30 ข้อคิดจากหนังสือ Wisdom Takes Work : Learn Apply Repeat เขียนโดย Ryan Holiday
1. ภูมิปัญญาเป็น "Lagging Indicator" ผลลัพธ์ที่ล่าช้าของเมล็ดที่หว่านไว้นานแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่หยิบมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ
.
Ryan Holiday ใช้คำเปรียบที่ว่า Wisdom ไม่ใช่สินค้าบนชั้นวางที่เอื้อมมือหยิบได้ตอนจำเป็น แต่เป็นดอกผลของต้นไม้ที่ต้องปลูกไว้ล่วงหน้าหลายปี วันที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต ภูมิปัญญาที่คุณต้องใช้ในวินาทีนั้นอาจจะ "อยู่ตรงนั้นหรือไม่ก็ได้" ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้สะสมประสบการณ์ การอ่าน และการใคร่ครวญมาเพียงพอหรือเปล่า ไม่มีทางลัดย้อนเวลากลับไปปลูก
.
เขาเขียนว่า "you can't spell learned without earned" คำว่า "เรียนรู้" ซ่อนคำว่า "ลงแรง" ไว้ข้างใน นี่คือเหตุผลที่ Seneca เล่าเรื่องชาวโรมันรวยที่ซื้อทาสที่ท่องบทกวีได้แทนการอ่านเอง แล้วคิดว่าตัวเองฉลาด เพื่อนเขาถึงได้แดกดันว่า "งั้นไปเรียนมวยปล้ำสิ จะได้บอกว่าทาสที่บ้านแข็งแรงมาก"
.
.
2. ความฉลาดกับปัญญาเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง และ "Amathia" (ความโง่แบบมีสมอง) อันตรายกว่าความไม่รู้ธรรมดาเสียอีก
.
นี่คือแกนกลางของหนังสือทั้งเล่ม Holiday ไม่ได้สนใจคนที่โง่เพราะไม่มีโอกาสเรียน เขาสนใจคนที่ฉลาดลิ่วแต่ทำเรื่องโง่มหันต์ กรีกโบราณมีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า amathia มันไม่ใช่ "ไม่รู้" แต่คือ "รู้ทั้งรู้แต่เลือกที่จะไม่เข้าใจ" หรือรู้แต่ปฏิเสธจะยอมรับสิ่งที่รู้ Elon Musk คือกรณีศึกษา คนที่สร้างจรวดลงจอดบนเรือกลางมหาสมุทรได้ แต่กลับทวีตเรื่อง conspiracy theories สามสิบเปอร์เซ็นต์ของทวีตเขาใน 1 สัปดาห์ถูกตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน IQ สูงไม่ได้ป้องกัน amathia ได้ บางทีมันทำให้ amathia อันตรายขึ้นด้วยซ้ำ เพราะคนรอบข้างเชื่อคุณมากกว่า
.
.
3. เรื่องราวของ Michel de Montaigne ที่ Ryan Holiday ยกขึ้นมาบ่อยมากในหนังสือเล่มนี้
.
Michel de Montaigne (1533–1592) เป็นนักเขียนและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้ประดิษฐ์รูปแบบการเขียนที่เรียกว่า "essay" (essai ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "ความพยายาม") ซึ่งก่อนหน้าเขาไม่เคยมีใครเขียนแบบนี้มาก่อน
.
ชีวิตเขาน่าสนใจมากครับ เกิดในตระกูลขุนนางใกล้เมือง Bordeaux พ่อออกแบบการศึกษาให้เขาแบบแปลกมาก ตั้งแต่ส่งไปอยู่กับครอบครัวชาวนาตอนเล็ก ห้ามทุกคนในบ้านพูดภาษาอื่นนอกจากลาตินจนเขาอายุหกขวบยังไม่รู้ภาษาฝรั่งเศส และปลุกทุกเช้าด้วยเสียงดนตรีแทนการตะคอก
.
เขาเรียนกฎหมาย ทำงานเป็นผู้พิพากษาในรัฐสภา Bordeaux อยู่ 15 ปี ช่วงนั้นฝรั่งเศสกำลังเต็มไปด้วยสงครามศาสนาที่โหดร้ายมาก คาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ฆ่ากันตายเป็นล้าน Montaigne เองมีญาติทั้งสองฝ่าย และฝั่งแม่สืบเชื้อสายจากชาวยิวสเปนที่ถูกบังคับเปลี่ยนศาสนาในยุค Inquisition เขาจึงเลือกที่จะไม่เข้าข้างฝ่ายใด สลักเหรียญติดตัวว่า "ข้าสงวนการตัดสิน"
.
พออายุ 38 เกือบตายจากอุบัติเหตุขี่ม้า ประสบการณ์ใกล้ตายทำให้เขาลาออกจากราชการ ไปขังตัวเองในห้องสมุดบนหอคอยในคฤหาสน์ที่พ่อทิ้งไว้ให้ จัดหนังสือหลายพันเล่มเรียงรอบผนังวงกลม สลักคำคมจากนักปรัชญากรีกบนขื่อเพดาน แล้วเริ่มเขียนโดยตั้งคำถามว่า "Que sais-je?" ข้ารู้อะไรบ้าง?
.
เขาเขียน essay เกือบสิบปี รวมกว่าพันหน้า ครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่ความกลัว ความขี้เกียจ ความตาย ไปจนถึงแมวของเขา (เขาเคยหยุดเล่นกับแมวแล้วถามว่า "ใครกำลังเล่นกับใครกันแน่?") แต่ทุก essay วนกลับมาที่ตัวเขาเอง เขาบอกว่า "ข้าอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องตัวเองมากกว่าเรื่อง Cicero"
.
ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1580 กลายเป็น bestseller ทันที พระเจ้า Henry III อ่าน Francis Bacon อ่าน Shakespeare ซื้อไปอ่านแล้วแอบยืมไอเดียไปใส่ใน The Tempest หลังจากนั้น Montaigne ก็ยังถูกเลือกเป็นนายกเทศมนตรี Bordeaux สองสมัย ไปทูตต่างประเทศ ถูกจับขังใน Bastille แล้วก็ได้รับการปล่อยตัว แต่ตลอดเวลาเขาไม่เคยหยุดอ่าน เขียน และแก้ไข essay ของเขาจนวันตายอายุ 59 ปี
.
Montaigne มีอิทธิพลมหาศาลต่อวรรณกรรมตะวันตก เขาเป็นต้นแบบของการเขียนแบบสำรวจตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ทั้งวารสารศาสตร์ จิตวิทยา บันทึกส่วนตัว และ memoir สมัยใหม่ Ryan Holiday ใช้เขาเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของหนังสือเล่มนี้ ร่วมกับ Emerson เป็น "ไกด์" ที่พาผู้อ่านเดินทางผ่านแนวคิดเรื่องปัญญาทั้งหมดครับ
.
.
4. Montaigne สลักคำพูดไว้บนขื่อเพดานห้องสมุด ระบบ "Ambient Wisdom" ก่อนยุคสมาร์ทโฟนหลายร้อยปี
.
คำส่วนใหญ่ที่ Montaigne สลักมาจาก Sextus Empiricus นักปรัชญาผู้ช่างสงสัย
.
ΟΥ ΚΑΤΑΛΑΜΒΑΝΩ (ข้าไม่เข้าใจ), ΕΠΕΧΩ (ข้าหยุด), ΣΚΕΠΤΟΜΑΙ (ข้าพิจารณา)
.
สังเกตว่าไม่มีสักคำที่เป็น "คำยืนยัน" ทั้งหมดเป็นคำที่เตือนให้ถ่อมตัวทางปัญญา Holiday ชี้ว่า Montaigne ไม่ได้ "ตกแต่งห้อง" แต่กำลังสร้าง cognitive environment
.
