25 ข้อคิดจาก The 7 Habits of Highly Effective People เขียนโดย Stephen R. Covey
สตีเฟ่น โควีย์ ใช้เวลากว่ายี่สิบห้าปีศึกษาวรรณกรรมเรื่อง "ความสำเร็จ" ที่พิมพ์ออกมาในอเมริกาตั้งแต่ปี 1776 และค้นพบสิ่งที่น่าตกใจ
.
ในช่วงร้อยห้าสิบปีแรกของอเมริกา หนังสือพัฒนาตนเองพูดถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า "จริยศาสตร์แห่งอุปนิสัย" (Character Ethic) คือคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ ความถ่อมตน ความขยัน ความกล้าหาญ ความยุติธรรม ความอดทน และกฎทองของการปฏิบัติต่อผู้อื่น โควีย์เชื่อว่าหลักการเหล่านี้คือกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ที่อยู่นอกเหนือกาลเวลาและวัฒนธรรม เหมือนกฎแรงโน้มถ่วงที่ใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าจะรู้จักมันหรือไม่
.
แต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โลกของความสำเร็จเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า "จริยศาสตร์แห่งบุคลิกภาพ" (Personality Ethic) ความสำเร็จกลายเป็นเรื่องของเทคนิคทางสังคม ภาพลักษณ์ ทักษะการพูดคุย และทัศนคติเชิงบวกแบบฉาบฉวย
.
โควีย์มองว่าทางเลือกที่สองนี้คือทางลัดที่ไม่มีอยู่จริง เพราะคุณไม่สามารถปลูกผลไม้บนรากเน่า เขาเสนอทางเลือกที่เขาเรียกว่า "Inside-Out" คือการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากภายในก่อน
.
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1989 ขายไปกว่าสี่สิบล้านเล่มทั่วโลก แปลเป็นมากกว่าสี่สิบภาษา ยังคงเป็นหนึ่งในหนังสือพัฒนาตนเองที่หลายคนยกให้เป็น "ดีที่สุดตลอดกาล" และต่อไปนี้คือ 25 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
.
.
======================
.
1. รากฐานแห่งอุปนิสัยสำคัญกว่ารากฐานแห่งบุคลิกภาพ
.
โควีย์ค้นพบว่า ในช่วงร้อยห้าสิบปีแรกของวรรณกรรมความสำเร็จในอเมริกา ตั้งแต่หนังสือของเบนจามิน แฟรงคลินเป็นต้นมา สิ่งที่ผู้เขียนพูดถึงคือคุณธรรมพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ความซื่อสัตย์ ความถ่อมตน ความขยัน ความกล้าหาญ ความเรียบง่าย และกฎทอง
.
แต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โลกหันไปหาทักษะการเข้าสังคม เทคนิคจัดการความสัมพันธ์ ภาพลักษณ์ และทัศนคติเชิงบวก โควีย์มองว่าทางเลือกแบบหลังคือการ "ทาสีลายไม้บนกระดาษกาว" ภายนอกอาจดูเหมือนต้นไม้ แต่รากแก่นไม่มีอยู่จริง
.
ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่น่าเชื่อถือจริงๆ เทคนิคไหนก็ไม่สามารถปลอมความน่าเชื่อถือให้ถาวรได้ ปัญหาคือคนเรามักไม่อยากทำสิ่งที่ใช้เวลา จึงไปหาทางลัดในรูปของเทคนิค ทั้งที่ทางลัดเหล่านั้นในระยะยาวคือทางอ้อมที่สุด
.
.
2. หลักการคือกฎธรรมชาติของชีวิต
.
โควีย์อ้างเรื่องของกัปตันเรือคืนหนึ่งในหมอกหนา เห็นแสงสว่างวาบมาจากเส้นทางตรงข้าม กัปตันสั่งให้ส่งสัญญาณบอกฝ่ายตรงข้ามให้เปลี่ยนเส้นทางยี่สิบองศาทางเหนือ คำตอบกลับมาว่า "ท่านสิที่ต้องเปลี่ยนยี่สิบองศาทางใต้" กัปตันโกรธ ส่งสัญญาณอีก "นี่คือกัปตัน สั่งให้ท่านเปลี่ยนทิศทาง" คำตอบกลับมา "ผมคือพลทหารชั้นสอง ท่านต้องเปลี่ยนทิศทาง"
.
กัปตันโมโหสุด ส่งสัญญาณรอบสุดท้าย "นี่คือเรือรบ" คำตอบกลับมา "นี่คือประภาคาร"
.
หลักการก็เหมือนประภาคาร มันไม่หลบทางให้ใคร ไม่มีใครต่อรองกับมันได้ คุณจะหลีกเลี่ยงมัน ฝ่าฝืนมัน ปฏิเสธมัน หรือเชื่อว่ามันไม่มีอยู่ก็ตาม สุดท้ายชีวิตคุณก็จะชนเข้ากับมันอยู่ดี ความสำเร็จคือการอยู่อย่างสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ ไม่ใช่การต่อรองกับมัน
.
.
3. คุณไม่สามารถเก็บเกี่ยวก่อนหว่าน
.
นี่คือสิ่งที่โควีย์เรียกว่า "หลักการของฟาร์ม" ในระบบโรงเรียน นักเรียนอาจอ่านหนังสือคืนเดียวก่อนสอบแล้วผ่านได้ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีนักการเกษตรคนไหนเลื่อนการไถดินไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ แล้วเร่งหว่านในสัปดาห์เดียวก่อนเก็บเกี่ยว
.
ฟาร์มคือระบบธรรมชาติ คุณต้องจ่ายราคาทุกขั้นตอน ทุกฤดูกาล กระบวนการนี้บีบบังคับคุณ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ก็เป็นแบบนั้น คุณอบรมลูกไม่ได้ในคืนเดียว สร้างคู่ครองที่รักไม่ได้ในสัปดาห์เดียว เปลี่ยนแปลงทีมงานไม่ได้ด้วยคำพูดเดียว มีกฎธรรมชาติของการเติบโต ใครพยายามข้ามขั้นจะพบว่าสิ่งที่ได้นั้นเปราะบางและพังทลายเมื่อมีแรงกดดัน
.
.
4. ประสิทธิผลคือสมดุลระหว่าง P และ PC
.
