30 ข้อคิดจากหนังสือ Thinking, Fast and Slow เขียนโดย Daniel Kahneman
ในปี 1969 ที่ร้านอาหารชื่อ Café Rimon ในเยรูซาเล็ม นักจิตวิทยาสองคนนัดกินข้าวเที่ยงกัน ร้านนั้นเป็นที่รวมของศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมือง บรรยากาศคงไม่ต่างจากร้านกาแฟที่นักวิชาการชอบนั่งคุยกัน
.
ทั้งคู่ตั้งคำถามง่ายๆ ว่ามนุษย์เป็นนักสถิติโดยสัญชาตญาณที่เก่งหรือเปล่า คำตอบที่พวกเขาได้คือไม่ บทสนทนาในวันนั้นค่อยๆ ก่อรูปเป็นงานวิจัยที่เปลี่ยนวิธีที่โลกเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ไปตลอดกาล และในที่สุดก็กลายเป็นหนังสือเล่มหนาที่หลายคนซื้อมาตั้งบนชั้น แล้วอ่านได้สักสามบทก็วาง
.
ชายสองคนนั้นคือ Daniel Kahneman กับ Amos Tversky ทำงานร่วมกัน 14 ปี ผลงานชิ้นนั้นทำให้ Kahneman ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 ทั้งที่เขาเป็นนักจิตวิทยาและไม่เคยลงเรียนเศรษฐศาสตร์เลยสักวิชา Tversky จากไปก่อนในปี 1996 และ Thinking, Fast and Slow ที่ตีพิมพ์ในปี 2011 จึงเป็นเสมือนคำอุทิศของ Kahneman ให้เพื่อนคู่คิดคนนั้น
.
Kahneman เขียนหนังสือเล่มนี้เหมือนชวนคุยกัน เขาบอกว่ามนุษย์เรานินทาคนอื่นเก่งกว่ามองตัวเอง การรู้จักรูปแบบความผิดพลาดที่ทุกคนมีร่วมกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเข้าใจจิตใจตัวเอง
.
และนี่คือ 30 ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
.
.
====================
.
1. ในหัวคุณมีตัวละครสองตัว ชื่อ System 1 กับ System 2
.
ลองคิดเลข 17 × 24 ในหัวครับ คุณจะรู้สึกว่ามีบางอย่างหยุดชะงัก ต้องตั้งใจ ต้องวางตัวเลขไว้ในหัว ถือไว้ คูณทีละชั้น รูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว นี่คือ System 2 กำลังทำงาน แต่ถ้าถามว่า 2 + 2 เท่ากับเท่าไหร่ คำตอบลอยขึ้นมาเองโดยไม่ต้องออกแรง นี่คือ System 1
.
System 1 ทำงานเร็ว อัตโนมัติ ใช้พลังงานต่ำ ไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องตั้งใจ คอยตีความสีหน้า ประเมินระยะรถที่วิ่งเข้ามา รู้จักคำพูดของคนใกล้ตัวว่าหงุดหงิดหรือไม่ตั้งแต่คำแรก ผลิตความรู้สึกแรกในใจตลอดเวลา มันคือสมองส่วนที่ทำงานตอนคุณขับรถบนทางเรียบ ตอนคุณเดินในบ้านโดยไม่ชนผนัง ตอนคุณรู้สึกว่าใครคนหนึ่งดูไม่น่าไว้ใจตั้งแต่จับมือ
.
System 2 ตรงข้ามทุกอย่าง มันช้า กินพลังงานสูง ขี้เกียจโดยธรรมชาติ และเข้ามาทำงานเฉพาะตอนจำเป็นจริงๆ เช่นกรอกแบบฟอร์มภาษี เปรียบเทียบสัญญาประกันสองฉบับ จดจำหมายเลขโทรศัพท์ที่เพิ่งได้ยิน หรือต้องห้ามใจไม่ให้พูดคำที่ไม่ควรพูดในที่ประชุม
.
Kahneman แสดงให้เห็นว่าสองระบบนี้มีบุคลิกของมันเอง System 1 เปรียบเหมือนคนที่ตอบเร็ว ใจดี ช่างเดา และมั่นใจในคำตอบของตัวเองเสมอ ส่วน System 2 เปรียบเหมือนคนที่คิดรอบคอบกว่า แต่เหนื่อยง่าย และมักจะปล่อยให้ System 1 ตอบไปก่อน แล้วตัวเองค่อยเซ็นรับรองทีหลัง
.
ปมของเรื่องคือ System 2 มักหลงคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกของชีวิต เพราะเป็นส่วนที่เรารู้สึกตัวว่ากำลังคิด แต่ความจริงชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วย System 1 ตั้งแต่อาหารที่คุณเลือกกิน คนที่คุณรู้สึกชอบ ข่าวที่คุณคลิกอ่าน หุ้นที่คุณรู้สึกอยากซื้อ ทุกอย่างผ่านการตัดสินของ System 1 ก่อน แล้ว System 2 ค่อยหาเหตุผลมาประกอบทีหลัง
.
นี่คือเหตุผลที่คนมักอธิบายการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างชัดเจน ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงเลือกสิ่งนั้น เหตุผลที่เล่าออกมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ System 2 แต่งขึ้นเพื่อให้สิ่งที่ System 1 ตัดสินไปแล้ว ฟังดูสมเหตุสมผล
.
การเข้าใจตัวละครสองตัวนี้คือกุญแจของหนังสือทั้งเล่ม เพราะทุกอคติ ทุกหลุมพรางที่ Kahneman จะพูดถึงในบทถัดๆ ไป ล้วนเกิดขึ้นจากช่องว่างระหว่างสิ่งที่ System 1 ตอบให้ทันที กับสิ่งที่ System 2 ควรจะตรวจสอบแต่ขี้เกียจเกินกว่าจะทำ
.
.
2. ความสนใจของคุณมีจำกัด จนกอริลลาเดินผ่านหน้าได้โดยไม่เห็น
.
