15 ข้อคิดจากหนังสือ The Creative Act: A Way of Being เขียนโดย Rick Rubin
ริค รูบิน เป็นโปรดิวเซอร์เพลงที่ได้รางวัล Grammy เก้าครั้ง อยู่เบื้องหลังศิลปินที่แตกต่างกันสุดขั้วในทุกแนวเพลง ตั้งแต่ Johnny Cash, Adele, Red Hot Chili Peppers, Beastie Boys, Slayer, Jay-Z ไปจนถึง Kanye West นิตยสาร Rolling Stone เคยเรียกเขาว่าโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทุกแนวเพลง สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเล่นเครื่องดนตรีไม่เป็น อ่านโน้ตไม่ออก และไม่ได้แต่งเพลงเอง สิ่งที่เขาทำในห้องอัดคือการนั่งฟัง
.
ในประโยคเปิดหนังสือ รูบินเขียนเตือนผู้อ่านไว้ว่า "ไม่มีอะไรในหนังสือเล่มนี้ที่รู้ว่าจริง มันเป็นเพียงการสะท้อนสิ่งที่ผมสังเกตเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นความคิด" นั่นคือสิ่งที่กำลังจะอ่าน บันทึกการสังเกตของคนที่นั่งฟังศิลปินทำงานมากว่าสี่สิบปี
.
ต่อไปนี้คือ 15 แนวคิดที่หยิบมาจากหนังสือเล่มนี้
.
.
==================
.
1. ทุกคนเกิดมาเป็นผู้สร้าง
.
รูบินนิยามการสร้างว่าคือการทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นจากที่ไม่เคยมีมาก่อน ในนิยามนี้ บทสนทนาที่ไม่เคยเกิดในวันก่อนหน้า การจัดเรียงเฟอร์นิเจอร์ในห้องใหม่ เส้นทางใหม่ในการขับรถกลับบ้านเพื่อหลบรถติด วิธีพูดคุยกับเพื่อนที่กำลังเสียใจ การทำอาหารจากวัตถุดิบที่เหลือในตู้เย็น ทั้งหมดคือการสร้างสรรค์
.
ผลที่ตามมาจากนิยามนี้สำคัญ เพราะคำถามจะเปลี่ยนจาก "ฉันมีพรสวรรค์พอจะเป็นศิลปินไหม" ไปเป็น "ฉันใส่ใจกับการเลือกในแต่ละวันของฉันแค่ไหน"
.
รูบินใช้คำว่า attuned choice by attuned choice ทุกการตัดสินใจที่ทำด้วยการรับฟังตัวเอง สะสมเป็นงานศิลปะชิ้นเดียวที่เรียกว่าชีวิต คนที่เลือกเสื้อผ้าทุกเช้าด้วยความใส่ใจ คนที่จัดโต๊ะทำงานให้สวย คนที่เลือกคำในข้อความที่ส่งหาเพื่อน ทั้งหมดนี้กำลังทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่
.
.
2. ภาชนะภายในสำคัญกว่าเครื่องมือภายนอก
.
รูบินอธิบายว่าทุกคนมีภาชนะอยู่ภายใน ที่ค่อยๆ ถูกเติมด้วยข้อมูลตลอดชีวิต ความคิด ความรู้สึก ความฝัน ประสบการณ์ แต่ข้อมูลไม่ได้ไหลเข้าภาชนะตรงๆ มันถูกกลั่นผ่านตัวกรองที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
.
ตัวกรองนี้เกิดจากความจำเป็นทางชีววิทยา สมองรับข้อมูลทั้งหมดที่เข้ามาผ่านประสาทสัมผัสไหว เราจึงเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าจะตัดทอนอะไรทิ้ง เก็บอะไรไว้ ตัวกรองสร้างขึ้นจากครอบครัว วัฒนธรรม ภาษา เพื่อนที่คบ ประสบการณ์เจ็บปวด ทั้งหมดบอกสมองว่าควรให้ความสำคัญกับอะไร
.
เด็กที่โตในเมืองได้ยินเสียงรถตลอดเวลา ตัวกรองจะตัดเสียงรถออกจากการรับรู้ แต่ถ้าพาเขาไปยืนในป่า เขาจะได้ยินเสียงนกที่คนเมืองคนอื่นได้ยินไม่ครบ เพราะตัวกรองยังไม่ได้ปรับ
.
ประเด็นในบทนี้คือ ศิลปินสองคนได้รับข้อมูลเดียวกัน แต่สร้างงานออกมาต่างกันสิ้นเชิง เพราะตัวกรองและภาชนะของพวกเขาต่างกัน คนที่ใช้ iPhone ถ่ายภาพยนตร์สั้นแล้วทำให้คนดูร้องไห้ ไม่ได้ทำเพราะกล้องดี แต่เพราะตัวกรองของเขายอมให้รายละเอียดบางอย่างผ่านเข้ามา ที่ตัวกรองของคนถือกล้องราคาห้าแสนปิดทิ้งไป
.
"ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือใดในการสร้าง เครื่องมือที่แท้จริงคือตัวคุณ"
.
.
3. รับรู้ก่อน วิเคราะห์ทีหลัง
.
รูบินเขียนประโยคหนึ่งที่ตัดผ่านความคลุมเครือของหนังสือทั้งเล่ม "ทันทีที่คุณติดป้ายชื่อให้สิ่งใด คุณก็หยุดสังเกตมันแล้ว และเริ่มศึกษามันแทน"
.
ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ การวิเคราะห์คือการแยกชิ้นส่วน ติดป้าย จัดหมวด เปรียบเทียบ ตัดสิน ส่วนการตระหนักรู้คือการอยู่กับสิ่งหนึ่งโดยไม่พยายามทำอะไรกับมัน ยอมให้มันค่อยๆ เปิดเผยตัวตน
.
ดอกไม้ที่ถูกมองด้วยใจที่ไม่รีบตั้งชื่อ เปิดเผยรายละเอียดมากกว่าดอกไม้ที่ถูกมองแล้วรีบจัดประเภทว่าเป็นกุหลาบสีแดง
.
อีกตัวอย่างคือการชิมไวน์ คนทั่วไปจิบแล้วรีบบอกว่า "อร่อย" หรือ "ไม่อร่อย" คนที่ฝึกการรับรู้จะอยู่กับรสชาตินั้นนานพอจะรู้ว่ามีรสผลไม้อะไรซ่อน มีกลิ่นไม้โอ๊กไหม รสติดในปากนานแค่ไหน เปลี่ยนรสบนลิ้นอย่างไร การติดป้ายว่าอร่อยหรือไม่ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรับรู้ทุกอย่างแล้ว ไม่ใช่ก่อน
.
รูบินไม่ได้เสนอให้เลิกวิเคราะห์ แต่ชี้ที่ลำดับ ถ้าวิเคราะห์ก่อนรับรู้ สิ่งที่เข้ามาในภาชนะไม่ใช่ดอกไม้หรือไวน์จริงๆ แต่คือป้ายชื่อที่ติดให้กับมัน
.
.
4. ความบริสุทธิ์ของจิตมือใหม่ ทรงพลังเหนือความเชี่ยวชาญสะสม
.
ในปี 2016 โปรแกรม AlphaGo เล่นโกะแข่งกับ Lee Sedol แชมป์โลก ในตาที่ 37 ของแมตช์ที่สอง คอมพิวเตอร์เดินหมากในตำแหน่งที่ไม่มีนักโกะมนุษย์คนไหนเคยเดินมาก่อนในประวัติศาสตร์สามพันปีของเกม ผู้บรรยายพูดว่า "ไม่มีนักโกะมนุษย์คนไหนจะเลือกเดินตาที่ 37 นี้" แชมป์โลกถึงกับลุกออกจากห้องไปสงบสติ
.
ตานั้นกลายเป็นตาที่พลิกเกม Lee Sedol แพ้รวม 4 จาก 5 แมตช์ จนประกาศวางมือจากวงการ ผู้เชี่ยวชาญโกะคนหนึ่งให้ความเห็นว่า "หลังจากที่มนุษย์ใช้เวลาหลายพันปีปรับปรุงกลยุทธ์ คอมพิวเตอร์บอกเราว่ามนุษย์เข้าใจผิดหมด ยังไม่มีมนุษย์คนใดสัมผัสขอบของความจริงของโกะ"
.
รูบินอ่านเรื่องนี้ในมุมที่ลึก สิ่งที่ทำให้ AlphaGo ชนะไม่ใช่ความฉลาด แต่คือการเรียนรู้เกมจากศูนย์ ไม่มีโค้ช ไม่มีตำรา ไม่มีประเพณีสามพันปีที่บอกว่าควรเดินตำแหน่งไหน มันรู้แค่กฎ และมีอิสระเต็มที่ในการลอง
.
The Ramones เป็นตัวอย่างจากวงการดนตรี พวกเขาคิดว่าตัวเองทำเพลงป็อปกระแสหลักแบบ Bay City Rollers แต่ความไม่รู้กฎของวงการเพลงในยุคนั้น รวมกับเนื้อเพลงเกี่ยวกับการตัดสมอง การสูดกาว และคนหัวมีลักษณะแปลก ทำให้ได้กำเนิดพังก์ร็อกโดยไม่ได้ตั้งใจ รูบินใช้คำว่า "นวัตกรรมผ่านความไม่รู้"
.
รูบินสังเกตเพิ่มว่า ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักเป็นคนที่ใช้ความเชี่ยวชาญเพื่อกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ของมือใหม่ พวกเขารู้กฎดีพอจะรู้ว่ากฎไหนหักได้ และจะหักอย่างไรให้มีพลัง
.
.
5. สงสัยในงาน คือพลัง สงสัยในตัวเอง คือกับดัก
.