ทุกครั้งที่เขาเงยหน้าจากหนังสือ เพดานจะบังคับให้สมองกลับมาที่จุดเริ่มต้น กลับมาที่ความไม่แน่ใจ กลับมาที่ท่าทีของผู้ตั้งคำถาม ไม่ใช่ผู้มีคำตอบ ข้างๆ ก็มีคำจาก Epictetus ว่า "สิ่งที่ทำให้คนทุกข์ไม่ใช่ตัวสิ่งนั้น แต่คือสิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับมัน" ห้องนี้คือ operating system ทางปัญญาของเขาทั้งหมด
.
.
5. "Que sais-je?" ของ Montaigne เป็น Methodology การเขียนและการคิดทั้งระบบ
.
Holiday เน้นว่า Montaigne เริ่มต้นเขียนด้วยคำถาม ไม่ใช่คำตอบ คำว่า essai ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "ความพยายาม" ไม่ใช่ "ข้อสรุป"
.
ก่อน Montaigne ไม่เคยมีใครเขียนอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เขาสร้าง genre ขึ้นมาใหม่จากวิธีคิดที่ว่า "ข้ารู้อะไรบ้าง?" แล้วเขียนวนไปเรื่อยๆ แก้ไขเรื่อยๆ จนวันตาย
.
นักเขียนชีวประวัติของเขาเปรียบว่า Montaigne ตามหัวข้อไปเหมือน "ลูกหมาวิ่งตามรถม้า ออกนอกถนนร้อยครั้งเพื่อสำรวจรอบข้าง" เขาไม่ได้เขียนเพื่อ "บอก" คนอ่าน แต่เขียนเพื่อ "จับตัวเองให้ได้ขณะกำลังคิด" ซึ่ง Holiday เชื่อมกับ Amazon ที่ห้ามใช้ PowerPoint แล้วบังคับให้เขียน memo 6 หน้าก่อนประชุม เพราะการเขียนบังคับให้คิดให้จบ ส่วน PowerPoint ให้โอกาสหนีจากความคิดที่ยังไม่สุก
.
.
6. Zeno ก่อตั้งลัทธิสโตอิกเพราะคำทำนายที่เขาเข้าใจผิดมาหลายปี "จงสนทนากับคนตาย"
.
นักบวชที่เดลฟีบอก Zeno ว่าเขาจะมีปัญญาเมื่อเริ่ม "สนทนากับคนตาย" Zeno ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจว่าหมายถึง "หนังสือ" ไม่ใช่พิธีกรรมเรียกวิญญาณ Holiday ใช้เรื่องนี้เพื่อชี้ว่าเราทุกคนมี "superpower" ที่เกือบไม่มีใครใช้
.
ความสามารถในการคุยกับคนที่ตายไปแล้วหลายพันปี ผ่านตัวหนังสือ แต่คนเฉลี่ยดูโทรทัศน์ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใช้โทรศัพท์ 5 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ Angela Merkel อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ 1,500 หน้าขณะเป็นนายกฯ และ General Mattis กันเวลาอ่านหนังสือทุกวันแม้ในช่วงที่กำลังรบอยู่จริงๆ
.
.
7. Holiday แยกระหว่าง "Reading Age" กับอายุจริง และบอกว่า Harry Truman อาจเป็นวัยรุ่นที่ "แก่ที่สุด" ที่เคยออกจาก Missouri
.
แนวคิดนี้น่าสนใจมาก "reading age" ไม่ได้หมายถึงระดับการอ่าน แต่หมายถึง "คุณมีประสบการณ์กี่ปีแล้วจากการอ่าน?"
.
Truman อ่านหนังสือเกือบทุกเล่มในห้องสมุดเมืองเล็กๆ ของเขา อ่านไบเบิลจบสามรอบก่อนอายุ 15 อ่าน Plutarch จนจำได้หมด จนเวลาที่เป็นประธานาธิบดีแล้ว เขาบอกว่า "เวลาที่ผมต้องเข้าใจคนในวงการเมือง ผมก็เปิด Plutarch แล้วเก้าในสิบครั้งจะเจอคนแบบเดียวกันในนั้น" เขาเจอ Churchill ก็นึกถึง Demosthenes, เจอ FDR ก็นึกถึง Pericles, เจอ MacArthur ก็นึกถึง Caesar หนังสือไม่ได้ให้แค่ข้อมูล แต่ให้ "ระบบจำแนกมนุษย์" ที่ใช้ได้ข้ามยุคสมัย
.
.
8. John Adams เขียนหมายเหตุข้างขอบหนังสือ (Marginalia) 12,000 คำในหนังสือเล่มเดียว การอ่านที่แท้จริงคือ "การทะเลาะกับผู้เขียน"
.
Holiday เน้นว่า great readers ไม่ได้เป็น passive พวกเขาเอาหนังสือมา "สอบสวน" Adams จะเขียนคำว่า "Fool! Fool!" หรือ "Nonsense!" ลงไปในหนังสือ แต่ถ้าเห็นด้วยก็เขียน "Excellent!" ลงไป ในหนังสือเกี่ยวกับปฏิวัติฝรั่งเศสเล่มเดียว เขาเขียน marginalia ไป 12,000 คำ ยาวกว่าวิทยานิพนธ์บางเล่ม
.
Montaigne ก็เช่นกัน สำเนา Lucretius ของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่เต็มไปด้วยบันทึกข้างขอบที่แสดง evolution ของความคิดเขาตลอดหลายสิบปี การอ่านแบบนี้ไม่ใช่ "รับข้อมูล" แต่เป็น "การต่อสู้ทางปัญญา" กับผู้เขียน
.
.
9. แม่ของนักฟิสิกส์ผู้ได้โนเบล Isidor Rabi ไม่เคยถามลูกว่า "วันนี้เรียนอะไรมา?" แต่ถามว่า "วันนี้ถามคำถามดีๆ ได้ไหม?"
.
Holiday ใช้เรื่องนี้เป็น hinge point สำคัญ ความแตกต่างระหว่าง "วัฒนธรรมของคำตอบ" กับ "วัฒนธรรมของคำถาม"
.
พ่อของ Feynman ก็ทำแบบเดียวกัน ชี้ให้ลูกดูนกแล้วบอกว่าคุณจะรู้ชื่อนกเป็นทุกภาษาก็ได้ แต่นั่นไม่ได้บอกอะไรคุณเลย สิ่งที่สำคัญคือ "ทำไมนกตัวนั้นจิกขนตัวเอง?" แล้วก็นั่งสังเกตด้วยกันจนหาคำตอบ อ้อ มันจิกเห็บ คำถามนำไปสู่คำถาม และนั่นคือเครื่องยนต์ของการค้นพบ
.
Rabi ได้โนเบลสาขาฟิสิกส์ งานของเขานำไปสู่การประดิษฐ์เครื่อง MRI ทั้งหมดเริ่มจากแม่ที่ถามคำถามถูกข้อ
.
.
10. Louis Agassiz สอนนักเรียนโดยวางปลาตายตัวเดียวไว้บนโต๊ะ แล้วบอกแค่ว่า "จงดู" เป็นเวลาสามวัน
.
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับปลาเลย Samuel Scudder ไปสัมภาษณ์งานกับ Agassiz ที่ Harvard คิดว่าจะถูกถามเรื่องวิชาการ แต่ Agassiz วางปลาตายไว้แล้วก็เดินออกไป
.
Scudder จับปลาพลิกไปพลิกมา นับเกล็ด วาดรูป แต่ทุกครั้งที่ Agassiz กลับมาก็บอกว่า "คุณยังดูไม่ดีพอ ดูอีก"
.
สามวันผ่านไป สิ่งที่ Scudder ค้นพบคือ... ไม่มีอะไรเลย ในแง่ของข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เขาได้คือบทเรียนที่ลึกที่สุดในอาชีพทั้งชีวิต พลังของ focus ที่ยาวนาน ต่อเนื่อง ไม่ถูกขัดจังหวะ
.