โควีย์เล่านิทานอีสปเรื่องห่านกับไข่ทองคำ ชาวนาคนหนึ่งพบไข่ทองคำในรังของห่านที่เลี้ยงไว้ วันต่อมาก็พบอีกฟอง วันต่อๆ มาก็พบฟองทุกวัน เขารวยขึ้นทุกที แต่ความโลภเริ่มก่อตัว เขาเริ่มไม่อยากรอวันละฟอง จึงตัดสินใจฆ่าห่านเพื่อเอาไข่ทั้งหมดออกมาในครั้งเดียว
.
แต่เมื่อผ่าท้องห่านออกมา กลับว่างเปล่า เขาฆ่าตัวการที่ผลิตไข่ทองคำเสียแล้ว ประสิทธิผลที่แท้จริงคือสมดุลระหว่างผลที่ได้ (P คือ Production) และความสามารถในการผลิตผลนั้น (PC คือ Production Capability)
.
ในชีวิตจริง คนมักทุ่มเทกับการเก็บเกี่ยวจนลืมรักษาห่าน ทำงานหนักจนสุขภาพพัง ขอลูกค้ามากจนความสัมพันธ์เสีย เคี่ยวเข็ญลูกจนจิตใจของเขาแตกร้าว ผลที่ได้ในระยะสั้นกลายเป็นความสูญเสียในระยะยาว สมดุลระหว่าง P และ PC คือกฎธรรมชาติของประสิทธิผลที่ยั่งยืน
.
.
5. การเติบโตของมนุษย์มีสามขั้น
.
โควีย์เสนอแผนภาพที่เขาเรียกว่า Maturity Continuum
.
ขั้นที่หนึ่งคือ Dependence (พึ่งพา) คือกระบวนทัศน์ของ "คุณ" คุณดูแลฉัน คุณรับผิดชอบฉัน คุณคือคนที่ผิดถ้าฉันล้มเหลว
.
ขั้นที่สองคือ Independence (เป็นอิสระ) คือกระบวนทัศน์ของ "ฉัน" ฉันทำได้ ฉันรับผิดชอบ ฉันพึ่งตัวเอง
.
ขั้นที่สามคือ Interdependence (พึ่งพาอาศัยกัน) คือกระบวนทัศน์ของ "เรา" เราทำได้ เราร่วมมือกัน เราเอาความสามารถมารวมกันเพื่อสร้างสิ่งที่ใหญ่กว่าคนเดียวจะทำได้
.
สังคมร่วมสมัยยกย่อง Independence สูงสุด ราวกับว่ามันคือจุดหมายปลายทาง แต่โควีย์ชี้ว่า Interdependence คือขั้นที่สูงกว่า มีแต่คนที่เป็นอิสระจริงๆ เท่านั้น ที่เลือก Interdependence ได้ คนที่ยังพึ่งพาทำไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีอะไรในตัวเองให้ร่วมมือกับใคร
.
นิสัยที่หนึ่ง สอง สาม คือ Private Victories ที่พาเราจากพึ่งพาสู่เป็นอิสระ
.
ประกอบด้วย Be Proactive (เลือกการตอบสนองของตัวเอง) Begin with the End in Mind (เริ่มด้วยภาพปลายทาง) และ Put First Things First (ทำสิ่งสำคัญก่อน)
.
นิสัยที่สี่ ห้า หก คือ Public Victories ที่พาเราจากเป็นอิสระสู่พึ่งพาอาศัยกัน
.
ประกอบด้วย Think Win/Win (คิดให้ทุกฝ่ายชนะ) Seek First to Understand, Then to Be Understood (เข้าใจก่อน แล้วค่อยให้เข้าใจ) และ Synergize (ผนึกพลัง)
.
ส่วนนิสัยที่เจ็ดคือ Sharpen the Saw (ลับเลื่อย) ที่ห่อหุ้มนิสัยทั้งหกข้อ เป็นการฟื้นฟูตัวเองอย่างสม่ำเสมอใน 4 มิติของชีวิต (กาย จิตวิญญาณ จิตใจ สังคมและอารมณ์) ที่ทำให้นิสัยอื่นทั้งหมดเป็นไปได้ และสร้างเกลียวขดของการเติบโตที่พาเราขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
.
.
6. ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง คือเสรีภาพในการเลือก
.
วิคเตอร์ แฟรงเคิล จิตแพทย์ชาวยิวที่ถูกจับเข้าค่ายกักกันนาซี เห็นพ่อแม่ พี่ชาย และภรรยาตายในเตาแก๊ส ตัวเขาเองถูกทรมานและไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้าย แต่ในห้องเล็กที่เขาเปลือยกายและโดดเดี่ยว เขาตระหนักถึงสิ่งที่เรียกว่า "เสรีภาพสุดท้ายของมนุษย์"
.
มันคือเสรีภาพในการเลือกท่าทีของตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกนาซีควบคุมร่างกายของเขาได้ แต่ระหว่างสิ่งที่กระทำต่อเขา และการตอบสนองของเขา มีช่องว่างเล็กๆ ที่เขาเป็นผู้ตัดสิน เขาฝึกใช้จินตนาการเห็นภาพตัวเองสอนหนังสือนักเรียนหลังออกจากค่าย แล้วเสรีภาพเล็กๆ นั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ จนเขามีเสรีภาพมากกว่าผู้คุมเสียอีก
.
หลักการนี้คือฐานของนิสัยที่หนึ่ง ทุกครั้งที่คุณรู้สึกว่าถูกบังคับให้ตอบสนองในแบบใดแบบหนึ่ง จงจำว่าคุณมีช่องว่างเล็กๆ นั้นเสมอ และในช่องว่างนั้นคือพลังของคุณ
.
.
7. Be Proactive คือการเลือกค่านิยมแทนความรู้สึก
.
คนที่เป็น Reactive ปล่อยให้สิ่งเร้าควบคุมการตอบสนอง อากาศดีก็รู้สึกดี อากาศไม่ดีก็หงุดหงิด ใครพูดดีก็อารมณ์ดี ใครพูดไม่ดีก็โกรธ ชีวิตของพวกเขาถูกบงการโดยสภาพแวดล้อมและอารมณ์ของผู้อื่น
.
แต่คนที่ Proactive นำพา "อากาศของตัวเอง" ไปด้วย พวกเขาขับเคลื่อนด้วยค่านิยมที่คิดมาแล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกชั่วครู่
.