ในบทเรื่องความสงสัย รูบินแยกความสงสัยออกเป็นสองประเภทที่ดูคล้ายแต่ส่งผลต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
ประเภทแรก สงสัยในงาน "เพลงนี้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วหรือยัง" "ย่อหน้านี้ยังไม่ชัด" "สีในมุมนี้ยังไม่ลงตัว"
.
ประเภทที่สอง สงสัยในตัวเอง "ฉันแต่งเพลงดีๆ ไม่เป็น" "ฉันเขียนหนังสือไม่เก่ง" "ฉันไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้"
.
สองประโยคนี้ดูคล้ายในผิวเผิน แต่ส่งผลกับระบบประสาทต่างกันโดยสิ้นเชิง การสงสัยในตัวเองนำไปสู่ความหมดหวัง รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานนี้ตั้งแต่แรก เป็นการคิดแบบทั้งหมดหรือไม่มีอะไรเลย ซึ่งทำให้ขยับต่อไม่ได้
.
ส่วนการสงสัยในงาน เปิดประตูสู่การปรับปรุง "บางท่อนยังไม่ลงตัว" คือคำถามที่นำไปสู่การแก้ไข เพราะมันชี้ที่งาน ไม่ใช่ที่ตัวตน
.
"คุณสามารถสงสัยจนไปถึงความเป็นเลิศได้"
.
ตัวอย่างที่รูบินยกคือนักร้องระดับตำนานคนหนึ่งที่แสดงสดมากว่าห้าทศวรรษ แต่ยังคงป่วยถึงขั้นอาเจียนก่อนขึ้นเวทีทุกครั้ง เขาไม่เคยกำจัดความกลัวเวทีได้ แต่เรียนรู้ที่จะขึ้นเวทีพร้อมกับมัน การยอมรับว่าความกลัวจะอยู่ตลอดไป ทำให้พลังของมันลดลง แทนที่จะพยายามกำจัดมันแล้วทำให้มันโตขึ้น
.
.
6. สิ่งที่ขัดขวางคุณคือนิสัย เปลี่ยนได้
.
รูบินทำลิสต์ความคิดและพฤติกรรมที่ขัดขวางการสร้างงาน ลิสต์นี้ยาว และมีหลายข้อที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของบุคลิก แต่รูบินจัดมันไว้ในหมวดนิสัยทั้งหมด
.
การจัดประเภทนี้สำคัญ เพราะถ้าเชื่อว่ามันคือบุคลิก จะกลายเป็นข้ออ้างถาวร "ก็ฉันเป็นคนแบบนี้" แต่ถ้าเชื่อว่ามันคือนิสัย ก็เปลี่ยนได้
.
ลิสต์ที่รูบินทำรวมถึง การเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งพอ ความรู้สึกว่าไม่มีแรงพอ การเข้าใจผิดว่ากฎที่รับมาคือสัจธรรม ความขี้เกียจ การไม่ผลักงานไปถึงจุดสูงสุด การตั้งเป้าหมายใหญ่จนเริ่มไม่ได้ การคิดว่าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเฉพาะถึงจะทำงานได้ การต้องการอุปกรณ์เฉพาะ การทิ้งงานทันทีที่เริ่มยาก การรู้สึกว่าต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะเริ่ม การมีไอเดียมากเกินไปจนไม่รู้จะเริ่มที่ไหน การไม่ทำอะไรให้เสร็จสักอย่าง การโทษสถานการณ์หรือคนอื่น การทำให้พฤติกรรมเชิงลบหรือการเสพติดดูโรแมนติก การเชื่อว่าต้องอยู่ในอารมณ์เฉพาะถึงจะทำงานได้ดี
.
ข้อสุดท้ายในลิสต์คมที่สุด "การคิดว่าสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของคุณกำลังขวางทางคุณอยู่"
.
ความคิดที่ว่า "ฉันต้องมีห้องเงียบๆ ถึงจะเขียนได้" คือนิสัย ที่เห็นชัดเมื่อเทียบกับ Eminem ที่ชอบเขียนเพลงโดยมีเสียงทีวีดังในห้อง Marcel Proust ที่ปิดผนังด้วยไม้ก๊อกเก็บเสียง และ Andy Warhol ที่ทำงานโดยมีทีวี วิทยุ และเครื่องเล่นแผ่นเสียงเปิดพร้อมกัน สามคนทำงานได้ทั้งหมด ในสภาพแวดล้อมตรงข้ามกัน
.
.
7. สามเฟสของการสร้างงาน ที่ต้องใช้สภาพจิตคนละแบบ
.
รูบินแบ่งกระบวนการสร้างงานออกเป็นสามเฟส
.
เฟสแรก Seed Phase ช่วงเก็บเมล็ดพันธุ์ คือช่วงที่เปิดรับทุกอย่างที่น่าสนใจ ไม่ตัดสิน ไม่เปรียบเทียบ ไม่ถามว่ามันจะกลายเป็นอะไร เมล็ดของเพลงอาจเป็นวลีหนึ่งประโยค เมโลดี้สั้นๆ เมล็ดของหนังสืออาจเป็นประโยคหนึ่งบรรทัด ตัวละครหนึ่งคน เมล็ดของธุรกิจอาจเป็นความไม่สะดวกที่เจอในชีวิตประจำวัน
.