ซึ่ง Holiday เชื่อมกับ Feynman ที่บอกว่า "การทำฟิสิกส์ที่ดีต้องมี absolute solid lengths of time" และ Marina Abramović ที่ฝึกนักเรียนให้เปิดประตูช้าๆ สามชั่วโมงจน "ประตูไม่ใช่ประตูอีกต่อไป"
.
.
11. Machiavelli เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเข้าห้องอ่านหนังสือ "พิธีกรรมของ Focus" ที่ทำให้เขาอ่านได้สี่ชั่วโมงโดยไม่เบื่อ
.
ตอนที่ Machiavelli ถูกเนรเทศจากฟลอเรนซ์ เขาใช้ชีวิตในชนบท ทำนา เข้าโรงเตี๊ยม แต่ทุกเย็นเมื่อกลับบ้าน เขาจะถอดเสื้อผ้าเปื้อนโคลนออก แต่งตัวสะอาดเรียบร้อย แล้วจึงเข้าห้องอ่านหนังสือ "ข้าก้าวเข้าไปในราชสำนักโบราณ" เขาเขียน "และที่นั่น ข้าลืมความทุกข์ทั้งหมด ข้าไม่กลัวความจน ข้าไม่หวั่นความตาย สี่ชั่วโมงผ่านไปโดยไม่เบื่อเลย"
.
Holiday ใช้เรื่องนี้ชี้ว่า focus ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็น ritual ที่ต้องสร้างขึ้น การเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็น "สวิตช์ทางจิตวิทยา" ที่บอกสมองว่าตอนนี้เราอยู่ในโหมดอื่นแล้ว
.
.
12. Zeno มีนักเรียนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว Aristo ผู้ฉลาดแต่ช่างพูด vs. Cleanthes "ลา" ผู้ฟังเงียบๆ 20 ปี และเลือก Cleanthes เป็นผู้สืบทอด
.
Aristo เป็นอัจฉริยะ ถกเถียงเก่ง ชนะทุกคน แต่สิ่งที่เขาชอบมากกว่าการชนะคือการพูด เขาพูดมากกว่าฟังเสมอ ในขณะที่ Cleanthes เป็นกรรมกรแบกน้ำที่มาเรียนปรัชญาตอนอายุมากแล้ว เพื่อนร่วมชั้นเรียกเขาว่า "ลา" เพราะเรียนช้า แต่ Cleanthes ตอบว่า "ดีเลย ข้าเป็นลา ข้าแบกของหนักได้" แล้วก็นั่งฟังเงียบๆ ไป 20 ปี
.
Zeno เปรียบเขาว่าเป็น "แผ่นขี้ผึ้งแข็ง เขียนยาก แต่เมื่อเขียนแล้วจะอยู่ถาวร" สุดท้าย Zeno มอบอนาคตของสโตอิกให้ Cleanthes ไม่ใช่ Aristo เพราะปากที่เปิดคือหูที่ปิด
.
.
13. Claude Monet ปฏิเสธเรียนศิลปะในโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก แล้วไปเกณฑ์ทหารในแอฟริกาแทน เพราะ "ห้องเรียน" ที่แท้จริงของเขาคือแสงแดด ไม่ใช่สตูดิโอ
.
พ่อแม่ของ Monet เสนอส่งเขาเข้า École des Beaux-Arts สถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่ Monet ปฏิเสธแล้วขออาสาไปประจำการในแอฟริกาเหนือ ตำแหน่งที่คนอื่นหนีไม่ทัน พ่อแม่ขู่ตัดมรดก เขาก็ช่างมัน
.
ในแอลจีเรีย Monet ค้นพบแสงและสีที่จะกำหนดทิศทางงานศิลปะของเขาไปตลอดชีวิต Holiday ใช้เรื่องนี้ชี้ว่าการศึกษาไม่ใช่สิ่งที่คุณ "ได้รับ" แต่เป็นสิ่งที่คุณ "หยิบฉวย" คุณต้องค้นหาห้องเรียนที่เหมาะกับตัวเอง Leonardo da Vinci สอนตัวเองเพราะเป็นลูกนอกสมรสเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ Eric Hoffer ได้ปรัชญาจากท่าเรือและค่ายคนงาน ไม่ใช่จากมหาวิทยาลัย
.
.
14. LBJ ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่สร้าง "Coaching Tree" ของ mentor ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน โดยการเป็น "ลูกมืออาชีพ"
.
Holiday เล่าว่า Johnson ขี่ลาไปโรงเรียนห้องเดียว เรียนวิทยาลัยครูในรัฐ Texas แต่ทุกขั้นตอนในชีวิตเขา "ติดตัว" กับคนที่มีอำนาจ ทำงานเป็นผู้ช่วยอธิการ ผูกมิตรกับวุฒิสมาชิก สนิทกับ FDR จนประธานาธิบดีบอกว่า "นี่คือคนหนุ่มแบบที่ผมจะเป็นถ้าไม่ได้ไปเรียน Harvard"
.
ข้อคิดของ Holiday คือ LBJ ไม่ได้แค่ "มี mentor" แต่ "ติดตัว" กับ mentor จนเหมือนเป็นครอบครัว ในวงการ Johnson เรียกว่า "professional son" เขาวิ่งธุระ ขนเสียง หาเงิน ทำงานสกปรก ตลอดเวลาที่กำลังดูดซับวิธีการทำงานของคนเหล่านั้น แม้แต่ตอนเป็นประธานาธิบดีแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือขอ cabinet ของ Kennedy ให้อยู่ต่อ
.
.
15. "Scenius" ไม่ใช่ Genius ; Brian Eno บัญญัติคำนี้เพื่ออธิบายว่าอัจฉริยะส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดคนเดียว แต่เกิดจาก "วง"
.
Holiday ไล่เรียง "scene" ตลอดประวัติศาสตร์ Scipionic Circle ของโรมัน, "the Club" ของ Samuel Johnson และ Adam Smith ในลอนดอนปี 1764, Junto ของ Benjamin Franklin, Transcendental Club ของ Emerson, Lost Generation ในปารีส, Bloomsbury Group, PayPal Mafia
.
ทุก scene มีคุณสมบัติเดียวกัน: คนในวงท้าทาย วิจารณ์ แข่งขัน และเปิดประตูให้กัน Burke บอกว่า "คนที่ปล้ำกับเราทำให้เส้นประสาทเราแข็งแรงขึ้น ศัตรูคือผู้ช่วย"
.
แต่ Holiday เตือนด้วยว่ายิ่งหา scene ที่ถูกสำคัญเท่าไหร่ การตกไปอยู่ใน scene ที่ผิดก็อันตรายเท่านั้น สุสานของคนเก่งที่ล้มเหลวเพราะ "อยู่ผิดวง" ใหญ่โตมโหฬาร
.
.
16. Patton ไม่ได้เป็นแค่นักอ่านประวัติศาสตร์ เขา "ดูดซับ" มันจน "ความทรงจำ" ของการรบในอดีตหลอมรวมกับตัวตนของเขาจริงๆ
.
Patton เชื่อว่าตัวเองเคยกลับชาติมาเกิด เป็นไวกิ้ง เป็นทหารโรมัน เป็นนักรบในสงครามนโปเลียน Holiday บอกว่าอาจมีคำอธิบายที่เรียบง่ายกว่านั้น: Patton อ่านประวัติศาสตร์การรบมากจนความทรงจำของสิ่งที่อ่านหลอมรวมกับความทรงจำจริงจนแยกไม่ออก
.
Patton เขียนว่า "ความรู้ทางทหารต้อง subconscious เหมือนวินัย นายทหารต้องจมอยู่ใน military lore จนทำสิ่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ" น่าสนใจที่ Patton เป็น dyslexic ตอนเด็กอ่านหนังสือไม่ออก ครอบครัวอ่านให้ฟังทุกวัน จนเมื่ออ่านเองได้ก็อ่านจนนักเขียนชีวประวัติประมาณว่า "ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับสงครามเคลื่อนที่เกือบทุกเล่มที่เคยเขียน" จากคนที่อ่านไม่ออกตอนเด็กกลายเป็นนักอ่านมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
.