โควีย์เสนอวิธีง่ายๆ ในการตรวจสอบว่าคุณ Reactive หรือ Proactive คือฟังภาษาของตัวเอง
.
ภาษาของคน Reactive คือ "ฉันก็เป็นแบบนี้ ทำอะไรไม่ได้" "เขาทำให้ฉันโกรธ" "ฉันต้องทำอย่างนี้" "ถ้าเพียงแต่..." "ฉันไม่มีเวลา" ทุกประโยคโยนความรับผิดชอบออกไปข้างนอก
.
ส่วนภาษาของคน Proactive คือ "ฉันเลือก" "ฉันชอบ" "ฉันจะ" "มีทางที่ดีกว่า" "ลองดูทางเลือกของฉัน" นักเรียนคนหนึ่งเคยมาบอกโควีย์ว่า "ผมต้องไปแข่งเทนนิส ขอลาเรียน" โควีย์ถาม "คุณต้องไป หรือเลือกที่จะไป" "ผมต้องไป" "ถ้าไม่ไปล่ะ" "พวกเขาจะตัดผมออกจากทีม" "คุณชอบผลที่ตามมาแบบนั้นไหม" "ไม่ชอบ" "งั้นคุณเลือกไปเพราะอยากอยู่ในทีม ไม่ใช่ต้องไป" ภาษาเปลี่ยนความหมายของชีวิต และความหมายเปลี่ยนการกระทำ
.
.
8. ทำงานในวงอิทธิพล ไม่ใช่วงกังวล
.
ในชีวิตคนเรามี "วงกังวล" คือสิ่งที่เราใส่ใจ ทั้งสุขภาพ ลูก เศรษฐกิจ การเมือง สงคราม และยังมีอีก "วงอิทธิพล" คือสิ่งที่เราทำอะไรได้จริงๆ
.
คน Reactive ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวงกังวล วิจารณ์รัฐบาล บ่นเศรษฐกิจ ตำหนิเจ้านาย พลังงานของพวกเขาเป็นลบ และผลคือวงอิทธิพลของพวกเขาหดลง
.
คน Proactive โฟกัสที่วงอิทธิพล ทำสิ่งที่ทำได้จริง พลังงานของพวกเขาเป็นบวก และวงอิทธิพลก็ขยาย คานธียืนยันหลักการนี้ ในขณะที่ผู้นำคนอื่นในรัฐสภานั่งวิจารณ์อังกฤษอยู่ในวงกังวล คานธีออกไปทำงานในนาข้าวกับชาวบ้าน สร้างความไว้วางใจทีละน้อย ในที่สุด คนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองคนนี้ ทำให้จักรวรรดิอังกฤษคุกเข่าด้วยพลังของวงอิทธิพลที่เขาขยายอย่างเงียบๆ
.
.
9. แยกแยะปัญหาเป็นสามประเภท
.
โควีย์แบ่งปัญหาที่เราเผชิญออกเป็นสามประเภท
.
หนึ่งคือปัญหาควบคุมโดยตรง คือปัญหาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของเราเอง
.
สองคือปัญหาควบคุมโดยอ้อม คือปัญหาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้อื่น
.
สามคือปัญหาควบคุมไม่ได้ คือสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้เลย เช่น อดีตของเรา หรือสภาพการณ์ที่กำหนดไว้แล้ว
.
วิธีแก้ปัญหาแต่ละประเภทต่างกัน ปัญหาควบคุมโดยตรงแก้ด้วยการเปลี่ยนนิสัยของเรา ปัญหาควบคุมโดยอ้อมแก้ด้วยการเปลี่ยนวิธีการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น ส่วนปัญหาควบคุมไม่ได้ ทางออกอยู่ที่การเปลี่ยนสีหน้าของเราเอง คือยอมรับมันอย่างสงบ อย่าให้มันมีอำนาจเหนือเรา
.
มีคำกล่าวคลาสสิคคือ ขอประทานความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้ ขอความสงบที่จะยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ และขอปัญญาที่จะแยกแยะความต่างระหว่างสองสิ่งนี้
.
.
10. ความผิดพลาดและการคืนสภาพหลังจากผิดพลาด
.
ลูกชายของโควีย์เป็นควอเตอร์แบ็คในทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัย เขาเรียนรู้ที่จะดีดสายรัดข้อมือทุกครั้งหลังเล่นพลาด เพื่อเป็นสัญญาณทางจิตใจให้รีเซ็ตตัวเอง ความผิดพลาดครั้งสุดท้ายจะได้ไม่กระทบความตั้งใจและการเล่นในจังหวะต่อไป
.
โควีย์กล่าวว่า ทุกความผิดพลาดอยู่ในวงกังวล เราคืนสภาพมันไม่ได้ แก้ไม่ได้ ควบคุมผลที่ตามมาไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือยอมรับมัน เรียนรู้จากมัน และเดินต่อ
.
การไม่ยอมรับความผิดพลาดคือความผิดพลาดอีกชั้นหนึ่ง คือการเริ่มต้นเส้นทางของการหลอกตัวเอง การหาเหตุผลให้ตัวเอง การสร้างคำโกหกเพื่อปกป้องอัตตา ผลคือบาดแผลแรกได้รับอำนาจเพิ่มขึ้นจนเกินสัดส่วน ที.เจ. วัตสัน ผู้ก่อตั้ง IBM กล่าวไว้ว่า "ความสำเร็จอยู่อีกฝั่งของความล้มเหลว"
.
.
11. ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นสองครั้ง
.
ก่อนสร้างบ้าน ช่างไม้สร้างมันในใจก่อน วาดแบบ คำนวณ จินตนาการห้องครัวที่แม่จะยืนทำกับข้าว ระเบียงที่ลูกจะวิ่งเล่น ห้องนั่งเล่นที่ครอบครัวจะรวมกัน นี่คือ "การสร้างครั้งแรก" ที่เกิดในจิตใจ
.
จากนั้นจึงตอกตะปูเปลี่ยนแบบให้เป็นบ้านจริง คือ "การสร้างครั้งที่สอง" ที่เกิดทางกายภาพ
.