เฟสที่สอง Experimentation Phase ช่วงทดลอง คือช่วงที่หยิบเมล็ดมาเล่น มาจับคู่ ดูว่ามันจะงอกเป็นอะไร ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในเฟสนี้ไม่ใช่เหตุผล แต่คือความตื่นเต้นในร่างกาย
.
เฟสที่สาม Craft Phase ช่วงประกอบ คือช่วงที่ลงรายละเอียด ทำให้สมบูรณ์ รูบินเปรียบเทียบกับการปีนบันไดวนสูงร้อยชั้น ลำบาก ใช้เวลานาน และไม่เห็นจุดจบ ในเฟสนี้ ความตื่นเต้นจะเป็นแบบเล็กๆ การพบว่าคำคำหนึ่งเข้ากันกับบริบทพอดี การที่เส้นแปรงสุดท้ายทำให้ภาพสมบูรณ์ การที่โน้ตหนึ่งตัวเปลี่ยนทั้งเพลง
.
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือใช้สภาพจิตของเฟสผิดในเฟสที่ต้องการอีกแบบ คนที่อยู่ในเฟสเก็บเมล็ดแต่ใช้สภาพจิตของช่วงประกอบ จะตัดทิ้งไอเดียที่ดีๆ ก่อนรู้ว่ามันดี เพราะรีบถามว่ามันจะเอาไปทำอะไรได้ คนที่อยู่ในช่วงประกอบแต่ยังใช้สภาพจิตของช่วงทดลอง จะเปลี่ยนทิศทางตลอด งานไม่จบสักที
.
เฟสไม่ใช่เส้นตรง บางครั้งกำลังประกอบอยู่ดีๆ แล้วเจอเมล็ดใหม่ ก็ต้องกลับไปเฟสหนึ่ง การรู้ว่าตัวเองอยู่เฟสไหนในแต่ละช่วงของแต่ละโปรเจกต์ สำคัญกว่าการบังคับให้ตัวเองอยู่เฟสที่อยากอยู่
.
.
8. ความตื่นเต้นคือเข็มทิศที่แม่นที่สุด
.
ในเฟสทดลอง รูบินสังเกตว่าเครื่องมือชี้วัดที่แม่นที่สุดคือความตื่นเต้นในร่างกาย ไม่ใช่การวิเคราะห์ว่าไอเดียนี้สมเหตุสมผลไหม เมื่อเริ่มลองไอเดียบางอย่างแล้วรู้สึกอยากทำต่อ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว รู้สึกเหมือนถูกดึงไปข้างหน้า นั่นคือสัญญาณว่าไอเดียนี้น่าสนใจ
.
ที่ขัดสามัญสำนึกคือ ถ้ามีสองไอเดีย ไอเดียหนึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นงานที่สวยงาม ส่วนอีกไอเดียดูน่าสนใจกว่าแต่ยังไม่รู้จะเป็นอะไร รูบินบอกให้เลือกไอเดียที่น่าสนใจ เพราะความน่าสนใจคือพลังงานที่จะพาทำงานไปต่อ ส่วนความสวยงามที่คาดเดาได้ จะหมดแรงในกลางทาง คนทำงานไปสักพักจะรู้สึกเบื่อ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะออกมาเป็นอะไร
.
เหตุผลที่ใช้ความตื่นเต้นเป็นเกณฑ์ เพราะในเฟสทดลอง สมองยังไม่มีข้อมูลพอจะตัดสินด้วยตรรกะ ความตื่นเต้นคือการที่จิตใต้สำนึกของศิลปินรู้บางอย่างที่จิตสำนึกยังไม่รู้ จิตใต้สำนึกเชื่อมโยงความทรงจำ ความรู้สึก ข้อมูลจากประสบการณ์ทั้งชีวิต โดยที่จิตสำนึกไม่รู้ว่ามันเชื่อมอะไรอยู่
.
แต่รูบินก็แยกว่า ความตื่นเต้นในเฟสทดลองต่างจากความตื่นเต้นในเฟสประกอบ ในเฟสประกอบ บางช่วงต้องผ่านงานที่น่าเบื่อ การวางอิฐทีละก้อน ความตื่นเต้นเป็นเข็มทิศตอนเลือกทิศ ไม่ใช่ตอนเดินทาง
.
.
9. ลองตรงข้ามของกฎที่คุณยึดถือ
.
ในบท The Opposite Is True รูบินเสนอเครื่องมือเรียบง่าย สำหรับกฎทุกข้อที่ยอมรับว่าทำได้หรือทำไม่ได้ในงานศิลปะ ลองทำตรงกันข้าม
.
ถ้าเป็นช่างปั้น และยึดว่างานต้องเป็นวัตถุที่มีอยู่จริงในโลกกายภาพ นั่นคือกฎ ลองตรงกันข้าม ถ้างานปั้นไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างจริง มันจะเป็นอะไรได้บ้าง อาจเป็นไฟล์ดิจิทัล อาจเป็นคำบรรยายที่ทำให้คนอ่านสร้างงานปั้นในจินตนาการ อาจเป็นการแสดงสดที่ผู้ชมเป็นวัสดุ
.
วิธีนี้ไม่ใช่การอ้างว่าตรงกันข้ามดีกว่าเสมอ แต่คือการสำรวจสมดุล ทุกกฎคือความไม่สมดุลรูปแบบหนึ่ง มืดและสว่างมีความหมายก็เพราะมีคู่ตรงข้าม ถ้าทำงานในเฉดหนึ่งมาตลอด การสำรวจเฉดตรงข้ามจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองอยู่ตรงไหนบนสเปกตรัม
.
รูบินสังเกตว่ากฎที่อันตรายที่สุดไม่ใช่กฎที่มองเห็น แต่คือกฎที่ปฏิบัติตามโดยไม่รู้ตัว กฎที่ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก กฎที่ได้จากครูบาอาจารย์ กฎที่เลียนแบบศิลปินที่ชื่นชอบจนกลายเป็นนิสัย กฎพวกนี้ทรงพลังกว่ากฎที่ตั้งใจตั้งขึ้นหลายเท่า เพราะมันไม่ปรากฏให้เห็น จึงตั้งคำถามกับมันไม่ได้
.
ตัวอย่างที่รูบินยกชัดมาก เวลาเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ภาพวาดเกือบทุกภาพคือผ้าใบรูปสี่เหลี่ยมขึงบนกรอบไม้ จากภาพ The Death of Socrates ของ Jacques-Louis David ไปจนถึงภาพ Altarpiece ของ Hilma af Klint เนื้อหาต่างกัน แต่วัสดุเหมือนกัน ถ้าจะวาดภาพในวันนี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือไปซื้อผ้าใบรูปสี่เหลี่ยมขึงบนกรอบไม้ ก่อนที่สีหยดแรกจะตกลงบนผ้าใบ ความเป็นไปได้ของงานก็ถูกตัดออกไปจำนวนมหาศาลแล้ว
.
.
10. ความฟุ้งซ่านที่ใช้เป็น คือเครื่องมือทรงพลัง
.
รูบินแยกความฟุ้งซ่านออกจากการผัดวันประกันพรุ่ง ทั้งสองดูคล้ายแต่ทำหน้าที่ตรงข้ามกัน
.
เมื่อเจอทางตันในการสร้างงาน บางครั้งคำตอบไม่ได้มาจากการนั่งคิดให้หนักขึ้น แต่มาจากการก้าวออกห่างจากปัญหาแล้วทำอย่างอื่น การขับรถ การเดินเล่น การว่ายน้ำ การอาบน้ำ การล้างจาน กิจกรรมที่ทำด้วยอัตโนมัติเหล่านี้ ยึดส่วนหนึ่งของจิตสำนึกไว้ ทำให้อีกส่วนของจิตใต้สำนึกได้ทำงานอย่างอิสระ
.
นักดนตรีจำนวนหนึ่งแต่งทำนองเก่งกว่าตอนขับรถ เทียบกับตอนนั่งในห้องอัดเปิดเครื่องบันทึกเสียง ไม่ใช่เพราะรถวิเศษ แต่เพราะการขับรถใช้ส่วนของสมองที่ไม่ได้แต่งทำนอง พอจิตสำนึกถูกยึดไว้กับการขับ จิตใต้สำนึกที่เก็บเมโลดี้ไว้ก็มีพื้นที่หายใจ
.
รูบินอธิบายด้วยตัวอย่างของการนั่งสมาธิ เมื่อจิตเริ่มสงบ ความกังวลหรือความคิดสุ่มจะผุดขึ้นมาเติมพื้นที่ว่าง นี่คือเหตุผลที่หลายสำนักสอนให้ใช้มันตรา มันตราคือเครื่องมือฟุ้งซ่านที่ตั้งใจ มันยึดพื้นที่ที่ความคิดสุ่มจะเข้ามา ลูกประคำทำหน้าที่เดียวกัน
.
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสองสิ่งนี้คือเจตนา ความฟุ้งซ่านที่เป็นเครื่องมือคือการถือปัญหาไว้เบาๆ ที่หลังของจิตสำนึก ขณะที่ทำกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหายังคงอยู่ในระบบ แค่ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ การล้างจานหลังจากเขียนงานติดขัด คือการทำงานในรูปแบบหนึ่ง ส่วนการผัดวันประกันพรุ่งคือการหนีปัญหาไปเลย ไม่ถือมันไว้แม้แต่นิดเดียว
.
"บางครั้งการถอนตัวออกจากบางสิ่ง คือวิธีที่ดีที่สุดในการมีส่วนร่วมกับมัน"
.
.
11. รสนิยมพัฒนาผ่านการจุ่มตัวในงานชั้นเยี่ยม
.
ในบท Submerge รูบินเสนอแนวทางพัฒนารสนิยมที่ตรงข้ามกับวิธีในระบบการศึกษา แทนที่จะเรียนทฤษฎีว่าอะไรคืองานชั้นเยี่ยม ให้จุ่มตัวเองอยู่ในงานชั้นเยี่ยมโดยไม่ต้องวิเคราะห์
.
ถ้าเลือกอ่านวรรณกรรมคลาสสิกทุกวันแทนการอ่านข่าว ภายในหนึ่งปี ความสามารถในการแยกแยะงานชั้นเยี่ยมจะพัฒนาขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะจำได้ว่าหนังสือเล่มไหนดี แต่เพราะมาตรฐานในใจค่อยๆ ยกระดับจากการสัมผัสคุณภาพสูงเป็นประจำ ลิ้นที่ชิมไวน์ดีๆ ทุกวัน จะไม่ทนไวน์ห่วยได้อีก ตาที่ดูภาพยนตร์ของผู้กำกับชั้นครูทุกสัปดาห์ จะเริ่มจับจุดอ่อนของหนังกระแสหลักได้ทันที
.
รูบินยกตัวอย่างที่ขัดสามัญสำนึก แม้แต่คนที่จะเปิดร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็ควรกินอาหารชั้นเยี่ยมที่หาได้ในช่วงพัฒนาเมนู ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบ แต่เพื่อให้รสชาติของอาหารชั้นเยี่ยมเป็นจุดอ้างอิงในใจ เวลาตัดสินใจว่าจะใช้ส่วนผสมแบบไหนในเบอร์เกอร์ราคาถูก
.
เป้าหมายไม่ใช่การเลียนแบบงานชั้นเยี่ยม แต่คือการปรับเข็มในใจให้รู้ว่าอะไรคืองานชั้นเยี่ยม เพื่อที่ตอนตัดสินใจหลายพันครั้งในกระบวนการสร้างงาน จะเลือกได้ถูก
.
หลักการเดียวกันใช้กับเพื่อน บทสนทนา และแม้แต่ความคิดที่เลือกจะหมกมุ่น ทั้งหมดส่งผลต่อความสามารถในการแยกแยะดี ดีมาก กับยอดเยี่ยม
.
.
12. กฎชั่วคราว เครื่องมือทลายความซ้ำซากของตัวเอง
.
ในบท Temporary Rules มีการตั้งคำถามที่ขัดสามัญสำนึก ในเมื่อหนังสือทั้งเล่มพูดเรื่องการปลดกฎ ทำไมยังต้องตั้งกฎใหม่ขึ้นมาอีก
.
คำตอบอยู่ที่จุดประสงค์ของกฎ กฎที่รับมาจากภายนอกแล้วทำตามโดยไม่รู้ตัว เป็นข้อจำกัด ส่วนกฎที่ตั้งขึ้นเองโดยมีจุดประสงค์ชั่วคราว เป็นเครื่องมือ
.
Georges Perec นักเขียนชาวฝรั่งเศส เขียนนวนิยายทั้งเล่มชื่อ La Disparition โดยไม่ใช้ตัวอักษร e ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาฝรั่งเศส กลายเป็นหนึ่งในผลงานทดลองที่โด่งดังที่สุดในวรรณกรรมสมัยใหม่
.
จิตรกร Yves Klein จำกัดพาเลตของตัวเองเหลือสีเดียว ความจำกัดนี้นำไปสู่การค้นพบเฉดสีน้ำเงินที่ไม่มีใครเคยเห็น จนถูกตั้งชื่อว่า International Klein Blue
.
ผู้กำกับ Lars von Trier และเพื่อนร่วมงานตั้งกฎ Dogme 95 ห้ามใช้พร็อพที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่จริง ห้ามเสียงประกอบที่ไม่ใช่เสียงจากฉาก ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง ห้ามใช้ฟิลเตอร์เลนส์ สามปีหลังประกาศกฎ ภาพยนตร์ Festen ของ Thomas Vinterberg ได้รางวัล Jury Prize ที่ Cannes
.
หลักการที่อยู่เบื้องหลังคือ กฎที่ตั้งขึ้นเองทำหน้าที่บีบให้ออกจากเขตปลอดภัย ในชีวิตปกติ คนทำงานสร้างสรรค์จะกลับไปใช้วิธีที่คุ้นเคยโดยอัตโนมัติ เพราะมันเร็วกว่าและปลอดภัยกว่า กฎชั่วคราวคือการตัดทางสะดวกทิ้ง บังคับให้สมองหาทางใหม่
.
ที่สำคัญคือ กฎเหล่านี้เป็นเรื่องชั่วคราว ใช้สำหรับโปรเจกต์เดียว เมื่อเสร็จงานก็เลิก เพราะถ้าทำซ้ำๆ จะกลายเป็นกฎที่รับมาโดยไม่รู้ตัวอีกชั้นหนึ่ง
.
.
13. ความสำเร็จที่แท้ เกิดในความเงียบของจิตวิญญาณ
.
นิยามของความสำเร็จในหนังสือเล่มนี้ขัดกับนิยามทั่วไปโดยสิ้นเชิง รูบินบอกว่าความสำเร็จไม่ใช่ความนิยม ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่คำชื่นชมจากนักวิจารณ์ ความสำเร็จเกิดในความเป็นส่วนตัวของจิตวิญญาณ ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจปล่อยงานออกไป ก่อนที่จะได้ยินความเห็นจากใครสักคน เมื่อทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของงานออกมา เมื่อพอใจและพร้อมจะปล่อยมือ
.
นิยามนี้แยกสิ่งที่ควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ขึ้นอยู่กับตัวแปรนับไม่ถ้วนที่อยู่นอกการควบคุม จังหวะเวลาที่งานออก เหตุการณ์โลกที่เกิดในวันเดียวกัน อารมณ์ของวัฒนธรรม กระแสที่กำลังมา การที่งานของศิลปินใหญ่อีกคนออกในวันเดียวกัน ภัยพิบัติที่บังเอิญเกิดขึ้นในวันเปิดตัว
.
ถ้าวัดความสำเร็จด้วยตัวแปรเหล่านี้ ความสำเร็จก็กลายเป็นเรื่องของโชค แต่ถ้าวัดด้วยคุณภาพภายในของงาน ความสำเร็จกลายเป็นเรื่องที่ควบคุมได้
.
ประเด็นรองที่แหลมคมในบทนี้ รูบินสังเกตว่าศิลปินจำนวนมากใฝ่หาความสำเร็จภายนอกโดยหวังว่ามันจะเติมเต็มความว่างเปล่าภายใน หวังว่ามันจะรักษาความรู้สึกไม่ดีพอ แต่เมื่อความสำเร็จมาถึง ส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างที่โฆษณาไว้ และศิลปินคนนั้นมักจะรู้สึกว่างเปล่าเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม เพราะเดิมพันสูงขึ้น แรงกดดันมากขึ้น
.
อีกประเด็นในบทนี้คือ แฟนคลับที่ภักดี อาจกลายเป็นคุกได้ นักดนตรีที่เริ่มทำเพลงแนวหนึ่งเพราะรักมัน และประสบความสำเร็จในแนวนั้น พอรสนิยมเปลี่ยน เขาอาจรู้สึกถูกผูกมัดกับวิธีเก่า เพราะมีผู้จัดการ นักประชาสัมพันธ์ เอเจนต์ และอีกหลายคนที่มีผลประโยชน์ในความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของเขา ในระดับส่วนตัว เขาอาจผูกตัวตนของตัวเองเข้ากับสไตล์งานในอดีต
.
.
14. ความรักผลักดันได้ไกลกว่าการแข่งขัน
.
ในบท Non-Competition รูบินสังเกตว่าการแข่งขันกับศิลปินคนอื่นเป็นพลังที่สั่นในความถี่ต่ำ การอยากทำงานให้ดีกว่าคนอื่น หรือทำงานเพื่อให้คนอื่นรู้สึกด้อยกว่า ไม่ค่อยให้ผลลัพธ์เป็นงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เหตุผลคือพลังงานที่ผลักดันมาจากการเปรียบเทียบ ไม่ได้มาจากการแสดงออก
.
แต่มีการแข่งขันอีกประเภทที่ทำงานได้ คือเมื่อเห็นงานชั้นเยี่ยมของคนอื่น แล้วรู้สึกอยากยกระดับงานของตัวเอง รูบินใช้คำว่า rising to meet ยืดตัวขึ้นไปหา ความรู้สึกที่ว่า "งานนี้สวยจัง ฉันก็อยากทำอะไรแบบนี้บ้าง"
.
มีเรื่องเล่าหนึ่งที่ทรงพลัง เมื่อ Brian Wilson แห่ง Beach Boys ฟังอัลบั้ม Rubber Soul ของ Beatles เป็นครั้งแรก เขาประทับใจจนคิดว่า "ถ้าฉันจะทำอะไรในชีวิต ฉันจะทำอัลบั้มดีๆ แบบนี้" ไม่ใช่ว่าจะทำให้ดีกว่า แต่จะทำให้ดีเท่า หลังจากนั้นเขาเริ่มเขียนเพลง God Only Knows อัลบั้มที่ตามมาคือ Pet Sounds
.
เมื่อ Paul McCartney ฟัง Pet Sounds เขาประทับใจจนน้ำตาคลอ บอกว่า God Only Knows คือเพลงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา The Beatles เปิด Pet Sounds ฟังซ้ำๆ ระหว่างทำอัลบั้มถัดไป ซึ่งกลายเป็น Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band George Martin โปรดิวเซอร์ของ Beatles พูดประโยคที่อยู่ในประวัติศาสตร์ดนตรีว่า "ถ้าไม่มี Pet Sounds ก็ไม่มี Sgt. Pepper"
.
นี่คือความรักร่วมกันที่ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายไปสูงขึ้น ต่างจากการอยากเอาชนะ เพราะการอยากเอาชนะคือการลด ส่วนความรักคือการเพิ่ม ทั้งสองวงไม่ได้พยายามทำให้กันและกันดูแย่ลง แต่พยายามทำให้กันและกันรู้สึกว่าต้องทำให้ดีขึ้น
.
ส่วนการแข่งขันกับตัวเองในอดีต รูบินย้ำว่าไม่ใช่เพื่อเอาชนะงานเก่า งานเก่าและงานใหม่เป็นภาพถ่ายของคนละช่วงเวลา ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ การแข่งขันกับตัวเองที่มีประโยชน์คือ growth over superiority การเติบโต ไม่ใช่ความเหนือกว่า
.
.
15. งานหนึ่งชิ้นคือหน้าหนึ่งในไดอารี่ทั้งเล่มของชีวิต
.
รูบินบอกตรงๆ ว่าไม่มีสูตรหรือวิธีที่จะตอบคำถามว่างานเสร็จเมื่อไหร่ มันคือสัญชาตญาณ งานเสร็จเมื่อรู้สึกว่ามันเสร็จ
.
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือการวิเคราะห์ว่าทำไมหลายคนถึงไม่กล้าจบงาน รูบินเสนอว่ามันคืออาการกลัวความถาวร ความกลัวว่าเมื่อปล่อยงานออกไปแล้ว มันจะกำหนดตัวตนของเราตลอดไป ขณะที่งานยังไม่จบ ดินยังนิ่ม ทุกอย่างยังเปลี่ยนได้ พอจบแล้ว ดินจะแข็งตัว เหลือแค่สิ่งที่ตัดสินใจแล้ว
.
ในช่วงท้ายของโปรเจกต์ ศิลปินจำนวนมากจะเริ่มหาข้ออ้างเพื่อยืดเวลา การสูญเสียศรัทธาในงานทันใด การตัดสินใจว่ามันไม่ดีพอ การพบข้อบกพร่องที่จริงๆ ไม่มี การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ไม่มีนัยสำคัญ ความรู้สึกว่ามีทิศทางที่ดีกว่าซ่อนอยู่และต้องสำรวจอีกหน่อย ทั้งหมดนี้คือกลไกป้องกันตัวเอง ไม่ใช่การประเมินงานจริงๆ
.
รูบินใช้ภาพเปรียบหนึ่งที่ปลดล็อกความกลัวนี้ งานชิ้นนี้ไม่ใช่ตัวแทนของตัวตนทั้งหมด มันคือภาพสะท้อนของช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นเหมือนหน้าบันทึกในไดอารี่ ไดอารี่ทั้งเล่มคือชีวิต หน้าหนึ่งคืองานชิ้นหนึ่ง ไม่มีไดอารี่เล่มไหนที่หน้าเดียวสรุปได้ทั้งชีวิต
.
อีกมุมหนึ่งคือเรื่องเวลา ถ้ารอให้งานสมบูรณ์แบบ มันจะไม่ใช่ภาพสะท้อนของวันนี้แล้ว ในอีกหนึ่งปี ตัวเองที่เปลี่ยนไปอาจสร้างงานที่ไม่เหมือนชิ้นนี้เลย ความสะท้อนของช่วงเวลามีอายุของมัน การยึดงานไว้นานเกินไป ทำให้เนื้อหาของช่วงเวลานั้นจางหายไป จนปล่อยออกมาแล้วก็ไม่ใช่ตัวเองในวันที่สร้างอีกต่อไป
.
รูบินทิ้งคำถามหนึ่งไว้ในบทนี้ "หน้ากระดาษไดอารี่อีกกี่หน้าจะถูกทิ้งว่างเปล่า เพราะกระบวนการของคุณถูกทำให้หม่นมัวด้วยความลังเลและความสงสัย"
.
"ศิลปะเดียวที่โลกได้เห็นคือศิลปะของผู้สร้างที่ผ่านอุปสรรคเหล่านี้และปล่อยงานออกมา บางทีอาจมีศิลปินที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เรารู้จัก แต่พวกเขาไม่เคยกล้ากระโดดข้ามอุปสรรคนี้"
.
หนังสือทั้งเล่มอาจสรุปได้ดังนี้ครับ เปลี่ยนงานจาก output เป็นวิธีดำรงอยู่ คนทั่วไปคิดว่างานสร้างสรรค์คือสิ่งที่ผลิตออกมา รูบินเสนอว่างานสร้างสรรค์คือวิธีการมีชีวิตอยู่ในโลกตลอดทั้งวัน วิธีการรับรู้ วิธีการเลือก และวิธีการอยู่กับสิ่งต่างๆ
.
.
.
.
#SuccessStrategies