.
17. Plutarch ไม่ใช่แค่นักเขียน เขาเป็นข้าราชการท้องถิ่นที่ดูแลท่อระบายน้ำและถนน และนั่นคือเหตุผลที่หนังสือของเขาเป็นอมตะ
.
Holiday ชี้ว่าเพื่อนบ้านของ Plutarch มักแปลกใจที่เห็นนักเขียนดังมาคุมงานก่อสร้างถนนและตรวจท่อระบายน้ำ แต่ Plutarch เองบอกว่า "ไม่ใช่จากคำพูดที่ข้าเข้าใจสิ่งต่างๆ แต่จากประสบการณ์กับสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ข้าเข้าใจความหมายของคำพูด"
.
เขาศึกษา Cicero และ Demosthenes เป็นเวลาหลายปี แต่เขาก็ให้สุนทรพจน์จริง จัดการงบประมาณจริง เจรจากับจักรพรรดิจริง ฝังลูกที่รักจริง ทั้งหมดนี้ทำให้ชีวประวัติที่เขาเขียนยังคงสะเทือนอารมณ์คนอ่านหลังผ่านไป 2,000 ปี เพราะเขาไม่ได้เขียนจาก "หอคอยงาช้าง" แต่จาก "ท่อระบายน้ำ"
.
.
18. Elon Musk คือ Cautionary Tale ที่ยาวที่สุดในหนังสือ Holiday ใช้เขาเป็นทั้ง "ตัวอย่างของปัญญา" และ "ตัวอย่างของความโง่" ในคนเดียวกัน
.
Holiday ไม่ได้ด่า Elon Musk แบบสะใจ เขายกย่องอย่างจริงจังก่อน คนที่สอนตัวเองเรื่องจรวดจากตำราจนวิศวกรระดับ PhD ยอมรับว่า "ภายในปี 2007 เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับจรวด จริงๆ ทุกอย่าง ในรายละเอียด" คนที่ถาม first principles จน cost ของจรวดลดลงจนพบว่าวัตถุดิบคิดเป็นแค่ 2% ของราคาตลาด
.
แล้ว Holiday ก็แสดงให้เห็นว่านิสัยเดียวกัน ความมั่นใจในตัวเอง การไม่ฟังใคร การทำงานแบบ "demon mode" ที่ทำให้เขาสำเร็จ ก็คือนิสัยเดียวกันที่ทำลายเขา เขาซื้อ Twitter 44 พันล้านเหรียญโดยไม่ทำ due diligence แล้วทำลายมูลค่าไป 80% ภายในไม่กี่เดือน "idiot index" ที่เขาบัญญัติเองกลายเป็นคำอธิบายการตัดสินใจของเขาเอง
.
.
19. "Algorithm" ของ Musk ที่พนักงานได้ยินซ้ำพันครั้ง vs. Algorithm ของ Social Media ที่กัดกินสมองเขา Holiday ชี้ว่ามันเป็นตลกร้ายที่สมบูรณ์แบบ
.
Musk มี "algorithm" ส่วนตัวที่เขาสอนทีม ตั้งคำถามกับทุกข้อกำหนด ลบทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ทำให้ง่าย ทำให้เร็ว แล้วค่อยอัตโนมัติ
.
แต่ Holiday ชี้ว่า Musk เองกลับถูก algorithm ของ social media ทำงานกับสมองเขา คนที่เคยอ่านตำราจรวดโซเวียตตอนนี้ได้ความเห็นจาก account ชื่อ "Catturd2" คนที่เคยจัด salon เชิญนักวิทยาศาสตร์มาถกเถียง ตอนนี้ตัดสินใจทางธุรกิจจาก Twitter poll คนที่เคยบอกว่า "อย่ามั่นใจแล้วผิด" ตอนนี้ทวีตข้อมูลเท็จ 30% ในสัปดาห์เดียว
.
.
20. John Stuart Mill ถูกพ่อสร้างเป็น "เครื่องจักรทางปัญญา" ตั้งแต่อายุสามขวบ จนพังทลายตอนอายุยี่สิบ Holiday บอกว่านี่คือ Burnout ก่อนจะมีคำว่า Burnout
.
Mill อ่านกรีกตอนสามขวบ อ่าน Plato ตอนเจ็ด อ่านลาตินตอนแปด สอนน้องอีกแปดคน พ่อไม่อธิบายอะไรจนกว่าลูกจะลองทุกวิธีเองก่อน
.
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบจนวันหนึ่ง Mill ถามตัวเอง: "ถ้าความคิดทั้งหมดของข้าสำเร็จ มันจะทำให้ข้ามีความสุขไหม?" คำตอบคือ "ไม่" และฐานรากชีวิตทั้งหมดของเขาพังทลาย
.
Holiday ชี้ว่า Mill รอดมาได้เพราะหันไปหาบทกวี ดนตรี ศิลปะ ออกจาก debating society แต่งงานกับคนที่เปิดโลกให้เขา ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขามาหลังจากพังทลาย ไม่ใช่ก่อน
.
ปัญญาเกิดเมื่อเราช้าลง มีความเงียบ และดูแลตัวเอง
.
.
21. Commodus และ Nero มีครูที่ดีที่สุดในโลก (Marcus Aurelius กับ Seneca ตามลำดับ) แต่กลับล้มเหลว เพราะไม่ใช่ครูที่ดีที่สำคัญ แต่คือ "ระบบที่ปรึกษา" ที่คุณยอมฟัง
.
Holiday เล่าเรื่องนี้ผ่านสองจักรพรรดิโรมันที่เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนกัน ทั้งสองเกิดมาพร้อมทุกอย่างที่ต้องการเพื่อจะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ทั้งสองมีครูที่ดีที่สุดที่มนุษยชาติเคยผลิตออกมา และทั้งสองล้มเหลวจนถูกสังหาร
.
เริ่มจาก Commodus ลูกชายของ Marcus Aurelius จักรพรรดิ-นักปรัชญาที่เขียน Meditations หนึ่งในหนังสือปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล
.
Marcus รู้ดีว่าการก้าวเข้ามาสวมรองเท้าของคนยิ่งใหญ่นั้นยากแค่ไหน เพราะเขาเองก็เคยต้องสืบทอดจาก Antoninus ผู้ที่เขาชื่นชมอย่างลึกซึ้ง Marcus จึงไม่เพียงพยายามเตรียมลูกชายด้วยตัวเอง แต่ยังจัดวาง "ทีม" ไว้ให้ ที่ปรึกษาที่ดีที่สุดจากวุฒิสภา ผู้มีประสบการณ์และคุณธรรมสูง เพื่อประคับประคอง Commodus หลังจากที่เขาจากไป
.
Cassius Dio นักประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคของ Commodus บันทึกไว้ว่า
.
"Commodus อายุสิบเก้าเมื่อบิดาสิ้นพระชนม์ ทิ้งผู้พิทักษ์จำนวนมากไว้ให้ ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่ดีที่สุดในวุฒิสภา แต่คำแนะนำและคำปรึกษาของพวกเขา Commodus ปฏิเสธทั้งหมด" Marcus เคยชื่นชม Antoninus ว่ายินดี "ยอมถอยให้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพูด กฎหมาย หรือจิตวิทยา" และที่ปรึกษาเหล่านี้ช่วยให้ Antoninus เติมเต็มศักยภาพและตัดสินใจได้ดีขึ้น
.
Commodus ทำไม่ได้ เขาปฏิเสธที่จะฟัง ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าตัวเองรู้ไม่พอ ผลคือเขาปกครองอย่างเลวร้าย จนถูกลอบสังหารโดยนักสู้กลาดิเอเตอร์ และรูปปั้นของเขาถูกทำลายทิ้งทั้งหมด
.