ปัญหาคือคนส่วนมากใช้ชีวิตโดยข้ามการสร้างครั้งแรก พวกเขาวิ่งวุ่นในการสร้างครั้งที่สองโดยไม่รู้ว่ากำลังสร้างอะไร แล้ววันหนึ่งก็พบว่าตัวเองปีนบันไดแห่งความสำเร็จขึ้นไปจนสูง ก่อนจะตระหนักว่าบันไดนั้นพิงผิดกำแพง ความยุ่งไม่เท่ากับประสิทธิผล คุณอาจขยันมาก อาจรวดเร็วมาก แต่ถ้ามุ่งไปผิดทิศ ก้าวเร็วเท่าไรก็ยิ่งห่างจากที่หมายเท่านั้น
.
โควีย์เชิญผู้อ่านทำการทดลองทางความคิด ลองจินตนาการว่ากำลังเดินเข้างานศพ ได้ยินเสียงเพลงนุ่มๆ เห็นใบหน้าญาติมิตร แล้วเดินไปดูในโลง พบว่าคนในโลงคือตัวเอง
.
งานศพของตัวเอง มีคนสี่คนพูดคำอำลา หนึ่งคนจากครอบครัว หนึ่งคนจากเพื่อน หนึ่งคนจากที่ทำงาน และหนึ่งคนจากชุมชนที่คุณไปช่วยเหลือ คุณอยากให้พวกเขาพูดอะไรเกี่ยวกับคุณ คุณอยากให้คนจดจำคุณในฐานะพ่อแบบไหน เพื่อนแบบไหน เพื่อนร่วมงานแบบไหน คนของชุมชนแบบไหน
.
คำตอบเหล่านี้คือนิยามความสำเร็จของคุณที่แท้จริง และมันอาจต่างจากสิ่งที่คุณคิดมาตลอด ชื่อเสียง ตำแหน่ง เงินทอง อาจไม่ใช่กำแพงที่ถูกต้องเลยก็ได้ การเริ่มต้นด้วยภาพปลายทางในใจ คือการรู้ว่าคุณจะไปไหน ก่อนจะรู้ว่าคุณอยู่ไหน
.
.
12. ภาวะผู้นำคือสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนการบริหารคือทำสิ่งให้ถูกต้อง
.
ปีเตอร์ ดรักเกอร์และวาร์เรน เบนนิส มีคำกล่าวที่โควีย์ชอบมาก
.
ลองนึกภาพกลุ่มคนกำลังถางป่าด้วยมีดในป่าทึบ พวกผู้ผลิตคือคนที่ฟันต้นไม้ พวกผู้บริหารคือคนที่ลับมีด เขียนคู่มือ จัดตารางการทำงาน ออกแบบโบนัส ส่วนผู้นำคือคนที่ปีนต้นไม้สูงที่สุด มองออกไปทั่วทั้งบริเวณ แล้วตะโกนว่า "เราอยู่ผิดที่!"
.
คำตอบที่ผู้ผลิตและผู้บริหารตอบบ่อยที่สุดคือ "หุบปาก เรากำลังก้าวหน้า" หลายธุรกิจล้มเหลวไม่ใช่เพราะการบริหารไม่ดี แต่เพราะขาดผู้นำที่กล้าพูดว่าทิศทางผิด การบริหารที่มีประสิทธิภาพโดยปราศจากผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เหมือนการจัดเก้าอี้ดาดฟ้าเรือไททานิคให้เรียงเป็นระเบียบ
.
.
13. ทุกอย่างเริ่มจาก "ศูนย์กลาง" ของคุณ
.
โควีย์อธิบายว่า ทุกคนมีศูนย์กลางในชีวิต
.
บางคนเอาคู่ครองเป็นศูนย์กลาง ทำให้พวกเขาเปราะบางต่ออารมณ์ของคู่, บางคนเอาครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ทำให้ต้องการให้ลูกชอบ จนยอมตามใจลูกแบบไม่มีหลักการ, บางคนเอาเงินทองเป็นศูนย์กลาง ทำให้รู้สึกด้อยเมื่ออยู่กับคนที่รวยกว่า รู้สึกเหนือกว่าเมื่ออยู่กับคนที่จนกว่า, บางคนเอาการงาน ความสุข เพื่อน ศัตรู หรือศาสนาเป็นศูนย์กลาง
.
ปัญหาคือศูนย์กลางทั้งหมดเหล่านี้ผันผวน เงินอาจหมด คู่ครองอาจจากไป งานอาจล้มเหลว เพื่อนอาจเปลี่ยนใจ เมื่อศูนย์กลางสั่นคลอน ชีวิตทั้งหมดก็สั่น
.
โควีย์เสนอให้ใช้ "หลักการ" เป็นศูนย์กลาง คือกฎธรรมชาติของความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความเมตตา ความขยัน หลักการเหล่านี้ไม่เปลี่ยน ไม่หักหลังเรา ไม่ตายจากเรา เมื่อชีวิตยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง ความปลอดภัย แนวทาง ปัญญา และอำนาจ จะมาจากที่เดียวกัน คือจากภายใน
.
.
14. แบ่งสิ่งที่ต้องทำตาม "ด่วน" และ "สำคัญ"
.
นิสัยที่สามคือ Put First Things First หรือทำสิ่งสำคัญก่อน
.
โควีย์เสนอเครื่องมือที่เรียกว่า Time Management Matrix แบ่งเป็นสี่ช่อง
.
ช่องที่หนึ่งคือด่วนและสำคัญ เช่น วิกฤต ปัญหาเร่งด่วน เส้นตายงาน
.
ช่องที่สองคือสำคัญแต่ไม่ด่วน เช่น การวางแผนระยะยาว การสร้างความสัมพันธ์ การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่
.
ช่องที่สามคือด่วนแต่ไม่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ที่ดังขัดจังหวะ การประชุมที่ไม่จำเป็น คำขอของคนอื่นที่ด่วนสำหรับเขาแต่ไม่สำคัญสำหรับเรา
.
ช่องที่สี่คือไม่ด่วนและไม่สำคัญ เช่น การดูทีวีไร้สาระ การไถมือถือเล่น
.
คนที่ใช้ชีวิตในช่องที่หนึ่งและสี่ตลอดเวลาคือคนที่จัดการชีวิตด้วยวิกฤต ทำงานหามรุ่งหามค่ำกับเรื่องด่วน แล้วหนีไปฟุบหน้าจอเมื่อล้า
.
.
15. คำตอบของชีวิตที่มีคุณภาพอยู่ในช่องที่สอง
.
