy) ขั้นสูงสุดครับ ครั้งหน้าที่คุณหงุดหงิดกับใครสักคนที่คิดต่างหรือตัดสินใจในสิ่งที่คุณมองว่าไร้เหตุผล ลองใจเย็นลงและตระหนักว่า ภายใต้ความเชื่อนั้น อาจมีรอยแผลเป็นจากอดีตบางอย่างซ่อนอยู่... เป็นรอยแผลเป็นที่คุณไม่มีวันเข้าใจ เพราะคุณไม่ได้ถูกกรีดด้วยมีดเล่มนั้นด้วยตัวเอง
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

30 ข้อคิดจากหนังสือ Originals: How Non-Conformists Move the World เขียนโดย Adam Grant

Next
Next

30 ข้อคิดจากหนังสือ Wisdom Takes Work : Learn Apply Repeat เขียนโดย Ryan Holiday