ส่วน Nero ก็เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องเดียวกัน แต่น่าเจ็บปวดกว่า เพราะช่วงแรกมันเกือบจะสำเร็จ ช่วงห้าปีแรกของการครองราชย์ที่เรียกว่า quinquennium Neronis ถือเป็นยุคทองจริงๆ เพราะ Nero ยังฟังที่ปรึกษาสองคน Burrus นักยุทธศาสตร์การทหารระดับสุดยอด และ Seneca นักปรัชญาสโตอิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
.
ในช่วงนั้น Nero ปรึกษาพวกเขาก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ยอมรับข้อจำกัดของอำนาจตัวเอง ผลลัพธ์คือจักรวรรดิเจริญรุ่งเรือง
.
Holiday ชี้ให้เห็นรูปปั้นโบราณที่มีชื่อเสียง แสดงภาพ Seneca กำลังบรรยายสรุปประจำวันให้ Nero ฟัง ถ้ามองภาษากายของ Nero ในรูปปั้นนั้น จะเห็นทุกอย่าง เขานั่งเอนหลังในเก้าอี้ มีผ้าคลุมศีรษะ หน้าตาเบื่อหน่าย ราวกับกำลังนั่งฟังครูสอนวิชาที่ไม่อยากเรียน เขาไม่ใช่เด็กนักเรียนอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ลูกศิษย์อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าตัวเองคิดอะไร ตัดสินใจอะไรไปแล้วว่าอะไรสำคัญ ทำไมคนแก่คนนี้ถึงจริงจังอยู่ตลอด ทำไมถึงพร่ำบ่นอยู่เรื่อย?
.
ความจริงที่ว่าเขากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามคนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลก สิ่งนั้นสูญหายไปจากสายตาเขาโดยสิ้นเชิง
.
แน่นอน Nero ล้มเหลว หมุนวนลงสู่ภาพมายา ความหวาดระแวง และจินตนาการ พอเขาเริ่มเชื่อในความพิเศษของตัวเอง เริ่มพึ่งสัญชาตญาณและอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างก็พังทลาย
.
Holiday ใช้เรื่องนี้เพื่อชี้ประเด็นที่กว้างกว่าแค่ประวัติศาสตร์โรมัน มีเหตุผลที่บริษัทมี board of directors มีเหตุผลที่ประมุขของรัฐมี cabinet มีเหตุผลที่นักกีฬาและนักแสดงมีโค้ช ผู้จัดการ เอเยนต์ ที่ปรึกษา
.
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พิธีการ แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้คุณกลายเป็น Nero หรือ Commodus
.
แล้ว Holiday ก็หันกลับมาที่ Elon Musk อีกครั้ง Board of directors ของ Musk ขึ้นชื่อเรื่องการ rubber-stamp ทุกอย่างที่เขาขอ จะเข้าซื้อกิจการที่ญาติเขาก่อตั้ง? ได้เลย จะยืมเงินบริษัทไปซื้อ social network? ไม่มีปัญหา จะทวีตอะไรก็ได้ที่ผุดขึ้นมาในหัว? เยี่ยมเลยนาย! นี่อาจเป็นสิ่งที่ Musk "อยากได้" แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขา "ต้องการ" จริงๆ
.
Holiday เปรียบเทียบกับ Eisenhower ที่แม้จะเป็นประธานาธิบดีที่รู้เรื่องนโยบายต่างประเทศดีที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ก็ยังจัด Project Solarium ในปี 1953 แบ่งผู้เชี่ยวชาญเป็นสามทีม ให้เวลาหกสัปดาห์ศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติคนละแบบ ห้ามปรึกษากันข้ามทีม ต้องขัดแย้งกัน ต้องนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างกันจริงๆ เพื่อให้เขาเลือก Eisenhower ไม่ได้ทำเพราะเขาไม่รู้เรื่อง เขาทำเพราะเขารู้ว่าแม้แต่คนที่รู้เรื่องที่สุดก็ยังมีจุดบอด ยังมีอคติ ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็น
.
Marcus Aurelius เองก็เตือนตัวเองเรื่องอันตรายของการ "ถูกย้อมสีม่วง" สีของเสื้อคลุมจักรพรรดิ หรือที่เขาเรียกว่าถูก "Caesarified"
.
เขารู้ว่าอำนาจมักขัดแย้งกับปัญญา ว่าการไม่เคยได้ยินคำว่า "ไม่" ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่ได้ ที่ปรึกษาช่วยให้เราเห็นตรงที่เราบอด พวกเขาทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ของเด็กในตัวเรา เป็นกระดานสะท้อนความคิด เป็นเบรกของแรงกระตุ้น
.
Holiday ทิ้งคำถามไว้ว่า ในชีวิตของคุณ ใครบ้างที่บอกคุณได้ว่าคุณผิด? ใครบ้างที่บอกคุณได้ว่าคุณกำลังทำตัวโง่? ถ้าคำตอบคือ "ไม่มีใคร" คุณกำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกับ Nero ที่นั่งเบื่อหน่ายตรงข้าม Seneca โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเสียโอกาสที่มีค่าที่สุดในชีวิต
.
เฉพาะคนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธทรัพยากรที่ประเมินค่าไม่ได้นี้
.
.
22. Lou Gehrig ทำผิดพลาด 196 ครั้งในสถิติอาชีพ Holiday ใช้เขาเป็นตัวอย่างว่า "คนฉลาด" ไม่ใช่คนที่ไม่ทำผิด แต่คือคนที่ไม่ทำผิดซ้ำ
.
Gehrig ไม่ได้เป็นนักกีฬาโดยธรรมชาติ เขาสร้างตัวเองในยิม ปี 1921 เขาปล่อยลูกหลุดระหว่างขาตอนลอง tryout กับ New York Giants จนเสียโอกาส ถูกส่งลงไปเล่นในลีกรอง
.
ผู้จัดการทีม Yankees บอกว่า "ตอนที่เขามาที่นี่ เขาเป็นผู้เล่นที่โง่ที่สุดที่ผมเคยเห็น แต่เขามีคุณสมบัติหนึ่งที่จะทำให้เขายิ่งใหญ่: เขาไม่เคยทำผิดเรื่องเดิมซ้ำสองครั้ง ทำผิดทุกเรื่อง ใช่ แต่ไม่ซ้ำ"
.
Holiday ใช้คำของ Churchill ที่ว่าคู่แข่งทางการเมืองของเขา "สะดุดความจริงเป็นครั้งคราว แต่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น" ซึ่งคือสิ่งที่เราทุกคนทำ เราปฏิเสธบทเรียนเมื่อพูดว่า "ไม่เป็นไร ขอเดินหน้าต่อ" Marcus Aurelius เตือนตัวเองว่า "จำไว้ว่าการเปลี่ยนใจและยอมรับการแก้ไขก็เป็นการกระทำที่เป็นอิสระเช่นกัน"
.
.
23. Da Vinci ผ่าศพ 30 ร่าง ไม่ใช่เพราะเป็นหมอ แต่เพราะเขาวาดรูปคนไม่ได้ถ้าไม่เข้าใจว่าใต้ผิวหนังมีอะไร Holiday เรียกสิ่งนี้ว่า "Go Deep"
.
Holiday ใช้ da Vinci เป็นตัวอย่างของการไม่ยอมรู้อะไรผิวเผิน เขาบอกว่าต้องผ่าอย่างน้อยสามศพเพื่อเริ่มเข้าใจส่วนหนึ่งของร่างกาย เขาหล่อปูนพิมพ์อวัยวะ วัดสัดส่วน ศึกษาว่าหัวใจสูบฉีดเลือดอย่างไร จนคนกล่าวหาว่าเขาเล่นไสยศาสตร์และสันตะปาปาต้องสั่งห้าม แต่ผลงานเสร็จไปแล้ว บันทึกกายวิภาคของ da Vinci ล้ำหน้าแพทย์จริงๆ ไปอีกหลายศตวรรษ
.