ประสิทธิผลที่แท้จริงอยู่ในช่องที่สอง คือสิ่งที่สำคัญแต่ไม่ด่วน โควีย์อ้างปีเตอร์ ดรักเกอร์ที่กล่าวว่า คนที่มีประสิทธิผลไม่ได้คิดในแง่ของปัญหา แต่คิดในแง่ของโอกาส พวกเขาเลี้ยงโอกาส และอดอาหารปัญหา พวกเขาคิดเชิงป้องกัน
.
พวกเขามีวิกฤตในช่องที่หนึ่งจริงๆ ที่ต้องจัดการ แต่จำนวนน้อยกว่าคนอื่นมาก เพราะพวกเขาทุ่มเวลาให้กับกิจกรรมในช่องที่สองที่สร้างความสามารถระยะยาว
.
ปัญหาคือเวลาในช่องที่สองไม่ได้ลอยมาเอง ต้องไปแย่งจากช่องที่สามและสี่ คือต้องเรียนรู้ที่จะพูด "ไม่" ต่อสิ่งที่ดูเหมือนด่วนแต่ไม่สำคัญ การจะพูด "ไม่" ได้อย่างสง่างาม ต้องมี "ใช่" ที่ลุกโพลงอยู่ในใจก่อน ใช่ที่ยิ่งใหญ่กว่า สำคัญกว่า และทำให้การปฏิเสธสิ่งอื่นกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
.
.
16. มอบหมายงานแบบ Stewardship Delegation
.
โควีย์เล่าเรื่องลูกชายของเขาที่เพียงเจ็ดขวบ ได้รับมอบหมายให้ดูแลสนามหญ้าของบ้าน เขาไม่ได้บอกลูกว่าตัดหญ้าอย่างไร รดน้ำตอนไหน ใช้เครื่องไหน แต่บอกว่ามาตรฐานความสำเร็จคืออะไร
.
"เขียวและสะอาด" จากนั้นพาลูกไปดูสนามของเพื่อนบ้าน "นี่คือเขียว นี่คือสะอาด ไม่มีกระดาษ ไม่มีเชือก ไม่มีใบไม้ขยะ" และบอกว่า "ส่วนวิธีการ ลูกตัดสินใจเอง"
.
นี่คือสิ่งที่โควีย์เรียกว่า Stewardship Delegation คือมอบหมายที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ที่วิธีการ ตรงข้ามกับ Gofer Delegation ที่บอกทำอันนี้ ไปอันนั้น เอาอันนี้
.
คนที่มอบหมายแบบ Stewardship Delegation จะลงทุนเวลามากในช่วงต้น เพื่ออธิบายผลลัพธ์ที่คาดหวัง ทรัพยากรที่ใช้ได้ มาตรฐานการประเมิน และผลที่ตามมา จากนั้นปล่อยให้ผู้รับมอบหมายเป็นผู้ตัดสินใจวิธีการเอง ผลคือเขาสร้างคนได้ ไม่ใช่แค่ใช้คน
.
.
17. กระบวนทัศน์ Win/Win คือกรอบความคิดของการพึ่งพาอาศัยกัน
.
เมื่อเข้าสู่กลุ่มนิสัยที่เกี่ยวกับการอยู่กับผู้อื่น โควีย์เสนอกระบวนทัศน์ Win/Win คือคิดที่จะให้ทุกฝ่ายชนะ เป็นปรัชญาของการมีปฏิสัมพันธ์
.
คนส่วนใหญ่ถูกเขียนสคริปต์มาตั้งแต่เด็กให้คิด Win/Lose เด็กเรียนรู้ว่าคุณค่าของฉันอยู่ที่การชนะคนอื่น ในโรงเรียน ในกีฬา ในกฎหมาย ในธุรกิจ ทุกที่ส่งสารเดียวกัน ว่าชีวิตคือเกมที่มีคนหนึ่งชนะ คนหนึ่งแพ้
.
แต่ในความเป็นจริง สิ่งสำคัญในชีวิตส่วนใหญ่คือการพึ่งพาอาศัยกัน
.
โควีย์เล่าเรื่องประธานบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ที่ขายระบบให้ธนาคารหนึ่งด้วยสัญญาห้าปี
.
ประธานธนาคารคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งและพบว่าทีมงานต่อต้านการเปลี่ยนระบบ เขาบอกประธานบริษัทซอฟต์แวร์ว่าทำไม่ได้แล้ว ประธานบริษัทซอฟต์แวร์รู้ดีว่าตามกฎหมายเขาบังคับสัญญาได้ และตัวบริษัทเองก็กำลังเดือดร้อนทางการเงิน แต่เขาตอบไปว่า "เรามีสัญญากันก็จริง แต่ผมเห็นว่าท่านไม่สบายใจ ดังนั้นเราจะคืนสัญญา คืนเงินมัดจำ และถ้าวันหนึ่งท่านสนใจซอฟต์แวร์อีก กรุณากลับมาหาเรา"
.
เขายอมเสียสัญญามูลค่าแปดหมื่นสี่พันดอลลาร์ในช่วงที่บริษัทใกล้ล้ม สามเดือนต่อมา ประธานธนาคารโทรมาบอกว่าต้องการเปลี่ยนระบบประมวลผลข้อมูล และต้องการทำธุรกิจกับเขา
.
สัญญาใหม่มีมูลค่าสองแสนสี่หมื่นดอลลาร์ Win/Win or No Deal คือการยอมบอก "ถ้าเราหาทางที่ทั้งคู่ชนะไม่ได้ เราตกลงว่าจะไม่ตกลงกัน อย่างสุภาพ" แล้วเสรีภาพจะเกิดขึ้น เพราะคุณไม่ต้องบีบใคร ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องอำพรางวาระของตัวเอง
.
.
18. หลักการของบัญชีอารมณ์
.
ในความสัมพันธ์ของมนุษย์ มีสิ่งที่โควีย์เรียกว่า Emotional Bank Account คือบัญชีความไว้วางใจที่เราสร้างขึ้นกับอีกคน ทุกครั้งที่เรามีน้ำใจ ซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ฟังด้วยใจ เราฝากเงินเข้าบัญชี ทุกครั้งที่เราไม่ให้เกียรติ ขัดจังหวะ ตอบโต้แรงเกินไป ทำลายคำสัญญา เราถอนเงินออก
.