การทดลองของ Chabris กับ Simons ให้ผู้ชมดูคลิปคนสองทีมโยนบอล สั่งให้นับการส่งบอลของทีมเสื้อขาว ระหว่างคลิปมีคนแต่งเป็นกอริลลาเดินทะลุกลางวง หยุดทุบอก แล้วเดินออก ใช้เวลาเกือบ 9 วินาที คนดูครึ่งหนึ่งไม่เห็นกอริลลาเลย
.
Kahneman ทำการทดลองคล้ายกันกับงานบวกเลขที่ต้องตอบตามจังหวะเมโทรนอม ระหว่างนั้นมีตัวอักษรกระพริบผ่านสายตา ผู้ทดลองพลาดตัวอักษรเป้าหมายเกือบครึ่ง ทั้งที่กล้องบันทึกว่าตาจ้องตรงตัวอักษรนั้นพอดี เมื่อสมองทุ่มกับเรื่องหนึ่ง อีกหลายเรื่องในสายตาก็หายไปเฉยๆ ทุกครั้งที่คุณรู้สึกว่าเห็นทุกอย่าง คุณกำลังประเมินตัวเองสูงเกินจริง
.
.
3. กฎแห่งความขี้เกียจ ขับเคลื่อนชีวิตคุณมากกว่าที่ยอมรับ
.
The Law of Least Effort บอกว่าสมองเลือกทางที่เปลืองพลังงานน้อยที่สุดเสมอ ถ้ามีหลายวิธีถึงเป้าหมายเดียวกัน เราจะกระเถิบไปทางที่ใช้แรงน้อย ยิ่งทำซ้ำบ่อย ทางนั้นยิ่งกลายเป็นค่าเริ่มต้น
.
นี่อธิบายว่าทำไมการเรียนทักษะใหม่ถึงเหนื่อย ตอนแรกสมองต้องระดมหลายส่วน เสร็จแล้วเพลีย พอชำนาญ สมองส่วนที่ใช้แคบลง พลังงานน้อยลง คนที่เรียกว่าฉลาดในมุมหนึ่ง คือคนที่สมองใช้พลังงานน้อยกว่าในการแก้โจทย์เดียวกัน อีกด้านหนึ่งของกฎข้อนี้คือ มันทำให้เราชอบเชื่อสิ่งที่ฟังคุ้นหู ใช้คำตอบที่ผุดขึ้นมาเอง และเลี่ยงทุกอย่างที่ทำให้ปวดหัว
.
.
4. การควบคุมตัวเองใช้พลังงานจริง และพลังงานนั้นหมดได้
.
การทดลองของ Roy Baumeister แบ่งคนสองกลุ่มเข้าห้องที่มีจานคุกกี้กับจานหัวไชเท้า กลุ่มหนึ่งกินคุกกี้ได้ตามใจ อีกกลุ่มต้องอดทนกินแต่หัวไชเท้า เสร็จแล้วทุกคนต้องไปแก้โจทย์เรขาคณิตที่จริงๆ แก้ไม่ได้ กลุ่มที่อดกินคุกกี้ยอมแพ้เร็วกว่ากลุ่มที่กินได้ถึงเท่าตัว
.
งานวิจัยกับผู้พิพากษาในอิสราเอลพบว่าโอกาสที่นักโทษได้รับการพักโทษ สูงสุดในตอนเช้าและทันทีหลังพักกินข้าว แต่ก่อนพักเที่ยงและช่วงสายบ่ายแก่ๆ โอกาสได้พักโทษเกือบเป็นศูนย์ ทั้งที่เป็นคดีระดับเดียวกัน ผู้พิพากษาคนเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ego depletion ความสามารถในการคิดรอบคอบและฝืนใจตัวเอง ใช้กลูโคสจริงๆ เมื่อคุณเหนื่อย หิว หรือเพิ่งใช้พลังใจกับเรื่องอื่น คุณจะตัดสินใจแย่ลงโดยไม่รู้ตัว
.
.
5. สมองคุณเป็นเครื่องโยงใย และมันโยงโดยไม่ต้องขออนุญาต
.
ลองอ่านคำสองคำคือ "กล้วย" กับ "อาเจียน" ทันทีที่อ่านคู่นี้ ความรู้สึกขยะแขยงเล็กน้อยจะติดมากับกล้วย ใบหน้าจะมีปฏิกิริยาเล็กน้อย ถ้ามีคนยื่นกล้วยมาให้กินตอนนี้ คุณจะลังเลกว่าปกติ
.
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า priming สมองสร้างการเชื่อมโยงระหว่างคำ ความคิด อารมณ์ ภาพ เสียง ตลอดเวลา และการเชื่อมโยงนั้นส่งผลต่อพฤติกรรม การเห็นคำว่า "เงิน" ก่อนทำการทดลอง ทำให้คนเห็นแก่ตัวขึ้น ขอความช่วยเหลือน้อยลง อยากอยู่คนเดียวมากขึ้น เพียงแค่เห็นคำเดียว โฆษณาข้างถนน เพลงในร้านกาแฟ คนที่เพิ่งเดินสวน อารมณ์ของคนรอบตัว ทุกอย่างคืบคลานเข้ามาเปลี่ยนสภาพจิตใจคุณตลอดเวลา
.
.
6. ความง่ายของการรับรู้ ทำให้คุณเชื่อสิ่งที่คุ้นหู
.
การทดลองหนึ่งให้คนอ่านประโยคแปลกๆ เช่น "อุณหภูมิร่างกายของไก่อยู่ที่ 144 องศา" เวลาผ่านไปแล้วถามคนกลุ่มเดิมว่าอุณหภูมิร่างกายของไก่เป็นเท่าไหร่ คนที่เคยเห็นประโยคนั้นมีแนวโน้มจะตอบ 144 มากกว่ากลุ่มควบคุม
.