Holiday เชื่อมกับ Thomas Clarkson ที่ก่อนจะรณรงค์เลิกทาส ต้องศึกษาการค้าทาสเป็นธุรกิจ เป็นระบบโลจิสติกส์ สัมภาษณ์ทุกคนที่เคยไปแอฟริกา ตรวจสอบบันทึกเรือ บันทึกศาล บันทึกประกันภัย จนรู้เรื่องการค้าทาสดีกว่าพ่อค้าทาสเองเสียอีก เพราะพ่อค้าทาสต้อง "ไม่รู้" บางอย่างเพื่อจะทำงานต่อไปได้
.
.
24. Socrates ฉลาดมากจนถูกตัดสินประหาร Holiday ชี้ว่าปัญญาที่ขาด "Social Intelligence" อาจอันตรายถึงชีวิต
.
นี่คือ twist ที่คนอ่านหนังสือปรัชญาไม่ค่อยพูดถึง Socrates ถูกตั้งข้อหาทำลายศีลธรรมเยาวชนและไม่เคารพเทพเจ้า แต่ Holiday ชี้ว่าจริงๆ แล้ว Socrates ถูกประหารเพราะเขาเป็นคนน่ารำคาญ เขาไม่มีงานทำ เดินไปมาในตลาดถามคำถามจนคนอับอาย
.
ตอนที่ศาลให้โอกาสแก้ตัว แทนที่จะขอความเมตตาหรือเสนอจ่ายค่าปรับ Socrates กลับเสนอให้ศาลมอบเงินบำนาญให้เขา เหมือนที่ให้นักกีฬาแชมป์ ผลคือคณะลูกขุนที่เพิ่งโหวตให้เขาพ้นผิดด้วยเสียงข้างมาก บางคนกลับพลิกไปโหวตให้ดื่มยาพิษด้วยเสียงข้างมากที่ใหญ่กว่าเดิม
.
Holiday เปรียบเทียบกับ Benjamin Franklin ที่ฉลาดไม่แพ้กันแต่เป็นที่รักทั้งในหมู่ชนชั้นสูงและคนธรรมดา เพราะเขาไม่ได้สนุกกับการถกเถียง แต่ใช้สติปัญญาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนทั่วไป
.
.
25. Kyrie Irving เชื่อว่าโลกแบน เชื่อ conspiracy theory เรื่อง anti-Semitism และปฏิเสธวัคซีน Holiday บอกว่าปัญหาไม่ใช่ "เขาโง่" แต่คือ "เขามั่นใจว่าตัวเองฉลาด" จนกลายเป็นเหยื่อที่ง่ายดาย
.
Angela Merkel พูดว่า "ถ้าคุณหลงตัวเอง คุณก็ถูกล่อลวงได้" Holiday ใช้ Irving เป็นจุดเริ่มแล้วไล่ย้อนกลับไปถึงกรีกโบราณ โสฟิสต์คือ "คนพูดเก่ง" ที่ Stoics เตือนให้ระวัง พวกเขาคือ "คนฉลาดในสายตาคนโง่" ผู้เชี่ยวชาญในการแยกคนโง่ออกจากเงินและเวลา
.
Holiday บอกว่าโสฟิสต์ยังทำธุรกิจอยู่จนถึงวันนี้ บนเคเบิลทีวีและโซเชียลมีเดีย แล้วเขาก็ยกตัวอย่างคนฉลาดที่ตกเป็นเหยื่อ: Steve Jobs ตายเพราะเชื่อหมอเถื่อน, Arthur Conan Doyle ผู้สร้าง Sherlock Holmes เชื่อว่ามีภาพถ่ายนางฟ้าของจริง, Linus Pauling นักเคมีสองรางวัลโนเบลไปโปรโมทวิตามิน C รักษามะเร็ง แต่ Holiday ก็ให้เครดิตบางคนที่สุดท้ายตื่นขึ้นจากการหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะ "ใครอยากยอมรับว่าตัวเองถูกหลอก?"
.
.
26. Robert Kennedy ท่องบทกวี Aeschylus สดๆ ต่อหน้าฝูงชนที่กำลังจะจลาจลหลังรู้ว่า Martin Luther King ถูกยิง และ Indianapolis เป็นเมืองเดียวที่ไม่เกิดจลาจลคืนนั้น
.
Holiday ใช้เรื่องนี้เป็นหลักฐานว่าภูมิปัญญาที่สะสมมาทั้งชีวิตสามารถ "ระเบิด" ออกมาในวินาทีวิกฤต Kennedy กำลังจะปราศรัยเรื่องอื่น แต่เมื่อได้ข่าว King ถูกยิง เขาฉีกสคริปต์ทิ้งแล้วพูดจากใจ
.
เขาอ้างอิง Aeschylus จากหนังสือของ Edith Hamilton ที่กำลังอ่านอยู่: "ในขณะหลับ ความเจ็บปวดที่ลืมไม่ได้ หยดทีละหยดลงบนหัวใจ จนในความสิ้นหวัง โดยไม่เต็มใจ ปัญญาก็มาถึง ผ่านพระกรุณาอันน่าสะพรึงของพระเจ้า" ทั่วอเมริกาเกิดจลาจลคืนนั้น แต่ Indianapolis ไม่เกิด
.
Holiday ชี้ว่าปัญญาที่ Kennedy ใช้ในวินาทีนั้นไม่ได้มาฟรี มันมาจากความเจ็บปวดที่พี่ชายถูกลอบสังหาร จากการอ่านกวีกรีก จากประสบการณ์ทั้งชีวิต นี่คือ "lagging indicator" ที่ Holiday พูดถึงตั้งแต่บทนำ
.
.
27. Lincoln อ่าน Artemus Ward ตลกโปกฮาให้คณะรัฐมนตรีฟังก่อนจะเสนอ Emancipation Proclamation ; Holiday บอกว่าอารมณ์ขันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเครื่องมือทางปัญญาระดับสูง
.
คณะรัฐมนตรีมาพร้อมวาระเร่งด่วน แต่ Lincoln กลับนั่งอ่านหนังสือตลก พวกเขาไม่ขำ Lincoln ถามว่า "ทำไมไม่หัวเราะ? ด้วยแรงกดดันที่กดลงบนตัวผม ทั้งวันทั้งคืน ถ้าผมไม่หัวเราะ ผมก็ตาย แล้วพวกท่านก็ต้องการยานี้เท่าๆ กับผม" จากนั้นเขาจึงวางหนังสือลงแล้วเสนอ Emancipation Proclamation หนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
.
Holiday เชื่อมกับ Seneca ที่บอกว่าอารมณ์ขันเป็นหัวใจของปัญญา เพราะมีนักปรัชญาสองประเภท Democritus ที่หัวเราะเมื่อเห็นความโง่ของมนุษย์ กับ Heraclitus ที่ร้องไห้ Seneca บอกว่า "มันเป็นมนุษย์มากกว่าที่จะหัวเราะกับชีวิตมากกว่าร่ำไห้กับมัน"
.
Lincoln ยังใช้อารมณ์ขันเป็นอาวุธทางการเมือง เวลาถูกกดดันให้ประณามการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ เขาตอบด้วยมุกว่า "ผมทำไม่ได้ เพราะมันเป็นวิธีแบบประชาธิปไตยในการผลิตคนรักสหภาพ แล้วผมก็ไม่อยากละเมิดสิทธิบัตร"
.
.
28. Lincoln มี "Reading Age" ที่สูงกว่าเพื่อนร่วมชั้นจาก Harvard หลายเท่า แม้จะเรียนในโรงเรียนไม่ถึงหนึ่งปี เพราะเขาเขียนข้อความที่ชอบลงบนกระดานไม้เมื่อไม่มีกระดาษ
.
Holiday เจาะลึกว่า Lincoln ไม่ได้แค่อ่าน แต่เมื่ออ่านเจอข้อความที่สะเทือนใจ เขาจะคัดลอกมันด้วยมือ แล้วเขียนใหม่อีกครั้งเพื่อ "ให้รู้สึกถึงคำพูดไหลผ่านนิ้วมือ"
.