เมื่อบัญชีมีเงินสะสมเยอะ เราสื่อสารง่าย ทำผิดบ้างก็ให้อภัยกัน คำพูดอาจไม่ชัด แต่อีกฝ่ายเข้าใจ แต่ถ้าบัญชีติดลบ ทุกคำพูดต้องระมัดระวัง ทุกการกระทำถูกตีความในแง่ลบ ความสัมพันธ์กลายเป็นสนามทุ่นระเบิด
.
การฝากบัญชีอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหกอย่าง คือ เข้าใจอีกฝ่าย, ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ, รักษาคำสัญญา, ทำหน้าที่ของเราให้ชัดเจน, แสดงความซื่อสัตย์ส่วนตัว, และขอโทษอย่างจริงใจเมื่อผิดพลาด
.
.
19. มองให้เห็นก่อนสั่ง
.
ลองคิดดูว่าคุณไปหาหมอตา ยังไม่ทันบ่นปัญหาให้จบ หมอก็ถอดแว่นตัวเองออกแล้วยื่นให้คุณ "ลองสวมแว่นนี้ดู ผมใส่มาสิบปีแล้ว ดีมาก" คุณสวมแล้วบอกว่ามองไม่เห็น หมอตอบว่า "อ่าว แปลก สำหรับผมใช้ได้ดี ลองมองให้ดีๆ คิดบวกๆ สิ"
.
คุณคงไม่กลับไปหาหมอคนนั้นอีกตลอดชีวิต แต่ในการสื่อสารกับคนรอบตัว เราทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ ลูกพูดยังไม่ทันจบ พ่อก็ขัดและให้คำแนะนำตามประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อนเล่าปัญหายังไม่ทันสิ้นสุดประโยค เราก็เริ่มเล่าเรื่องคล้ายๆ ของตัวเอง
.
โควีย์กล่าวว่าหลักการคือ Seek First to Understand Then to Be Understood นี่คือกุญแจของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ คุณไม่สามารถให้คำแนะนำที่มีคุณค่า ถ้าคุณยังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งไหน
.
.
20. ห้าระดับของการฟัง
.
โควีย์เสนอว่า เมื่อคนอื่นพูด เรามักจะฟังในระดับใดระดับหนึ่งของห้าระดับนี้
.
ระดับที่หนึ่งคือเพิกเฉย ไม่ฟังเลย
.
ระดับที่สองคือทำเป็นฟัง "อืม ใช่ จริงๆ" แต่จิตอยู่ที่อื่น
.
ระดับที่สามคือฟังแบบเลือก คือฟังเฉพาะส่วนที่สนใจ
.
ระดับที่สี่คือฟังด้วยใส่ใจ คือโฟกัสที่คำพูด แต่ยังกรองทุกอย่างผ่านกระบวนทัศน์ของตัวเอง
.
ส่วนระดับที่ห้า ระดับสูงสุด คือ Empathic Listening คือฟังเข้าไปอยู่ในกรอบอ้างอิงของอีกฝ่าย มองโลกผ่านสายตาของเขา รู้สึกอย่างที่เขารู้สึก
.
โควีย์เน้นย้ำว่าการฟังด้วยใจไม่ใช่การฟังแบบสะท้อนเหมือนเทคนิคที่นักจิตวิทยาบางคนสอน เพราะการสะท้อนเป็นเทคนิค คนที่ฟังเพื่อตอบโต้ ฟังเพื่อควบคุม ฟังเพื่อชักจูง ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารประมาณการว่าเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ของการสื่อสารอยู่ที่คำพูด อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ที่น้ำเสียง และอีกหกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ภาษากาย ฟังด้วยใจคือฟังด้วยหู ตา และหัวใจ
.
.
21. การฟังด้วยใจคืออากาศของจิตวิญญาณ
.
โควีย์ตั้งคำถาม ลองคิดดูว่าถ้าตอนนี้อากาศในห้องที่คุณนั่งอยู่หายไปทันที คุณจะยังสนใจหนังสือเล่มนี้ไหม คุณจะไม่สนใจอะไรเลยนอกจากการหายใจ ความอยู่รอดคือเป้าหมายเดียว แต่ในขณะนี้ที่คุณมีอากาศพอ คุณไม่รู้สึกว่ามันสำคัญ
.
นี่คือหลักการของแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุด คือ "ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วไม่จูงใจ" ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองต่างหากที่จูงใจ
.
ถัดจากการเอาชีวิตรอดทางกายภาพ ความต้องการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอดทางจิตวิทยา คือการได้รับความเข้าใจ การได้รับการยืนยัน การได้รับความซาบซึ้ง การได้รับการเห็นคุณค่า
.
เมื่อคุณฟังด้วยใจอีกคนหนึ่ง คุณกำลังให้อากาศทางจิตวิญญาณกับเขา และเมื่ออากาศนั้นได้รับการเติม คุณค่อยมีโอกาสที่จะให้คำแนะนำ มีโอกาสที่จะมีอิทธิพล มีโอกาสที่จะแก้ปัญหา ก่อนหน้านั้น ทุกคำแนะนำคืออาวุธ ทุกคำสอนคือการรุกราน
.
.
22. ผนึกพลังคือมากกว่าผลรวมของส่วนประกอบ
.
นิสัยที่หกคือ Synergize ซึ่งโควีย์เรียกว่าจุดสูงสุดของนิสัยทั้งหมด เพราะมันคือผลลัพธ์ของนิสัยอื่นทั้งหมดที่ใช้ร่วมกัน คำว่า Synergy หมายถึงสภาวะที่ส่วนรวมยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของส่วนประกอบ
.
หนึ่งบวกหนึ่งไม่เท่ากับสอง อาจเท่ากับสาม หรือแปด หรือหนึ่งพันหกร้อย ตัวอย่างในธรรมชาติเห็นได้ทุกที่ ถ้าปลูกต้นไม้สองต้นใกล้กัน รากจะพันกันและปรับปรุงคุณภาพของดิน ทั้งสองต้นจะเติบโตดีกว่าปลูกแยกกัน ถ้าวางไม้สองท่อนซ้อนกัน มันจะรับน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักที่แต่ละท่อนรับได้รวมกัน
.