หลักการคือสมองเชื่อมโยง "ความคุ้นเคย" เข้ากับ "ความจริง" สิ่งที่เคยได้ยินรู้สึกจริงกว่าสิ่งที่ไม่เคยได้ยิน นี่คือเหตุผลที่การโกหกซ้ำๆ ใช้ได้ผล ที่นักการเมืองพูดสโลแกนเดิมจนน่ารำคาญ และที่ข่าวลือที่ผิดยังเดินทางต่อไปได้หลังถูกตรวจสอบแล้ว ในแง่เดียวกัน อะไรที่อ่านแล้วลื่น มีจังหวะดี ใช้คำที่จำง่าย ก็ดูน่าเชื่อถือกว่าอะไรที่อ่านยาก งานวิจัยพบว่าหุ้นที่ชื่อบริษัทออกเสียงง่าย ทำผลงานดีกว่าหุ้นที่ชื่อออกเสียงยากในช่วงสั้นๆ หลังเข้าตลาด
.
.
7. ปรากฏการณ์ฮาโล ทำให้คำแรกที่ได้ยิน กำหนดทุกคำที่ตามมา
.
ลองนึกถึงคนสองคน Alan ฉลาด ขยัน หุนหันพลันแล่น ดื้อ ขี้อิจฉา ส่วน Ben ขี้อิจฉา ดื้อ หุนหันพลันแล่น ขยัน ฉลาด คนส่วนใหญ่จะรู้สึกชอบ Alan มากกว่า Ben ทั้งที่ทั้งคู่มีคุณสมบัติชุดเดียวกันเป๊ะ ต่างเพียงลำดับ
.
คำที่มาก่อนสร้างกรอบในใจ คำที่มาทีหลังถูกตีความผ่านกรอบนั้น "ดื้อ" ในคนฉลาดกลายเป็นจุดแข็ง "ดื้อ" ในคนขี้อิจฉากลายเป็นจุดอ่อน Halo Effect รุนแรงกว่าที่เราอยากเชื่อ คนหน้าตาดีดูฉลาดกว่า น่าเชื่อถือกว่า ผู้สมัครงานที่ใส่สูทดีดูมีความสามารถกว่าทั้งที่ตอบเหมือนกัน วิทยากรที่พูดเสียงดังฟังชัด ถูกประเมินว่าเนื้อหาดีกว่าวิทยากรที่พูดเรียบๆ ทั้งที่บางทีเนื้อหาแย่กว่าด้วยซ้ำ สิ่งที่เราเรียกว่า "สัญชาตญาณบอก" หลายครั้งคือ Halo Effect กำลังตัดสินคนตรงหน้าจากเศษเสี้ยวข้อมูล
.
.
8. WYSIATI สิ่งที่คุณเห็น คือทั้งหมดที่คุณคิดว่ามี
.
หัวใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คำย่อ WYSIATI หรือ What You See Is All There Is สมอง System 1 ทำงานกับข้อมูลที่อยู่ในมือเท่านั้น มันไม่ถามว่ามีอะไรที่เราไม่รู้บ้าง มันสร้างเรื่องราวจากข้อมูลที่มี และเมื่อเรื่องราวฟังดูสมเหตุสมผล มันก็ปิดประตูการตั้งคำถาม
.
นี่คือเหตุผลที่เราตัดสินคนผิดบ่อยจากการเจอกันครั้งเดียว ที่เราเชื่อบทความโดยไม่หาแหล่งอ้างอิง ที่ผู้บริหารตัดสินใจจากรายงานเล่มเดียวบนโต๊ะโดยไม่ถามว่าใครรวบรวม
.
ความมั่นใจของเราในเรื่องราวไม่ขึ้นกับ "ปริมาณข้อมูล" แต่ขึ้นกับ "ความสอดคล้อง" ของข้อมูลที่มี ซึ่งน่ากลัวตรงที่ ข้อมูลน้อยมักทำให้สอดคล้องกันได้ง่ายกว่าข้อมูลมาก คนที่รู้น้อยที่สุดจึงมักมั่นใจที่สุด เพราะภาพในหัวเขาไม่มีรอยแยกอะไรให้สงสัย
.
.
9. คุณตอบคำถามที่ง่ายกว่า แทนคำถามที่ถูกถามจริง
.
เมื่อมีคนถามว่า "คุณมีความสุขกับชีวิตแค่ไหนตอนนี้" คำถามนี้ตอบยาก ต้องชั่งน้ำหนักหลายมิติ สมองคุณจะแอบเปลี่ยนคำถามให้เองว่า "อารมณ์ตอนนี้เป็นยังไง" แล้วตอบจากตรงนั้น คนที่เพิ่งทะเลาะกับแฟนเมื่อเช้าจะตอบว่าชีวิตน่าผิดหวัง คนที่เพิ่งกินกาแฟอร่อยจะตอบว่าชีวิตดี
.
Kahneman เรียกกระบวนการนี้ว่า substitution เมื่อ System 1 เจอคำถามยาก มันหาคำถามที่ใกล้เคียงและตอบได้ง่ายกว่า แล้วสวมคำตอบนั้นใส่คำถามเดิม "นักการเมืองคนนี้บริหารประเทศได้ดีหรือไม่" กลายเป็น "ฉันชอบหน้าเขาไหม" "หุ้นตัวนี้ควรซื้อหรือไม่" กลายเป็น "ฉันรู้สึกดีกับบริษัทนี้ไหม" "ฉันควรแต่งงานกับคนนี้หรือไม่" กลายเป็น "ฉันรู้สึกอบอุ่นกับเขาตอนนี้ไหม" คำตอบของคำถามใหม่ ไม่ใช่คำตอบของคำถามเดิม แต่เราใช้แทนกันมาตลอดชีวิต
.
.
10. กฎของกลุ่มตัวอย่างเล็ก ทำให้นักวิจัยและนักลงทุนหลงทาง
.
Kahneman และ Tversky ค้นพบว่าแม้แต่นักสถิติมืออาชีพยังเผลอเชื่อผลการทดลองที่อิงกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเกินไป สมองมนุษย์เกลียดความบังเอิญ มันต้องการรูปแบบ และมันสร้างรูปแบบขึ้นมาแม้ในข้อมูลที่มีแต่ความบังเอิญล้วนๆ
.
ตัวอย่างคลาสสิกคือผลสำรวจอัตราการเป็นมะเร็งไตของแต่ละมณฑลในสหรัฐ มณฑลที่อัตราต่ำที่สุดมักเป็นมณฑลชนบทขนาดเล็ก คนตีความว่าอากาศบริสุทธิ์ดี อาหารธรรมชาติช่วย แต่มณฑลที่อัตราสูงที่สุดก็เป็นมณฑลชนบทขนาดเล็กเหมือนกัน คำอธิบายจริงไม่ใช่ชีวิตชนบทดีหรือไม่ดี แต่เป็นว่าตัวอย่างเล็กให้ผลที่แกว่งสุดขั้วทั้งสองทางเป็นธรรมดา ผู้บริหารที่เห็นรายงานจากร้านสาขาที่ขายดีผิดปกติ แล้วสั่งให้ทุกสาขาทำตาม กำลังตามล่าผีของกลุ่มตัวอย่างเล็ก ไม่ใช่กลยุทธ์ที่มีอยู่จริง
.
.
11. ตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็เปลี่ยนคำตอบของคุณได้
.
ในการทดลองหนึ่ง Kahneman หมุนวงล้อรูเล็ตที่ตั้งให้หยุดที่เลข 10 หรือ 65 เท่านั้น แล้วถามผู้เข้าทดลองว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศแอฟริกาในสหประชาชาติเป็นเท่าไหร่ คนที่เห็นเลข 10 ตอบเฉลี่ย 25% คนที่เห็นเลข 65 ตอบเฉลี่ย 45% ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าเลขจากวงล้อไม่เกี่ยวอะไรกับคำตอบเลย
.
นี่คือ anchoring effect ตัวเลขแรกที่เข้าหู ทำหน้าที่เป็นสมอที่ดึงทุกคำตอบที่ตามมาเข้าใกล้มัน ผู้พิพากษาที่ดูตัวเลขโทษที่อัยการเรียกร้อง ตัดสินใกล้เคียงตัวเลขนั้นแม้รู้ว่าเป็นแค่ข้อเสนอ คนซื้อบ้านเริ่มต่อรองจากราคาที่ผู้ขายตั้งไว้ คนซื้อรถดูราคาป้ายก่อน ตัวเลขแรกชนะเสมอ การรู้ทันการ anchoring คือการบังคับตัวเองให้คิดราคาในใจ "ของตัวเอง" ก่อนเปิดดูราคาที่อีกฝ่ายตั้งไว้
.
.
12. คุณเชื่อสิ่งที่นึกถึงได้ง่าย มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
.
Availability heuristic คือการที่สมองวัดความถี่ของเหตุการณ์ จากความง่ายในการนึกถึงตัวอย่าง ไม่ใช่จากตัวเลขจริง คนกลัวเครื่องบินตกมากกว่ารถยนต์ชน ทั้งที่สถิติบอกว่ารถยนต์ตายมากกว่าหลายร้อยเท่า เพราะข่าวเครื่องบินตกอยู่บนหน้าหนึ่งหลายวัน ส่วนรถชนกันแทบไม่เป็นข่าว
.
หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย คนยกเลิกการบินทั้งที่ความเสี่ยงไม่ได้เปลี่ยน หลังพบกรณีถูกฉลามกัด คนเลี่ยงทะเลทั้งที่โอกาสน้อยกว่าฟ้าผ่ามาก คู่สมรสมักประเมินว่าตัวเองทำงานบ้านมากกว่าอีกฝ่าย เพราะนึกถึงงานที่ตัวเองทำได้ง่ายกว่างานที่อีกฝ่ายทำ บวกกันแล้วเกิน 100% เสมอ ความง่ายในการนึกถึง ไม่ใช่หลักฐาน แต่เป็นเพียงผลข้างเคียงของสิ่งที่อยู่ใกล้สมองของคุณในตอนนั้น
.
.
13. คนเก่งที่สุดในห้อง บางทีก็แพ้สูตรง่ายๆ
.
Kahneman อ้างถึงงานวิจัยของ Paul Meehl ที่เปรียบเทียบการทำนายของผู้เชี่ยวชาญกับการทำนายด้วยสูตรทางสถิติแบบง่าย ในกว่า 200 การศึกษาตั้งแต่การวินิจฉัยโรคทางจิต ไปจนถึงการประเมินอนาคตของนักศึกษา สูตรชนะหรือเสมอกับผู้เชี่ยวชาญในเกือบทุกกรณี
.
เหตุผลคือผู้เชี่ยวชาญใช้ข้อมูลเดียวกันในแต่ละครั้งไม่เหมือนเดิม วันที่อารมณ์ดีให้น้ำหนักอย่างหนึ่ง วันเหนื่อยให้น้ำหนักอีกอย่าง สูตรไม่มีอารมณ์ ไม่เหนื่อย ไม่ลำเอียงกับใบหน้าของคน Kahneman เล่าว่าตัวเองสร้างแบบประเมินทหารแบบง่ายๆ 6 หัวข้อ ให้ใส่คะแนนตามนั้น แล้วบวกออกมาตรงๆ ผลทำนายดีกว่าการสัมภาษณ์แบบเดิมที่นายทหารทำกันมาเป็นปี ในโลกของการตัดสินใจ ความเรียบง่ายที่ทำซ้ำได้ มักชนะความซับซ้อนที่ขึ้นกับอารมณ์ของวันนั้น
.
.
14. สัญชาตญาณของผู้เชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
.
Kahneman ทำงานร่วมกับ Gary Klein นักจิตวิทยาที่ศึกษาเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พยาบาลห้องฉุกเฉิน และนักหมากรุก ทั้งคู่ขัดแย้งกันเรื่องความน่าเชื่อถือของสัญชาตญาณผู้เชี่ยวชาญ Klein บอกว่าน่าเชื่อ Kahneman บอกว่าน่าระวัง สุดท้ายเห็นพ้องกันว่าทั้งคู่ถูก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
.
สัญชาตญาณของผู้เชี่ยวชาญน่าเชื่อถือเมื่อสภาพแวดล้อมมีรูปแบบสม่ำเสมอพอให้เรียนรู้ และผู้เชี่ยวชาญได้รับ feedback ที่รวดเร็วและชัดเจนมานานพอ หมอผ่าตัดเรียนรู้ได้เพราะเห็นผลทันที นักหมากรุกเรียนรู้ได้เพราะแพ้ชนะชัดเจน แต่นักวิเคราะห์การเมือง นักทำนายเศรษฐกิจ ผู้จัดการกองทุน ทำงานในสภาพแวดล้อมที่รูปแบบไม่นิ่ง feedback ช้าและคลุมเครือ สัญชาตญาณของพวกเขาจึงไม่ได้ดีกว่าการเดาสุ่ม คำถามที่ควรถามทุกครั้งที่ฟังผู้เชี่ยวชาญคือ สภาพแวดล้อมที่เขาทำงาน ให้เขาเรียนรู้ได้จริงหรือเปล่า
.
.
15. อคติย้อนหลัง บิดเบือนวิธีที่คุณเรียนรู้จากอดีต
.
หลังเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เราจะรู้สึกว่ามัน "ชัดเจนตั้งแต่แรก" หลังวิกฤตการเงินปี 2008 ทุกคนพูดว่าเห็นมาก่อน หลังบริษัทล้ม ทุกคนชี้สัญญาณที่ "ใครๆ ก็มองออก" Kahneman เรียกสิ่งนี้ว่า hindsight bias ปัญหาคืออคติย้อนหลังทำให้เราเรียนรู้จากอดีตผิดทาง
.
เราจดจำว่าตัวเองทำนายถูกบ่อยกว่าจริง เราตัดสินผู้นำที่ตัดสินใจในยามวิกฤตด้วยข้อมูลที่ตอนนั้นไม่มี เราโทษ CEO ที่ตัดสินใจเสี่ยงและล้มเหลว ทั้งที่ถ้าสำเร็จเราจะยกย่องว่ากล้าหาญ การตัดสินคนจึงไม่ได้ขึ้นกับคุณภาพของการตัดสินใจ แต่ขึ้นกับผลลัพธ์ที่ออกมา ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของโชคพอๆ กับฝีมือ
.
.
16. ความสำเร็จของบริษัทและคน มีเรื่องโชคมากกว่าที่ตำราบอก
.
หนังสือธุรกิจแนว "บริษัทที่ดีเลิศ" หรือ "คนที่ประสบความสำเร็จทำอะไรเหมือนกัน" ขายดีเพราะตอบโจทย์ความต้องการของสมองที่อยากได้สูตรสำเร็จ Kahneman ชี้ว่างานวิจัยเกือบทุกชิ้นในแนวนี้ทำผิดวิธีพื้นฐาน คือเลือกบริษัทที่ประสบความสำเร็จแล้วถามว่าทำอะไรเหมือนกัน แทนที่จะเปรียบเทียบกับบริษัทที่ทำสิ่งเดียวกันแล้วล้มเหลว
.
ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ถูกพูดถึงคือ บริษัทที่ขึ้นไปอยู่ในหนังสือดังเหล่านั้น เกือบครึ่งทำผลงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดในทศวรรษถัดมา CEO ที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะหลายคน ทำผลงานแย่ลงทันทีหลังเปลี่ยนบริษัท บทบาทของโชคในความสำเร็จระดับสุดยอด ใหญ่กว่าที่ใครยอมรับ สูตรสำเร็จที่ตำราจับใจความได้ จึงเป็นสูตรของการถูกหวยพอดีในจังหวะหนึ่ง ไม่ใช่กฎที่ทำซ้ำได้
.
.
17. ค่าเฉลี่ยจะดึงทุกอย่างกลับมาหาตัวมันเอง
.
Kahneman เล่าเรื่องตัวเองสอนการบินที่อิสราเอล เขาบอกครูฝึกว่าควรชมเชยเมื่อนักเรียนบินดี ครูฝึกค้านว่าทุกครั้งที่ชมแล้วครั้งต่อไปนักเรียนบินแย่ลง ทุกครั้งที่ดุแล้วครั้งต่อไปบินดีขึ้น ดังนั้นการดุได้ผลกว่า Kahneman รู้ทันทีว่านี่คือ regression to the mean นักเรียนที่บินดีผิดปกติครั้งหนึ่ง ครั้งถัดไปจะกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ยของตัวเอง โดยไม่เกี่ยวกับว่าครูชมหรือดุ แต่ครูฝึกตีความว่าเป็นผลจากการดุเสมอ
.
ปรากฏการณ์นี้พบทุกที่ที่มีความบังเอิญเข้ามาเกี่ยว นักกีฬาที่ขึ้นปกนิตยสารหลังฤดูกาลทอง มักทำผลงานต่ำลงในฤดูกาลถัดไป ลูกของพ่อแม่ที่สูงมาก มักไม่สูงเท่าพ่อแม่ คนที่ทำผลงานยอดเยี่ยมในไตรมาสหนึ่ง ไตรมาสถัดมามักธรรมดา ไม่ใช่เพราะหยิ่งหรือเพราะแรงกดดัน แต่เพราะความบังเอิญที่เคยเข้าข้างได้คลายออกแล้ว ผู้บริหารที่เข้าใจ regression จะตัดสินคนน้อยลง และตัดสินสถานการณ์มากขึ้น
.
.
18. ทฤษฎี Prospect Theory เปลี่ยนวิธีที่โลกเข้าใจการเสี่ยง
.
ก่อน Kahneman และ Tversky เศรษฐศาสตร์เชื่อทฤษฎีของ Bernoulli ว่าคนตัดสินใจจากมูลค่ารวมของความมั่งคั่ง แต่งานชิ้นที่ทำให้ Kahneman ได้โนเบลคือการพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่ได้คิดแบบนั้น คนคิดจาก "การเปลี่ยนแปลง" ไม่ใช่ "ระดับ" ได้เงิน 5 ล้านจาก 1 ล้าน รู้สึกต่างจากเสียเงินจาก 9 ล้านเหลือ 5 ล้าน ทั้งที่ปลายทางเท่ากัน
.
ทฤษฎี Prospect Theory วาดเส้นโค้งที่ฉีกขาดตรงจุดอ้างอิง ฝั่งกำไรชันน้อยกว่าฝั่งขาดทุน ความเจ็บจากการเสีย 1,000 บาท แรงกว่าความสุขจากการได้ 1,000 บาทประมาณสองเท่าเศษๆ คนที่เสียเงินแล้วจะกล้าเสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้ได้คืน ทั้งที่ในเชิงตัวเลขควรหยุดขาดทุนตั้งนาน นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนถือหุ้นที่ขาดทุนนานเกินไป และขายหุ้นที่กำไรเร็วเกินไป สวนทางกับทุกตำราการเงิน
.
.
19. ความกลัวการสูญเสีย เป็นแรงขับใหญ่ที่สุดที่ขับเคลื่อนชีวิตคุณ
.
Loss aversion คือผลพวงโดยตรงของ Prospect Theory และมันรุนแรงกว่าที่คนยอมรับ การทดลองคลาสสิกของ Kahneman ให้คนกลุ่มหนึ่งได้แก้วกาแฟฟรี กลุ่มที่ไม่ได้แก้วถูกถามว่ายอมจ่ายเท่าไหร่เพื่อซื้อ กลุ่มที่ได้แก้วถูกถามว่าต้องจ่ายเท่าไหร่จึงจะยอมขายคืน ราคาที่กลุ่มสองตั้ง สูงกว่ากลุ่มแรกประมาณสองเท่า แค่ครอบครองของไม่กี่นาที ของชิ้นนั้นก็มีค่าทางใจมากขึ้นทันที
.
นี่คือ endowment effect ลูกพี่ของ loss aversion อธิบายได้ว่าทำไมคนเก็บเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่ ของที่ไม่ได้ใช้ ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ทำให้มีความสุข งานที่ไม่ได้รัก เพราะการสูญเสียมันรู้สึกแรงกว่าโอกาสที่เปิดขึ้นใหม่ การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจึงต้องการพลังจิตใจมาก ไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนแปลงยาก แต่เพราะการสูญเสียสิ่งเดิมเจ็บก่อนสิ่งใหม่จะมาถึง
.
.
20. รูปแบบสี่ช่อง อธิบายว่าทำไมคนซื้อล็อตเตอรี่และซื้อประกันพร้อมกัน
.
Kahneman และ Tversky วาดตารางสี่ช่องที่อธิบายพฤติกรรมการเสี่ยงของมนุษย์ทั้งหมดในกรอบเดียว ในเรื่องโอกาสได้รับเงิน ถ้าโอกาสสูง คนจะกลัวเสีย ยอมรับเงินก้อนเล็กแน่ๆ ดีกว่ารอเงินก้อนใหญ่ที่อาจไม่มา แต่ถ้าโอกาสต่ำ คนจะกลัวพลาดโอกาส ยอมจ่ายเงินซื้อตั๋วล็อตเตอรี่ที่มูลค่าคาดหวังต่ำกว่าราคา เพราะอยากจินตนาการชีวิตใหม่
.
ในเรื่องโอกาสเสียเงิน ถ้าโอกาสสูง คนจะกล้าเสี่ยงเพื่อหนีความเสียที่แน่นอน เป็นเหตุผลที่คนยอมเอาเงินไปลงทุนเสี่ยงสูงตอนใกล้หนี้ท่วม แต่ถ้าโอกาสเสียต่ำ คนจะกลัวมาก ยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อประกันความเสียหายที่อาจไม่เกิดขึ้นเลย คนคนเดียวกันจึงซื้อทั้งล็อตเตอรี่และประกันในวันเดียวกันได้ และทั้งสองการตัดสินใจฝืนหลักความน่าจะเป็นไปคนละทาง
.
.
21. การจัดกรอบ เปลี่ยนคำตอบโดยไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริง
.
Kahneman เสนอโจทย์การแพทย์คลาสสิก หมอบอกว่าการผ่าตัดมีอัตรารอดชีวิต 90% คนเลือกผ่า ถ้าหมอบอกว่ามีอัตราตาย 10% คนลังเล ทั้งที่ตัวเลขเดียวกัน เพียงเปลี่ยนคำที่ใช้
.
Framing effect แทรกซึมทุกการตัดสินใจ เนื้อ "75% lean" ขายดีกว่า "25% fat" ดอกเบี้ยที่บอกว่า "ลด 1%" จากเดิมรู้สึกน้อยกว่า "ลดลงครึ่งหนึ่ง" ทั้งที่อาจหมายถึงเรื่องเดียวกัน นโยบายที่บอกว่า "ช่วย 200 ชีวิต" ขายได้ ส่วนนโยบายเดียวกันที่บอกว่า "ปล่อยให้ 400 คนตาย" ถูกต้าน คำที่ใช้ ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นเลนส์ที่กำหนดสิ่งที่คุณเห็น คนที่อยากตัดสินใจดี ต้องฝึกถามตัวเองทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องนี้ถูกเล่าด้วยกรอบอื่น คำตอบของฉันจะเปลี่ยนไหม
.
.
22. คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียว แต่จริงๆ คุณมีตัวตนสองคนในชีวิต
.
ส่วนสุดท้ายของหนังสือ Kahneman แยกความแตกต่างระหว่าง experiencing self กับ remembering self คนแรกคือคนที่อยู่ในปัจจุบัน รู้สึกร้อน หิว เหนื่อย สุข ทุกข์ ในแต่ละนาที คนที่สองคือคนที่จดจำและเล่าเรื่องราวของชีวิต ทั้งสองคนนี้ไม่ตรงกัน และคนที่สองชนะเสมอเวลาตัดสินใจ
.
ในการทดลองหนึ่ง ผู้ป่วยถูกขอให้แช่มือในน้ำเย็น 60 วินาที กับอีกชุด 60 วินาที + 30 วินาทีต่อท้ายที่น้ำอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทั้งสองรอบเจ็บเท่ากันใน 60 วินาทีแรก แต่รอบที่สองยาวกว่าและมีความเจ็บเพิ่ม ถามว่าจะเลือกทำซ้ำรอบไหน คนเลือกรอบที่ยาวกว่า เพราะจุดจบดีกว่า การตัดสินใจของเราจึงรับใช้ remembering self ที่จดจำเรื่อง ไม่ใช่ experiencing self ที่รับความรู้สึก
.
.
23. กฎจุดสูงสุดและจุดจบ กำหนดว่าคุณจะจดจำชีวิตยังไง
.
Peak-end rule บอกว่าความทรงจำของประสบการณ์ ไม่ได้คำนวณจากค่าเฉลี่ยของความรู้สึกตลอดทาง แต่คำนวณจากจุดที่เข้มข้นที่สุดบวกกับจุดสุดท้าย ระยะเวลายาวสั้นแทบไม่มีความหมายในความทรงจำ
.
วันหยุดสองสัปดาห์ที่ดีงาม จบด้วยการทะเลาะกับคนรักในวันสุดท้าย จะถูกจดจำว่าเป็นการเดินทางที่แย่ คอนเสิร์ตสามชั่วโมงที่ดีปานกลาง แต่จบด้วยเพลงที่ทุกคนรอ จะถูกจดจำว่าเป็นคืนที่วิเศษ การประชุมที่ยาวและน่าเบื่อ ถ้าจบด้วยข่าวดี จะถูกจดจำว่าเป็นการประชุมที่ใช้ได้ คนที่เข้าใจกฎข้อนี้ ออกแบบประสบการณ์ให้คนอื่นได้แม่นยำขึ้น และเลือกวิธีจบทุกบทของชีวิตอย่างใส่ใจ เพราะตอนจบนั้นจะอยู่ในความทรงจำนานกว่าทุกบทที่ผ่านมา
.
.
24. ความสุขในชีวิตประจำวัน กับความพอใจในชีวิตโดยรวม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
.
งานวิจัยที่ Kahneman ทำกับ Angus Deaton พบว่าเงินซื้อความสุขได้ แต่ไม่ใช่ทุกแบบ ความสุขประจำวัน วัดจากความรู้สึกในแต่ละวันว่ายิ้มบ่อยไหม เครียดบ่อยไหม โกรธบ่อยไหม จะเพิ่มขึ้นตามรายได้ จนถึงระดับหนึ่ง (ตัวเลขที่งานวิจัยเดิมเสนอคือราว 75,000 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับคนอเมริกัน) จากนั้นจะนิ่ง
.
ส่วนความพอใจในชีวิตโดยรวม วัดจากการมองย้อนกลับไปแล้วประเมินว่าชีวิตนี้ดีไหม จะเพิ่มขึ้นตามรายได้แทบไม่มีเพดาน เพราะการประเมินนี้ทำโดย remembering self ที่ชอบเปรียบเทียบและเก็บเรื่องเล่าไว้คุยกับคนอื่น คนรวยจึงตอบว่าชีวิตดี ทั้งที่ในแต่ละวันอาจไม่ได้รู้สึกดีกว่าคนรายได้ปานกลางมาก คำถามที่สำคัญสำหรับชีวิตคือ คุณกำลังตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีในแต่ละวัน หรือเพื่อให้เรื่องเล่าของคุณฟังดูดี
.
.
25. ภาพลวงตาของความเข้าใจ ทำให้เราเชื่อว่าโลกเข้าใจง่ายกว่าที่เป็น
.
มนุษย์เป็นนักเล่าเรื่องโดยธรรมชาติ เราชอบเรื่องที่มีตัวเอกชัดเจน เหตุผลชัดเจน ผลลัพธ์ชัดเจน Kahneman เรียกแนวโน้มนี้ว่า narrative fallacy เรื่องที่เล่าได้ดี เกือบทุกครั้งจะทำลายรายละเอียดที่ขัดแย้งทิ้ง
.
หลังบริษัทล้ม นักวิเคราะห์เล่าเรื่องว่า CEO ตัดสินใจผิดที่จุดไหน ถ้าบริษัทเดียวกันสำเร็จด้วยการตัดสินใจเดียวกัน นักวิเคราะห์จะเล่าเรื่องว่า CEO กล้าหาญเสี่ยงในจังหวะที่เหมาะ เรื่องเดียวกันถูกเล่าได้คนละแบบ ขึ้นกับผลลัพธ์ที่ออกมา คนที่อ่านหนังสือชีวประวัติของผู้ประสบความสำเร็จ คิดว่าตัวเองเข้าใจสูตรของความสำเร็จ แต่จริงๆ เพียงรับเรื่องที่ถูกตัดต่อให้ฟังเข้าหูเข้าใจง่าย ความเข้าใจที่แท้จริง บางครั้งคือการยอมรับว่าหลายอย่างในชีวิต อธิบายไม่ได้
.
.
26. ภาพลวงตาของความถูกต้อง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญไม่ยอมแพ้ต่อความผิด
.
Kahneman เริ่มอาชีพด้วยการเป็นนักจิตวิทยาในกองทัพอิสราเอล หน้าที่คือคัดเลือกผู้นำ เขาและทีมเชื่อมั่นในวิธีการของตัวเอง รู้สึกว่าทำนายได้แม่นยำ ทั้งที่ข้อมูลย้อนหลังบอกว่าผลทำนายแทบไม่ดีกว่าการเดาสุ่ม
.
ความรู้สึกมั่นใจ ไม่เกี่ยวกับความถูกต้อง มันเกิดจากความสอดคล้องของข้อมูลในหัวเรา และจากการที่เราเล่าเรื่องของผู้สมัครได้ลื่นไหล ผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาตกหลุมเดียวกัน นักวิเคราะห์หุ้นที่เลือกหุ้นแย่กว่าค่าเฉลี่ยตลาดยังมั่นใจในความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองที่ทำนายผิดติดต่อกัน ยังให้สัมภาษณ์ในรายการต่อไปด้วยน้ำเสียงเดิม Kahneman เรียกสิ่งนี้ว่า illusion of validity และเตือนว่าความมั่นใจของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่หลักฐานของความถูกต้อง แต่เป็นเพียงสิ่งที่อยู่คู่กับการเป็นผู้เชี่ยวชาญ
.
.
27. มุมมองคนนอก ช่วยคุณรอดจากความหลงตัวเอง
.
เมื่อ Kahneman ทำหนังสือเรียนวิชาการตัดสินใจกับคณะ ทุกคนในห้องประเมินว่าจะเสร็จใน 18-30 เดือน หัวหน้าโครงการอีกคนซึ่งเคยทำหนังสือเรียนคล้ายกันให้ข้อมูลว่า โครงการแบบนี้โดยเฉลี่ย 7-10 ปี และ 40% เลิกกลางทาง ในที่สุดทีม Kahneman ใช้เวลา 8 ปี
.
นี่คือพลังของ outside view การมองโครงการของตัวเองในฐานะหนึ่งในชุดข้อมูลของโครงการแบบเดียวกัน ไม่ใช่ในฐานะกรณีพิเศษ มนุษย์โดยธรรมชาติมองโครงการของตัวเองด้วย inside view คือนึกถึงรายละเอียดเฉพาะของกรณีตัวเอง ทรัพยากรที่มี ทักษะของทีม ความตั้งใจ ทั้งหมดนั้นทำให้รู้สึกว่ากรณีของเราเป็นข้อยกเว้น ความจริงคือ ทุกคนคิดอย่างนั้นทุกครั้ง และผลก็ออกมาตามค่าเฉลี่ยทุกครั้ง การถามว่า "โครงการแบบนี้คนอื่นใช้เวลาเท่าไหร่และล้มเหลวกี่เปอร์เซ็นต์" คือเครื่องมือป้องกันการหลงตัวเองที่แม่นยำที่สุดอย่างหนึ่ง
.
.
28. ความเชื่อมั่นมากเกินไปคือเครื่องยนต์ของระบบทุนนิยม
.
Kahneman เรียกความมั่นใจเกินจริงว่า engine of capitalism มันคือเชื้อเพลิงที่ทำให้คนกล้าเปิดร้านอาหารทั้งที่สถิติบอกว่า 60% ปิดในสามปี ทำให้คนกล้าออกจากงานประจำมาทำธุรกิจของตัวเอง ทำให้นักประดิษฐ์ลงทุนกับสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ
.
ถ้ามนุษย์ทุกคนประเมินความเสี่ยงตามสถิติจริง โลกคงไม่มีนวัตกรรม เพราะสถิติบอกเสมอว่าโครงการใหม่ๆ ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่ในขณะเดียวกัน ความมั่นใจเกินจริงก็ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เจ็บตัว ทำให้นักลงทุนเสียเงิน ทำให้สังคมจ่ายต้นทุนการล้มเหลวจำนวนมาก ความมั่นใจของมนุษย์จึงเป็นทั้งของขวัญและคำสาป สังคมที่ดีต้องการคนมั่นใจ แต่คนคนนั้นต้องระวังตัวเองให้มาก เพราะคนอื่นก็มั่นใจไม่ต่างกัน
.
.
29. การวางแผนล่วงหน้าด้วย premortem ช่วยคุณเห็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากพูด
.
Kahneman เสนอเทคนิคของ Gary Klein ที่เรียกว่า premortem ก่อนเริ่มโครงการสำคัญ ให้ทุกคนในห้องสมมติว่าเวลาผ่านไป 1 ปี โครงการล้มเหลวอย่างน่าตกใจ แล้วทุกคนเขียนบรรยายว่าทำไมถึงล้มเหลว
.
วิธีนี้ทำงานเพราะเปลี่ยนแรงจูงใจของคนในห้องอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมปกติ คนที่เห็นความเสี่ยงไม่กล้าพูด เพราะดูเหมือนคนทำลายขวัญทีม แต่ใน premortem การพูดเรื่องล้มเหลวกลายเป็นภารกิจ คนเริ่มยอมรับข้อสงสัยที่เก็บไว้ในใจมาตลอด ความกังวลที่ถูกกดทับด้วยความกระตือรือร้นของกลุ่ม ได้ออกมาบนโต๊ะ การมองเห็นจุดอ่อนล่วงหน้า ไม่ทำให้ความตั้งใจลด แต่ทำให้แผนรัดกุมขึ้น
.
.
30. การรู้ว่าตัวเองคิดผิดได้ ไม่ทำให้คุณคิดถูก แต่ทำให้คุณนิ่งขึ้น
.
ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ Kahneman ยอมรับว่าการศึกษาเรื่องอคติทางความคิดมาทั้งชีวิต ช่วยให้เขาตัดสินใจดีขึ้นในเรื่องของตัวเองเพียงเล็กน้อย เขายังตกหลุม availability ยังถูก anchoring เข้าเล่ห์ ยังประเมินกลุ่มตัวอย่างเล็กผิดพลาด และยังกลัวการสูญเสียจนตัดสินใจไม่ได้ในเรื่องที่ควรกล้า
.
อคติเหล่านี้คือโครงสร้างของจิตใจมนุษย์ ฝังลึกในระดับที่ความตั้งใจเอาชนะได้ยาก หนังสือเล่มนี้จึงวางเป้าหมายไว้คนละจุดกับการพยายามคิดให้ถูกขึ้น
.
จุดที่หนังสือมุ่งไป คือการให้ภาษาร่วมกัน เมื่อรูปแบบความผิดพลาดมีชื่อเรียกที่ชัดเจน บทสนทนาที่เคยวนซ้ำก็มีจุดให้จับ การถามว่า "ตอนนี้ฉันคิดด้วย System 1 หรือ System 2" ทำงานได้ผลกว่าการบอกตัวเองให้คิดให้ดี และการที่เพื่อนทักว่า "นั่นคือ anchoring" หรือ "เธอกำลังตอบคำถามที่ง่ายกว่า" มีพลังกว่าการพยายามตรวจสอบตัวเองคนเดียว
.
ประโยชน์ของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นเครื่องมือสำหรับคนสองคนหรือมากกว่า ที่ใช้ตรวจสอบกันและกันด้วยภาษาที่เข้าใจตรงกัน
.
ปัญญาที่เกิดจากการรู้ว่าตัวเองอาจคิดผิดได้ หายากกว่าความฉลาด
.
.
.
.
#SuccessStrategies