ตอนที่ครอบครัวจนเกินกว่าจะซื้อกระดาษ เขาก็เขียนลงบนกระดานไม้แทน แม่เลี้ยงเล่าว่า "ข้าไม่เคยเห็น Abe หลังอายุสิบสองที่ไม่มีหนังสืออยู่ใกล้มือ" Lincoln บอกเพื่อนว่า "สมองของผมเหมือนเหล็กกล้า — ขูดอะไรลงไปยาก แต่เมื่อขูดแล้วจะลบออกแทบไม่ได้" Holiday เปรียบเทียบ Lincoln กับ Cleanthes ทั้งสองเรียนช้า แต่เมื่อเรียนรู้แล้วจะไม่ลืม ซึ่งเป็น combination ที่ทรงพลังมาก
.
.
29. Holiday บอกว่า "ห้ามสับสนระหว่าง Disenchantment กับ Truth" ปัญญาที่แท้ทำให้เราเห็นโลกชัดขึ้นแต่ไม่ได้ทำให้เรา Cynical
.
Feynman ถามนักศึกษาที่กำลังลังเลว่าจะเรียนฟิสิกส์ต่อดีไหม: "ไปดูภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของอะตอม อย่าแค่มอง จ้องมันให้ดี แล้วตอบคำถามนี้: มันทำให้หัวใจคุณเต้นแรงขึ้นไหม?"
.
Aristotle บอกว่าปรัชญาเริ่มจากความอัศจรรย์ใจ แต่ Holiday ชี้ว่าปัญหาคือเมื่อเราเรียนรู้มากขึ้น เราก็เริ่มสูญเสียความอัศจรรย์ใจ เราไขปริศนา ทำลายตำนาน หักล้างทุกความจริงที่เคยเชื่อ จนเหลืออะไร?
.
Sartre เตือนว่าอย่าสับสนระหว่าง disenchantment กับ truth Maya Angelou ถูกข่มขืนตอนเด็กจนพูดไม่ได้ แต่เธอยังคงมองโลกด้วยความอัศจรรย์ใจ เพราะบทกวีและศิลปะดึงเธอออกจากความมืด Lincoln มองน้ำตก Niagara แล้วเขียนอย่างตื่นเต้นว่า "ตาของยักษ์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งกระดูกของพวกเขาเต็มเนินดินอเมริกา ก็เคยจ้องมอง Niagara เหมือนเราจ้องมองอยู่ตอนนี้"
.
.
30. Eisenhower เขียนแผนสงคราม 300 คำในกระดาษเหลืองเพียงแผ่นเดียว Holiday บอกว่านี่คือตัวอย่างของ "เขียนเพื่อคิด ไม่ใช่คิดเพื่อเขียน"
.
ตอนที่ George Marshall ถาม Eisenhower ว่า "เราควรทำอย่างไร?" หลังญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbor นายทหารบางคนอาจเริ่มคิดดังๆ brainstorm ทันที แต่ Eisenhower บอกว่า "ขอเวลาสักสองสามชั่วโมง" แล้วไปนั่งที่โต๊ะว่างในกองแผนสงคราม เอากระดาษ ปากกา เครื่องพิมพ์ดีด แล้วเริ่มเขียน ผลคือ briefing 300 คำบนกระดาษเหลืองชื่อ "Assistance to the Far East / Steps to Be Taken" ที่เปลี่ยนทิศทางสงครามและเริ่มต้นอาชีพที่นำไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี
.
Holiday เชื่อมกับ Amazon ที่ Jeff Bezos ห้ามใช้ PowerPoint แล้วบังคับให้เขียน memo 6 หน้าก่อนประชุม Bezos บอกว่า "ผมอยากให้ memo เป็นเหมือนเทวดาร้องเพลงจากสวรรค์ ชัดเจนและสวยงาม แล้วหลังจากนั้นการประชุมจะยุ่งเหยิงแค่ไหนก็ได้"
.
.
31. (โบนัส) Holiday ปิดหนังสือด้วย Gettysburg Address สุนทรพจน์ 271 คำที่นิยามใหม่ว่าอเมริกาคืออะไร เพื่อชี้ว่าปัญญาสูงสุดคือ "การจับแก่นสาร" (grasp the essence) ด้วยคำน้อยที่สุด
.
Holiday เลือกปิดหนังสือทั้งเล่มด้วยฉากนี้อย่างตั้งใจ เพราะมันรวบรวมทุกธีมที่เขาพูดมาตลอดหลายร้อยหน้าไว้ในเหตุการณ์เดียว การอ่าน การเขียน การสะสมประสบการณ์ ความอดทน ความถ่อมตัว การฟัง ความเจ็บปวด และที่สำคัญที่สุด การทำงานหนักมาทั้งชีวิตจนภูมิปัญญา "อยู่ตรงนั้น" พอดีในวินาทีที่ต้องการ
.
ฉากเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 1863 ที่ Gettysburg รัฐ Pennsylvania สนามรบที่เพิ่งเกิดการสู้รบนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามกลางเมือง คนตายหลายหมื่น ศพยังฝังไม่หมด รัฐบาลจัดพิธีเปิดสุสานแห่งชาติ และเชิญ Edward Everett มาเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์หลัก
.
Everett ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นหนึ่งในนักพูดที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา เคยเป็นอธิการบดี Harvard เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เคยเป็นวุฒิสมาชิก เป็นคนที่ถูกเปรียบเทียบกับ Demosthenes นักพูดในตำนานของกรีกโบราณ เขาเตรียมตัวมาอย่างดี และเมื่อขึ้นเวที เขาก็พูดยาวสองชั่วโมงเต็ม บรรยายรายละเอียดของการรบ ยกย่องวีรบุรุษ สะเทือนอารมณ์ผู้ฟังจนหลายคนน้ำตาไหล
.
แล้ว Lincoln ก็ลุกขึ้น
.
เขาเป็นแค่ "ส่วนหนึ่งของพิธีการ" ถูกเชิญมาในฐานะประธานาธิบดีเพื่อกล่าวปิดงาน ไม่ใช่ผู้พูดหลัก เขาสวมแว่น ควักกระดาษแผ่นเล็กๆ ออกจากกระเป๋า แล้วพูดเบาๆ ด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังกังวาน 271 คำ ไม่มีคำยากมากนัก
.
เขาไม่ได้เอ่ยชื่อ Gettysburg เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ได้เอ่ยชื่อนายพลสักคน ไม่ได้บรรยายการรบ ไม่ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ทางทหาร ไม่ได้เอ่ยคำว่า slavery ด้วยซ้ำ ไม่ได้พูดถึง secession หรือ states' rights หรือข้อพิพาทรัฐธรรมนูญใดๆ ที่เป็นเหตุผลทางเทคนิคของสงคราม
.
แทนที่จะทำสิ่งเหล่านั้น Lincoln ทำสิ่งที่ยากกว่ามาก
.
เขา redefine สิ่งที่สงครามนี้เป็น สิ่งที่อเมริกาเป็น และสิ่งที่พลเมืองทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ ทั้งหมดในไม่กี่ประโยค
.
เขาเริ่มด้วย "Four score and seven years ago" ชี้กลับไปที่ปี 1776 ไม่ใช่ปี 1787 ที่ร่างรัฐธรรมนูญ นี่เป็นการเลือกที่แหลมคมมาก เพราะ Declaration of Independence ประกาศว่า "all men are created equal"
.
ในขณะที่รัฐธรรมนูญยอมประนีประนอมกับทาส Lincoln กำลังบอกว่าหัวใจที่แท้จริงของอเมริกาอยู่ที่คำประกาศอิสรภาพ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าเขากำลังย้ายฐานรากของชาติทั้งชาติโดยที่คนฟังแทบไม่ทันสังเกต
.
เขาใช้คำว่า "nation" ห้าครั้ง — ในยุคที่คนจำนวนมากยังคิดว่าอเมริกาเป็นแค่ "สหภาพ" ของรัฐที่เข้าร่วมโดยสมัครใจและถอนตัวได้ Lincoln กำลังบอกว่าไม่ใช่ นี่คือ "ชาติ" หนึ่งเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้
.