หัวใจของการผนึกพลังคือการให้คุณค่ากับความแตกต่าง ไม่ใช่การทนความแตกต่าง ความแตกต่างทางความคิด ทางมุมมอง ทางประสบการณ์ คือทรัพยากรที่สร้างทางเลือกที่สามขึ้นมา ทางเลือกที่ดีกว่าทางของคุณและทางของฉัน เป็นทางที่เราคิดร่วมกันไม่ได้ในการทำงานคนเดียว
.
.
23. ทางเลือกที่สามและสมมุติฐานที่กล้าหาญ
.
โควีย์เล่าเรื่องสามีอยากพาครอบครัวไปตั้งแคมป์ตกปลาที่ทะเลสาบ จองห้องพักไว้แล้ว เช่าเรือไว้แล้ว ลูกๆ ตื่นเต้นแล้ว แต่ภรรยาอยากใช้วันหยุดไปเยี่ยมแม่ที่อยู่ห่างออกไปสองร้อยห้าสิบไมล์ที่กำลังป่วย ทั้งคู่อาจตกลงประนีประนอม ไปครึ่งวันไหนวัน หรือผลัดกันชนะ ปีนี้ไปเที่ยวทะเลสาบ ปีหน้าไปหาแม่ แต่ทั้งหมดคือ "ลดให้กับ" ไม่ใช่การ "เพิ่มขึ้น"
.
การคิดผนึกพลังคือการเชื่อก่อนว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าทางที่เรามีในตอนนี้ และร่วมกันค้นหา บางทีอาจจัดการเดินทางไปหาแม่ในบริเวณที่มีทะเลสาบใกล้ๆ บางทีอาจให้ลูกๆ ไปแคมป์กับลุง แล้วคู่สามีภรรยาไปหาแม่ บางทีอาจชวนแม่มาที่ทะเลสาบ หรืออาจมีทางเลือกอื่นที่ทั้งคู่ยังไม่เคยคิดมาก่อน
.
หลักการคือ ความเชื่อในทางเลือกที่สามเท่านั้นที่จะเปิดประตูให้เราค้นพบมัน คนที่ไม่เชื่อจะไม่หา และจะไม่พบ
.
.
24. ลับเลื่อยให้คม (Sharpen the Saw)
.
โควีย์เล่าเรื่องชายในป่ากำลังเลื่อยต้นไม้อย่างเหนื่อยล้า คนเดินผ่านมาถาม "เลื่อยมานานแล้วเหรอ" "ห้าชั่วโมงแล้ว เหนื่อยมาก" "ทำไมไม่หยุดสักครู่ ลับเลื่อยให้คมก่อน" "ไม่มีเวลาลับเลื่อย กำลังยุ่งกับการเลื่อยอยู่"
.
นิสัยที่เจ็ดคือการให้เวลากับการลับเลื่อย คือการฟื้นฟูตัวเองในสี่มิติ
.
มิติกายภาพ คือการกินอาหารที่ดี พักผ่อนพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
.
มิติจิตวิญญาณ คือการเชื่อมต่อกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ผ่านการภาวนา การทำสมาธิ การอ่านวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง หรือการสัมผัสธรรมชาติ
.
มิติจิตใจ คือการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ เรียนรู้สิ่งใหม่ และจำกัดเวลากับสิ่งที่ทำให้สมองมึน
.
มิติสังคมและอารมณ์ คือการใช้นิสัยที่สี่ ห้า หก กับคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสี่มิตินี้สัมพันธ์กัน การละเลยมิติใดมิติหนึ่งจะส่งผลต่อมิติอื่น การลับเลื่อยทุกวันคือการลงทุนในเครื่องมือเดียวที่คุณใช้รับมือกับชีวิต คือตัวคุณเอง
.
.
25. The Upward Spiral การเติบโตที่ไม่สิ้นสุด
.
โควีย์ปิดท้ายหนังสือด้วยภาพของ Upward Spiral หรือเกลียวขดที่ค่อยๆ ขึ้นสูง การเติบโตของมนุษย์ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่เคลื่อนเป็นเกลียวที่กลับมาที่จุดเดิมในระดับที่สูงขึ้น คุณอ่านอุปนิสัยทั้งเจ็ดวันนี้ เข้าใจในระดับหนึ่ง ฝึกฝนในระดับหนึ่ง ผ่านไปหนึ่งปี กลับมาอ่านอีกครั้ง คุณจะเห็นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น เข้าใจสิ่งที่คุณไม่เคยเข้าใจ เพราะคุณคนใหม่กำลังอ่านหนังสือเดิม
.
ในแต่ละรอบของเกลียว เราเคลื่อนผ่านสามสิ่ง คือเรียนรู้ ลงมือ และมุ่งมั่น
.
ยิ่งเรียนรู้มาก เรายิ่งรู้ว่าควรลงมือทำอะไร ยิ่งลงมือทำมาก เรายิ่งมีพันธะที่จะมุ่งมั่นต่อหลักการ ยิ่งมุ่งมั่นมาก เรายิ่งเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เคยมองข้าม
.
สามสิ่งนี้หมุนวนกันจนกลายเป็นพลังที่ทบทวีในตัวเอง คนที่หยุดเรียนรู้คือคนที่หยุดเติบโต คนที่ไม่ลงมือทำคือคนที่ความรู้กลายเป็นภาระ คนที่ไม่มุ่งมั่นคือคนที่ทุกความรู้และทุกการกระทำกลายเป็นทรายลอดผ่านนิ้วมือ
.
จิตสำนึก คือเสียงในใจที่บอกว่าอะไรถูกอะไรผิด คือสะพานระหว่างคนเก่ากับคนใหม่
.
ยิ่งเราฝึกฝน จิตสำนึกยิ่งคมขึ้น และเมื่อจิตสำนึกคมขึ้น มันยิ่งเรียกร้องมากขึ้น เรียกร้องให้เราตอบสนองต่อมาตรฐานที่สูงกว่าเดิม เรียกร้องให้เราซื่อสัตย์กว่าเดิม กล้าหาญกว่าเดิม เมตตากว่าเดิม นี่คือสิ่งที่ทำให้นิสัยทั้งเจ็ดไม่เคยเป็นปลายทาง แต่เป็นเส้นทาง
.
คุณไม่สามารถพิชิต Be Proactive ในวันเดียว คุณฝึกมันใหม่ทุกครั้งที่เผชิญสถานการณ์ใหม่ คุณไม่สามารถปิดบัญชี Begin with the End in Mind ในเดือนเดียว คุณกลับมาทบทวน Personal Mission Statement ของคุณทุกครั้งที่ชีวิตเปลี่ยน
.
โควีย์อ้างคำกล่าวของ Phillips Brooks ว่า
.
"วันหนึ่งในปีข้างหน้า คุณจะสู้กับการล่อใจครั้งใหญ่ หรือสั่นเทาภายใต้ความเศร้าโศกครั้งใหญ่ของชีวิต แต่การต่อสู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นที่นี่ ตอนนี้ ตอนนี้กำลังถูกตัดสินว่า ในวันแห่งความเศร้าโศกหรือการล่อใจสูงสุด คุณจะล้มเหลวอย่างน่าสมเพช หรือชนะอย่างรุ่งโรจน์ อุปนิสัยไม่สามารถสร้างได้ นอกจากผ่านกระบวนการที่สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และยาวนาน"
.
.
=========================
.
สรุป 7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลสูง
.
#อุปนิสัยที่หนึ่ง Be Proactive (จงเป็นฝ่ายริเริ่ม)
.
หลักการของวิสัยทัศน์ส่วนตัว มนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม สภาพแวดล้อม หรือการเลี้ยงดู ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เรามีเสรีภาพในการเลือก คนที่ Proactive รับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยค่านิยม ไม่ใช่อารมณ์ ทุ่มเทพลังในวงอิทธิพลที่ทำอะไรได้จริง ไม่ใช่ในวงกังวลที่ทำอะไรไม่ได้
.
#อุปนิสัยที่สอง Begin with the End in Mind (เริ่มต้นด้วยภาพปลายทางในใจ)
.
หลักการของภาวะผู้นำส่วนตัว ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกในใจ ครั้งที่สองในความเป็นจริง คนที่มีประสิทธิผลกำหนดจุดหมายของชีวิตด้วยตัวเอง ก่อนจะลงมือเดิน ผ่านการเขียน Personal Mission Statement และยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะปล่อยให้สิ่งภายนอกที่ผันผวนเป็นตัวกำหนดทิศทาง
.
#อุปนิสัยที่สาม Put First Things First (ทำสิ่งสำคัญก่อน)
.
หลักการของการจัดการตนเอง คือการลงมือทำให้ภาพในใจกลายเป็นจริงในแต่ละวัน ผ่านวินัยและพลังเจตจำนงอิสระ คนที่มีประสิทธิผลใช้เวลาส่วนใหญ่ในสิ่งที่สำคัญแต่ไม่ด่วน คือการวางแผน การสร้างความสัมพันธ์ การป้องกัน และการพัฒนาตนเอง ซึ่งต้องอาศัยความกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ดูด่วนแต่ไม่สำคัญ
.
#อุปนิสัยที่สี่ Think Win/Win (คิดให้ทุกฝ่ายชนะ)
.
หลักการของภาวะผู้นำระหว่างบุคคล Win/Win คือกระบวนทัศน์ที่เชื่อว่ามีพอสำหรับทุกคน ความสำเร็จของคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความล้มเหลวของอีกคน ในโลกของการพึ่งพาอาศัยกัน Win/Win คือทางเลือกเดียวที่ยั่งยืน เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ ในระยะยาวคือแพ้ทั้งคู่ และถ้าหาทางที่ทั้งคู่ชนะไม่ได้ Win/Win or No Deal คือทางออกที่ให้เกียรติทุกฝ่าย
.
#อุปนิสัยที่ห้า Seek First to Understand, Then to Be Understood (เข้าใจก่อน แล้วค่อยให้เข้าใจ)
.
หลักการของการสื่อสารด้วยใจ คนส่วนใหญ่ฟังด้วยเจตนาจะตอบ ไม่ใช่เจตนาจะเข้าใจ Empathic Listening คือการฟังในระดับที่ห้า ที่ลึกที่สุด คือการเข้าไปอยู่ในกรอบอ้างอิงของอีกฝ่าย มองโลกผ่านสายตาของเขา ความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์รองจากการเอาชีวิตรอดทางกาย คือการได้รับความเข้าใจ การฟังด้วยใจคือการให้อากาศทางจิตวิญญาณ ก่อนจะมีโอกาสมีอิทธิพลต่อใครได้
.
#อุปนิสัยที่หก Synergize (ผนึกพลัง)
.
หลักการของความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ คือจุดสูงสุดของอุปนิสัยทั้งหมด เป็นสภาวะที่ส่วนรวมยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของส่วนประกอบ หัวใจคือการให้คุณค่ากับความแตกต่าง ไม่ใช่การทนความแตกต่าง ความเห็นต่าง มุมมองต่าง ประสบการณ์ต่าง คือทรัพยากรที่สร้าง "ทางเลือกที่สาม" ซึ่งดีกว่าทางของคุณและทางของฉัน เป็นทางที่ไม่มีใครคิดได้คนเดียว
.
#อุปนิสัยที่เจ็ด Sharpen the Saw (ลับเลื่อยให้คม)
.
หลักการของการฟื้นฟูตัวเองอย่างสมดุล เป็นอุปนิสัยที่ห่อหุ้มและค้ำจุนอุปนิสัยทั้งหกข้อ ผ่านการดูแลและพัฒนาตนเองในสี่มิติคือ กาย จิตวิญญาณ จิตใจ และสังคมอารมณ์ การลับเลื่อยทุกวันคือการลงทุนในเครื่องมือเดียวที่เราใช้รับมือกับชีวิต คือตัวเราเอง และเป็นสิ่งที่สร้างเกลียวขดของการเติบโต ที่พาเราขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
.
ไม่มีทางลัดในเรื่องของอุปนิสัย ไม่มีเทคนิคใดทดแทนความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง การปลูกข้าวต้องไถ ต้องหว่าน ต้องดูแล ต้องรอ ชีวิตของคุณก็เช่นกัน คุณไม่สามารถเก็บเกี่ยวความสุขถ้าไม่หว่านนิสัยที่นำไปสู่ความสุข คุณไม่สามารถเก็บเกี่ยวความไว้วางใจถ้าไม่หว่านความซื่อสัตย์ คุณไม่สามารถเก็บเกี่ยวความสำเร็จที่ยั่งยืนถ้าไม่หว่านนิสัยที่ยั่งยืน
.
.
.
.
#SuccessStrategies