แล้วเขาก็ปิดด้วยวลีที่กลายเป็นอมตะ
.
"Government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the earth"
.
เปลี่ยนสงครามกลางเมืองจากข้อพิพาททางกฎหมายเป็นสงครามเพื่ออนาคตของประชาธิปไตยและเสรีภาพของมนุษยชาติทั้งมวล
.
Holiday ชี้ว่าสิ่งที่ Lincoln ทำนี้คือ "hostile act" ในความหมายที่ Joan Didion ใช้กับการเขียน คือการบังคับให้คนอื่นเห็นสิ่งที่คุณเห็น ทหารส่วนใหญ่ที่ตายที่ Gettysburg ไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังรบเพื่อเสรีภาพของคนผิวดำ คนอเมริกันส่วนใหญ่ตอนต้นสงครามก็ไม่ได้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ Lincoln กำลังเปลี่ยนความหมายของสงครามตรงต่อหน้าพวกเขา โดยที่พวกเขาแทบไม่รู้ตัว
.
ฝูงชนตกใจเล็กน้อยเมื่อ Lincoln หยุดพูด เพราะสุนทรพจน์สั้นกว่าคำอธิษฐานเปิดงานเสียอีก พวกเขาไม่แน่ใจว่าจบแล้วหรือยัง
.
แต่เมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น ตามบันทึกของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ มันไม่ใช่เสียงปรบมือแบบสุภาพ แต่เป็น "การระเบิดของความปีติจากหัวใจที่จริงใจและรัก"
.
Everett รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเขียนจดหมายถึง Lincoln วันรุ่งขึ้นว่า "ผมยินดีมากถ้าจะอ้างได้ว่าผมเข้าใกล้แก่นแท้ของวาระนี้ในสองชั่วโมง เท่ากับที่ท่านทำได้ในสองนาที" นี่คือคำยอมรับจากนักพูดระดับ Demosthenes ว่าเขาแพ้อย่างราบคาบ ไม่ใช่เพราะเขาพูดไม่เก่ง แต่เพราะ Lincoln จับแก่นสารได้ในขณะที่เขาจับได้แค่รายละเอียด
.
.
Holiday ถามว่า Lincoln ทำได้อย่างไร? แล้วก็ตอบด้วยการย้อนกลับไปที่ทั้งหมดที่เขียนมาตลอดทั้งเล่ม
.
Lincoln ทำได้เพราะตอนเป็นเด็กยากจนที่ไม่มีแม้แต่กระดาษ เขาคัดลอกข้อความที่ชอบลงบนกระดานไม้ด้วยปากกาที่ทำจากขนนกแร้ง นั่นคือเขาฝึก "เขียนเพื่อคิด" มาตั้งแต่ยังไม่มีเครื่องมือเขียนที่เหมาะสมด้วยซ้ำ
.
เขาทำได้เพราะ Lessons in Elocution ของ William Scott ที่แม่เลี้ยงนำมาด้วย ซึ่งเขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนข้อความฝังเข้าไปในจิตวิญญาณ "You must love learning, if you would possess it"
.
เขาทำได้เพราะเขารัก Declaration of Independence จนรู้เกือบทุกคำ ศึกษาประวัติศาสตร์ของ founding fathers จนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ใช้คำว่า "slave" ในรัฐธรรมนูญ แต่ใช้คำอ้อมว่า "Person held to Service or Labor" เพราะอายที่จะเขียนตรงๆ Lincoln ใช้ข้อมูลนี้เป็นอาวุธในการถกเถียง
.
เขาทำได้เพราะ 25 ปีที่เป็นทนายความ ว่าความกว่า 5,000 คดี เดินทางหลายหมื่นไมล์บนถนนโคลนข้ามภาคกลางตะวันตก พบคนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ ทุกอารมณ์ จนเขารู้ว่า "คนธรรมดาถูกโน้มน้าวผ่านเรื่องเล่าที่ตลกและภูมิใจได้ง่ายกว่าวิธีอื่นใด"
.
เขาทำได้เพราะการเห็นขบวนทาสที่ถูกล่ามโซ่ตอนเดินทางผ่าน Kentucky ภาพที่เขาเขียนว่าเป็น "ความทรมานต่อเนื่อง" ที่ไม่เคยจางหายแม้ผ่านไป 14 ปี
.
เขาทำได้เพราะ depression ที่เกือบฆ่าเขา ความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลูกที่ตายตอนสามขวบ คู่หมั้นที่ทิ้ง ธุรกิจที่ล้มละลาย ทั้งหมดนี้ให้ "ปัญญาที่มาจากความเจ็บปวด" ตามที่ Aeschylus เขียนไว้ว่า "เราต้องทนทุกข์ ทนทุกข์จนกว่าจะถึงความจริง"
.
และเขาทำได้เพราะเขาอ่าน Euclid ระหว่างขี่ม้า อ่าน Shakespeare จนจำได้ อ่าน Plutarch จนเห็นคนร่วมสมัยในตัวละครโบราณ อ่านไบเบิลจนภาษาของมันซึมเข้าไปในสำนวนของเขา "Four score and seven years ago" ไม่ใช่ภาษาพูดธรรมดา มันคือจังหวะของ King James Bible
.
.
ทั้งหมดนี้ การอ่าน การเขียน การเดินทาง การฟัง การทำผิด การเปลี่ยนใจ การทนทุกข์ การหัวเราะ การถ่อมตัว
.
ไหลมารวมกันในกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขาหยิบออกจากกระเป๋าเสื้อบนเวทีที่ Gettysburg
.
Holiday ชี้ว่าความสำเร็จของ Gettysburg Address ไม่ได้อยู่ที่มันสั้น การพูดสั้นไม่ได้ดีโดยอัตโนมัติ ความสำเร็จอยู่ที่ Lincoln สามารถจับแก่นสารของปัญหาที่ซับซ้อนมหาศาล สงครามที่ฆ่าคนไปหลายแสน ความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญที่สะสมมาเกือบร้อยปี คำถามทางศีลธรรมที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา แล้วกลั่นมันออกมาเป็นไม่กี่ประโยคที่ทุกคนเข้าใจ ที่เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งชาติมองสงคราม มองตัวเอง และมองอนาคต
.
นี่คือสิ่งที่ Holiday เรียกว่า "Grasp the Essence" ปัญญาสูงสุดไม่ใช่การรู้มาก แต่คือการรู้ว่าอะไรสำคัญจริงๆ แล้วสื่อสารมันออกมาด้วยความชัดเจนที่ตัดผ่านทุกเสียงรบกวน
.
แล้ว Holiday ก็วนกลับมาที่ประเด็นหลักของหนังสือทั้งเล่มอีกครั้ง 271 คำของ Lincoln ไม่ได้เกิดขึ้นในสองนาทีที่เขาพูด มันเกิดขึ้นตลอด 54 ปีที่เขามีชีวิตอยู่ก่อนหน้านั้น ทุกหนังสือที่อ่าน ทุกคดีที่ว่าความ ทุกความพ่ายแพ้ที่ทน ทุกคนที่ฟัง ทุกคืนที่นอนไม่หลับเพราะไล่ตามความหมายของคำพูดที่มืดมนจนกว่าจะจับมันได้ ทั้งหมดเป็นเมล็ดที่หว่านไว้ และ Gettysburg Address คือดอกผล
.
.
นี่คือ "Lagging Indicator" ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ภูมิปัญญาไม่ได้มาเมื่อคุณต้องการ มันมาเพราะคุณทำงานมาตลอดชีวิต แล้ววันหนึ่ง เมื่อวินาทีนั้นมาถึง มันก็ "อยู่ตรงนั้น" พอดี
.
และนั่นคือเหตุผลที่ Holiday ตั้งชื่อหนังสือว่า Wisdom Takes Work ครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies