สรุป 30 ข้อคิดจากหนังสือ Range: Why Generalists Triumph in a Specialized World เขียนโดย David Epstein

David Epstein เปิดหนังสือ Range ด้วยการตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ลัทธิการเริ่มต้นที่หัวแถว" หรือ The Cult of the Head Start
.
มีสองภาพคู่ขนานที่หลายคนคุ้นเคย ภาพแรกคือ Tiger Woods เด็กชายที่พ่อยื่นไม้กอล์ฟให้ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ ขึ้นทีวีระดับชาติตอนสองขวบ และถูกวางแผนชะตาชีวิตเรียบร้อยตั้งแต่อายุสามขวบ
.
ภาพที่สองคือ Roger Federer เด็กชายที่แม่เป็นโค้ชเทนนิสแต่ไม่ยอมสอนลูก เด็กที่เล่นทุกอย่างที่มีลูกบอล จนกระทั่งเข้าวัยรุ่นถึงเริ่มจริงจังกับเทนนิส และกลายเป็นมือหนึ่งของโลกในวัยที่นักเทนนิสตำนานคนอื่นเลิกเล่นไปแล้ว
.
สื่อชอบเรื่องของ Tiger หนังสือขายดีถูกเขียนเกี่ยวกับ Tiger แต่ Epstein พบว่าเส้นทางของ Federer คือเส้นทางปกติของผู้ที่ไปถึงจุดสูงสุด ไม่ใช่ข้อยกเว้น ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาจากหลากหลายศาสตร์
.
Epstein พาผู้อ่านเดินทางจากสนามกีฬาไปสู่ห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์รางวัล Nobel ผ่านชีวิตของ Vincent van Gogh ที่ลองผิดลองถูกหลายอาชีพก่อนหยิบพู่กันในวัย 27 ปี Frances Hesselbein ที่กลายเป็น CEO ตำนานในวัยห้าสิบกว่าโดยไม่จบมหาวิทยาลัย และ Charles Darwin ที่พ่ออยากให้เป็นหมอแล้วเป็นบาทหลวง ก่อนเดินทางบนเรือ HMS Beagle ในสิ่งที่กลายเป็น Gap Year ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์
.
แก่นเรื่องของ Range คือโลกของจริงส่วนใหญ่ไม่ใช่กระดานหมากรุกที่กฎกติกาชัดเจน แต่เป็นโลกที่เปลี่ยนตลอดเวลา ในโลกแบบนี้ คนที่สำรวจกว้าง ลองผิดลองถูก เชื่อมโยงข้ามศาสตร์ และค้นพบตัวเองผ่านประสบการณ์ จะเป็นผู้ชนะในระยะยาว และนี่คือ 30 ข้อคิดสำคัญที่กลั่นจากหนังสือเล่มนี้
.
.
===================
.
1. เส้นทางของ Roger สำคัญพอๆ กับเส้นทางของ Tiger และพบบ่อยกว่ามาก
.
เราคุ้นเคยกับเรื่องของ Tiger Woods ที่พ่อยื่นไม้กอล์ฟให้ตั้งแต่ลูกอายุเจ็ดเดือน ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นในด้านเดียว และกลายเป็นตำนาน เรื่องนี้กลายเป็นแม่แบบของ "สูตรสำเร็จ" ที่พ่อแม่ทั่วโลกพยายามทำตาม แต่เรื่องของ Roger Federer ที่พ่อแม่ปล่อยให้ลูกเล่นกีฬาทุกอย่างที่มีลูกบอล เล่นบาสเก็ตบอล แฮนด์บอล สเก็ตบอร์ด ฟุตบอล จนกระทั่งเข้าวัยรุ่นถึงเริ่มจริงจังกับเทนนิส กลับเป็นเรื่องที่ถูกเล่าน้อยกว่ามาก
.
งานวิจัยที่ติดตามนักกีฬาระดับโลกพบว่า เส้นทางของ Federer เป็นเส้นทางปกติของนักกีฬาชั้นนำ พวกเขามี "ช่วงสุ่มลอง" (sampling period) เล่นกีฬาหลากหลาย เรียนรู้ความสามารถของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ มาโฟกัสในสิ่งที่ใช่ การเริ่มช้าและกว้างไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นเลิศในระยะยาว
.
.
2. โลกของจริงส่วนใหญ่ไม่ใช่หมากรุกหรือกอล์ฟ
.
นักจิตวิทยา Robin Hogarth แยก "สนามเรียนรู้" ออกเป็นสองแบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
.
สนามแบบ Kind หรือใจดี มีกฎกติกาชัดเจน รูปแบบของปัญหาเกิดซ้ำๆ และผลตอบรับมาทันที
.
หมากรุกคือสนามแบบนี้ที่บริสุทธิ์ที่สุด ทุกตัวหมากเดินตามกฎที่ตายตัว ทุกสถานการณ์ในกระดานมีคำตอบที่ดีที่สุดเชิงทฤษฎี และทุกการตัดสินใจให้ผลทันทีว่าดีหรือไม่ดี กอล์ฟก็เช่นกัน ตีลูกแล้วลูกไปไกลเกินไป สั้นเกินไป เบี่ยงซ้าย หรือเบี่ยงขวา ผู้เล่นเห็นผลทันที แก้ไข แล้วลองใหม่
.
ในสนามแบบ Kind การฝึกซ้ำๆ แบบที่เรียกกันว่า deliberate practice ทำให้เก่งขึ้นจริง เพราะสมองค่อยๆ สั่งสมรูปแบบที่ใช้ได้และคัดทิ้งรูปแบบที่ใช้ไม่ได้
.
นักดับเพลิงในบ้านธรรมดาคืออีกตัวอย่างของสนามแบบ Kind ไฟในบ้านที่ก่อตัวซ้ำๆ มีพฤติกรรมตามหลักฟิสิกส์ที่คาดเดาได้ นักดับเพลิงผู้มากประสบการณ์มองเห็นสัญญาณเตือนของเพดานที่กำลังจะถล่มได้ในไม่กี่วินาที พวกเขาตัดสินใจถูกต้องโดยอัตโนมัติประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์โดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้เกณฑ์อะไร นี่คือพลังของประสบการณ์ในสนามที่เอื้อต่อการเรียนรู้
.
แต่โลกส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันคือสนามแบบ Wicked หรือโหดร้าย ไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจน
.
รูปแบบของปัญหาอาจซ้ำหรือไม่ซ้ำ และเมื่อซ้ำก็อาจซ้ำในลักษณะที่หลอกตา ผลตอบรับมาช้า มาไม่ตรง หรือบางครั้งไม่มาเลย การลงทุน การวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน การบริหารคน การพยากรณ์เศรษฐกิจ การเลี้ยงลูก การตัดสินใจทางการเมือง ล้วนเป็นสนาม Wicked ทั้งสิ้น
.
ในสนามแบบ Wicked ประสบการณ์มากๆ ในด้านเดียวกลายเป็นกับดักที่อันตราย เพราะสมองเรียนรู้รูปแบบที่อาจไม่ได้มีอยู่จริง หรือเรียนรู้รูปแบบที่ใช้ได้กับสถานการณ์เก่าแต่ไม่ใช้กับสถานการณ์ใหม่
.
Hogarth เล่าเรื่องน่าขนลุกของแพทย์ชื่อดังในนิวยอร์กยุคต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีชื่อเสียงด้านการวินิจฉัยไข้ไทฟอยด์ วิธีตรวจของเขาคือใช้มือคลำลิ้นของคนไข้ ก่อนที่อาการอื่นใดจะปรากฏ เขาวินิจฉัยถูกต้องครั้งแล้วครั้งเล่า
.
ประสบการณ์ดูเหมือนจะยืนยันความเชี่ยวชาญของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนค้นพบว่าเขาเองคือพาหะแพร่เชื้อไทฟอยด์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Typhoid Mary เสียอีก ทุกครั้งที่เขาคลำลิ้นคนไข้ เขากำลังแพร่เชื้อไปด้วย ความสำเร็จซ้ำๆ ของเขาสอนบทเรียนผิดๆ ในสนามที่ผลตอบรับหลอกตา
.
ปัญหานี้เกิดขึ้นในชีวิตจริงทุกวัน นักหมากรุกระดับปรมาจารย์ที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตกับกระดานที่กฎไม่เคยเปลี่ยน เมื่อกฎถูกปรับแม้เพียงเล็กน้อย ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาเป็นสิบปีกลายเป็นไร้ค่าทันที นักดับเพลิงผู้ช่ำชองที่เผชิญไฟในบ้านมาทั้งชีวิต เมื่อต้องดับไฟในตึกระฟ้าที่พฤติกรรมของไฟต่างออกไป สัญชาตญาณที่เคยช่วยชีวิตกลับนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด
.
นักบัญชีผู้เชี่ยวชาญที่ต้องปรับตัวกับกฎหมายภาษีใหม่ ทำได้แย่กว่ามือใหม่ที่ไม่มีนิสัยเดิมต้องลบทิ้ง ปรากฏการณ์นี้นักจิตวิทยา Erik Dane เรียกว่า "cognitive entrenchment" หรือการติดร่องในความคิด
.
แก่นของบทเรียนข้อนี้คือ ก่อนที่เราจะตัดสินว่าเส้นทางของ Tiger Woods เป็นแม่แบบที่ใช้ได้กับชีวิต เราต้องถามก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังทำเป็นแบบไหน ถ้ามันคือสนาม Kind การฝึกแคบลึกตั้งแต่เด็กอาจเป็นเส้นทางที่ดี แต่ถ้ามันคือสนาม Wicked ซึ่งคือกรณีส่วนใหญ่ของชีวิต การสำรวจกว้าง การลองหลายอย่าง และการสร้างเครื่องมือคิดที่ใช้ได้ข้ามศาสตร์ คือสิ่งที่ทำให้รอดและเติบโต
.
.
3. Flynn Effect บอกเราว่าสมองมนุษย์เปลี่ยนวิธีคิดไปแล้ว
.
James Flynn พบว่าคะแนน IQ ของคนทุกประเทศเพิ่มขึ้นรุ่นต่อรุ่น โดยเฉลี่ยสามแต้มต่อสิบปี ที่น่าสนใจคือคะแนนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในส่วนของการคิดเชิงนามธรรม ไม่ใช่ความรู้ทั่วไปหรือคำศัพท์ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ฉลาดกว่าคนรุ่นเก่าโดยกำเนิด แต่สวม "แว่นตาวิทยาศาสตร์" ที่จัดระเบียบโลกด้วยแนวคิดและหมวดหมู่ แทนการพึ่งประสบการณ์ตรงเท่านั้น
.
ชาวบ้านในอุซเบกิสถานยุคก่อนสมัยใหม่ที่ Alexander Luria ศึกษา เมื่อถูกถามว่า "ค้อน เลื่อย ขวาน ท่อนไม้ อะไรไม่เข้าพวก?" พวกเขาตอบว่า "ทั้งหมดต้องอยู่ด้วยกัน เพราะใช้ตัดท่อนไม้ได้" ส่วนคนยุคสมัยใหม่จะตอบทันทีว่า "ท่อนไม้ เพราะที่เหลือเป็นเครื่องมือ" การคิดแบบจัดหมวดหมู่ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเรานี้ จริงๆ แล้วเป็นทักษะใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเป็นรากฐานของการคิดแบบยืดหยุ่นในโลก wicked
.
.
4. การศึกษาเฉพาะทางที่แคบเกินไปอาจสร้างคนเก่งที่คิดไม่กว้าง
.
สิ่งที่ทำให้ Flynn ผิดหวังที่สุดคือ ระบบการศึกษาระดับสูงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่เพิ่มขึ้นของสมองมนุษย์เลย กลับเร่งให้นักศึกษาเชี่ยวชาญแคบลึกเร็วขึ้น โดยไม่สอนเครื่องมือคิดที่ใช้ได้ข้ามศาสตร์
.
Flynn ทดสอบนักศึกษาปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาด้วยข้อสอบ 20 ข้อที่วัดการคิดเชิงแนวคิดที่ใช้ได้ในชีวิตจริง เช่นการตรวจจับตรรกะที่วนซ้ำในตัวเอง การแยกความสัมพันธ์ทางสถิติออกจากความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการประยุกต์หลักเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เข้ากับสถานการณ์ทั่วไป ผลลัพธ์น่าตกใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเกรดเฉลี่ยของนักศึกษากับคะแนนการคิดเชิงวิจารณ์ที่ใช้ได้กว้างนี้ แทบเท่ากับศูนย์ Flynn สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า "คุณสมบัติที่ทำให้ได้เกรดดีในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่รวมถึงความสามารถในการคิดเชิงวิจารณ์ที่มีความหมายในวงกว้าง"
.
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือนักศึกษาแต่ละสาขาทำได้แย่ในเรื่องที่ดูเหมือนควรจะอยู่ในสาขาของตัวเอง นักศึกษาชีววิทยาไม่เข้าใจวิธีคิดของสังคมศาสตร์ นักศึกษาวิทยาศาสตร์เรียนรู้ข้อเท็จจริงในสาขาตัวเองได้ แต่ไม่เข้าใจหลักการของการวิจัยที่จะนำไปสู่ข้อสรุปที่แท้จริงได้อย่างไร
.
นักศึกษาประสาทวิทยาที่เก่งกาจในห้องเรียน ทำได้ไม่ดีนักในแทบทุกเรื่อง นักศึกษาธุรกิจทำได้แย่มากในแทบทุกหมวด รวมถึงเศรษฐศาสตร์ ส่วนนักศึกษาเคมีที่ฉลาดสุดๆ ในสาขาตัวเอง กลับติดขัดอย่างหนักเมื่อต้องประยุกต์หลักการคิดทางวิทยาศาสตร์ไปใช้กับปัญหานอกเคมี
.
มีเพียงสาขาเดียวเท่านั้นที่ทำได้ดีในการทดสอบนี้คือเศรษฐศาสตร์ Flynn อธิบายว่าเป็นเพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กว้างโดยธรรมชาติ อาจารย์เศรษฐศาสตร์มักนำหลักการในศาสตร์ตัวเองไปประยุกต์กับปัญหานอกศาสตร์อยู่เสมอ ในขณะที่อาจารย์เคมีหรือชีววิทยา แม้จะเก่งกาจในสาขาตัวเอง กลับไม่ได้สอนนักศึกษาให้นำหลักคิดของศาสตร์ตัวเองไปใช้กับโลกภายนอก พวกเขาเรียนข้อเท็จจริงจำนวนมหาศาล แต่ไม่ได้เรียนวิธีคิดที่ใช้ได้กว้าง
.
Flynn สรุปว่า "ไม่มีสัญญาณใดเลยที่บ่งบอกว่ามีภาควิชาไหนพยายามพัฒนาอะไรนอกจากความสามารถในการคิดเชิงวิจารณ์แบบแคบๆ" นักศึกษามาถึงมหาวิทยาลัยพร้อม "แว่นตาวิทยาศาสตร์" ที่สมัยใหม่มอบให้ฟรี แต่จบไปโดยไม่ได้ "มีดสวิสอาร์มี่แห่งการคิดเชิงวิทยาศาสตร์" ติดมือไป
.
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ข้อเท็จจริงที่ว่าสามในสี่ของบัณฑิตอเมริกันจบไปทำงานในสาขาที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาเอกของตัวเองเลย แนวโน้มนี้รวมถึงนักศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พวกเขาใช้เวลาสี่ปีเรียนเครื่องมือของศาสตร์เดียว แล้วจบไปต้องใช้เครื่องมืออื่นที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝน
.
นักเศรษฐศาสตร์ Bryan Caplan เรียกระบบการศึกษาในปัจจุบันว่าเป็น "การฝึกอาชีพแคบๆ สำหรับงานที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำ"
.
Flynn เองสารภาพว่าเมื่อสมัยเขาสอนวิชาปรัชญาเบื้องต้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เขาชื่นชอบจาก Plato, Aristotle, Hobbes, Marx และ Nietzsche เขาสอนแนวคิดกว้างๆ ในห้อง แต่มันถูกฝังกลบใต้กองข้อมูลเฉพาะที่ใช้ได้แค่กับวิชานั้นวิชาเดียว นี่คือนิสัยที่เขาพยายามแก้มาตลอด เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่ตื่นเต้นเกินไปที่จะแบ่งปันความรู้ละเอียดที่สั่งสมจากการศึกษาแคบลึกของตัวเอง โดยลืมไปว่าสิ่งที่นักศึกษาต้องการจริงๆ คือเครื่องมือคิดที่ใช้ได้ทุกที่
.
อาจารย์เคมีของ Epstein สมัยปริญญาตรีคือตัวอย่างของสิ่งที่ Flynn อยากเห็น ในข้อสอบเคมีทุกฉบับ ท่ามกลางคำถามเคมีปกติ จะมีคำถามแปลกๆ แทรกอยู่ เช่น "ในนครนิวยอร์กมีช่างปรับเสียงเปียโนกี่คน" นักศึกษาต้องใช้เหตุผลล้วนๆ ในการประมาณค่า ไม่ใช่ค้นหาคำตอบ
.
คำถามแบบนี้เรียกว่า Fermi problems ตั้งตามชื่อนักฟิสิกส์ Enrico Fermi ที่ใช้การประมาณแบบหลังซองจดหมายในการแก้ปัญหาทุกประเภท บทเรียนสุดท้ายของคำถามแบบนี้คือ ความรู้ละเอียดในเรื่องเฉพาะสำคัญน้อยกว่าวิธีคิด Epstein สารภาพว่าเขาจำเรื่อง stoichiometry ในวิชาเคมีไม่ได้แล้ว แต่เขาใช้การคิดแบบ Fermi อยู่ทุกวัน
.
.
5. การเรียนเครื่องดนตรีหลายชิ้นไม่ใช่ความเสียเวลา
.
เรื่องของ "figlie del coro" คณะนักดนตรีหญิงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเวนิสยุคศตวรรษที่ 18 ที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ทางดนตรีของยุโรป ท้าทายความเชื่อเรื่องการเชี่ยวชาญแคบ พวกเธอเล่นเครื่องดนตรีหลายชิ้นมาก บางคนเล่นได้สิบกว่าชิ้น Vivaldi เขียนคอนแชร์โตให้พวกเธอ และพวกเธอช่วยปูทางสู่ดนตรีคลาสสิกสมัยใหม่
.
งานวิจัยของ John Sloboda พบว่านักเรียนดนตรีที่กลายเป็นเลิศมักเล่นเครื่องดนตรีสามชิ้นขึ้นไป กระจายความพยายามไปทั่ว ไม่ใช่ทุ่มหมดให้กับเครื่องเดียวที่หยิบจับครั้งแรก ส่วนนักเรียนที่ฝึกหนักกับเครื่องเดียวตั้งแต่เด็ก กลับมักจบลงที่ระดับ "ปานกลาง" ในการศึกษาวิจัย
.
.
6. นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดหลายคนเริ่มช้า อ่านโน้ตไม่ออก หรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง
.
Duke Ellington เลิกเรียนเปียโนตั้งแต่เด็กเพื่อไปวาดรูปและเล่นเบสบอล กลับมาจับเปียโนตอนสิบสี่ปี Django Reinhardt อ่านโน้ตไม่ออกเลย แต่ปฏิวัติวงการกีตาร์ Dave Brubeck แอบซ่อนความจริงที่ว่าเขาอ่านโน้ตไม่ออกจนถึงปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย Jack Cecchini ใช้ชีวิตวัยเด็กแบบ "ซึมซับ" มากกว่าฝึกฝนอย่างเป็นทางการ
.
ในดนตรีแบบด้นสด เด็กที่จะกลายเป็นปรมาจารย์เรียนรู้แบบเดียวกับที่เด็กทารกเรียนภาษา คือลองทำ เลียนแบบ ด้นสด ก่อนจะมาเรียนกฎทีหลัง การฝึกซ้ำตามแบบแผนเข้มงวดอาจเหมาะกับคลาสสิก แต่ทำให้คนเล่นแจ๊สไม่ออก คลาสสิกอาจสร้างศิลปินผู้ตีความ แต่แจ๊สสร้างศิลปินผู้สร้างสรรค์
.
.
7. การเรียนรู้ที่ดีมักดูเหมือนช้าและไม่มีประสิทธิภาพ
.
นักจิตวิทยา Robert Bjork เรียกแนวคิดนี้ว่า "desirable difficulties" หรืออุปสรรคที่ดี การเรียนรู้ที่ฝังลึกและใช้งานได้จริงต้องผ่านความยากลำบาก การสะดุด การเดาผิด สมองต้องดิ้นรน
.
ครูสอนเลขที่เก่งและให้คำใบ้ตลอดเวลา ทำให้นักเรียนสอบผ่านในห้องได้ดี แต่ความรู้นั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนครูที่ปล่อยให้นักเรียนงงงวยและคิดเอง อาจถูกประเมินต่ำในช่วงนั้น แต่ลูกศิษย์จะทำได้ดีกว่ามากในวิชาขั้นสูงถัดไป งานวิจัยที่ US Air Force Academy พบสิ่งนี้ชัดเจน ครูสอน Calculus I ที่ทำให้นักเรียนได้คะแนนสอบสูงทันที กลับเป็นครูที่ทำให้นักเรียนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงตามมาได้แย่ลง
.
.
8. ทดสอบก่อนเรียน และเว้นช่วงในการฝึก ทำให้จำได้นานกว่า
.
นักจิตวิทยา Nate Kornell แสดงให้เห็นว่าการพยายามตอบโจทย์ก่อนจะได้เรียน แม้จะตอบผิด ก็ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น เพราะสมองได้พยายามค้นหาคำตอบและสร้างเส้นทางความจำไว้ก่อน เรียกว่า "generation effect"
.
อีกหลักหนึ่งคือ "spacing effect" หรือการเว้นช่วง การเรียนคำศัพท์ภาษาสเปนแล้วทดสอบในวันเดียวกัน เทียบกับเรียนแล้วทดสอบหลังหนึ่งเดือน แปดปีต่อมากลุ่มที่เว้นช่วงจำได้มากกว่าถึง 250 เปอร์เซ็นต์ การฝึกที่กระจุกหนาแน่นในเวลาสั้นๆ ทำให้รู้สึกว่าเข้าใจ แต่เป็นการเข้าใจแบบลวงตา ความรู้จริงต้องการเวลาและความลำบากในการเรียกคืน
.
.
9. การฝึกแบบสลับกัน (Interleaving) สำคัญกว่าการฝึกแบบเป็นชุด (Blocked)
.
ลองนึกภาพคนกำลังเรียนแยกแยะภาพวาดของ Cézanne, Picasso, และ Renoir ความเชื่อสามัญบอกว่าให้เรียนภาพของ Cézanne ทั้งหมดก่อน แล้วค่อยไป Picasso แล้วค่อยไป Renoir แต่งานวิจัยพบว่าการสลับชั่นผ่านภาพของศิลปินคนต่างๆ ผสมกันไป แม้จะรู้สึกสับสนตอนเรียน กลับทำให้แยกแยะได้ดีกว่ามากเมื่อเจอภาพใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
.
หลักการเดียวกันใช้ได้กับการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ การฝึกทักษะกีฬา และการเรียนภาษา การฝึกแบบสลับช่วยให้สมองเรียนรู้ที่จะ "เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะกับปัญหา" ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้แก้ปัญหาที่เก่งที่สุด
.
.
10. การเปรียบเทียบ (Analogy) คืออาวุธสำคัญในการแก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอ
.
Johannes Kepler ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์โดยใช้การเปรียบเทียบเป็นเครื่องมือหลัก เมื่อเขาพยายามเข้าใจว่าทำไมดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ เขาเปรียบเทียบกับแสง กลิ่น ความร้อน แม่เหล็ก เรือในกระแสน้ำวน แต่ละครั้งที่เขาติด เขาจะลองหาการเปรียบเทียบใหม่ๆ จากศาสตร์อื่น
.
นักจิตวิทยา Dedre Gentner ทำการทดลอง "ปัญหารังสีบำบัดมะเร็ง" ที่คนทั่วไปแก้ได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อให้เรื่องเปรียบเทียบจากศาสตร์อื่น เช่นนายพลที่ต้องโจมตีป้อมปราการ หรือผู้ช่วยดับเพลิงที่ใช้น้ำจากหลายทิศทาง สัดส่วนคนแก้ได้พุ่งขึ้นเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ การเปรียบเทียบที่ดีไม่ได้มาจากศาสตร์เดียวกัน แต่จากศาสตร์ที่ห่างไกล ซึ่งซ่อนโครงสร้างที่คล้ายกันอยู่ลึกๆ
.
.
11. มุมมองจากภายนอก (Outside View) แม่นยำกว่ามุมมองจากภายใน (Inside View)
.
Daniel Kahneman เคยรวมทีมเขียนหลักสูตรการตัดสินใจสำหรับโรงเรียนมัธยม หลังประชุมกันเป็นปี เขาถามทีมว่าโครงการจะเสร็จในกี่ปี ทุกคนคาดว่าหนึ่งปีครึ่งถึงสองปีครึ่ง แล้วเขาก็ถามผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำโครงการแบบเดียวกันมาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญตอบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของทีมแบบนี้ไม่เคยทำเสร็จ และไม่มีทีมไหนใช้เวลาน้อยกว่าเจ็ดปี ทีมของ Kahneman ตัดสินใจไปต่อ แล้วใช้เวลาแปดปี โดยที่ตอนเสร็จไม่มีใครต้องการหลักสูตรอีกแล้ว
.
นี่คือพลังของ "มุมมองจากภายนอก" คือการเทียบกับโครงการอื่นๆ ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน แทนที่จะมุ่งดูแต่รายละเอียดเฉพาะของโครงการตัวเอง การลงทุนใน private equity, การพยากรณ์รายได้ภาพยนตร์, การประเมินงบประมาณก่อสร้าง ทั้งหมดนี้ดีขึ้นมากเมื่อใช้มุมมองจากภายนอก
.
.
12. "Grit" หรือความมุ่งมั่นไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสถานการณ์
.
งานวิจัยของ Angela Duckworth เรื่อง "grit" หรือความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ ดังก้องไปทั่ววงการ แต่ Epstein ชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญ คือการศึกษาส่วนใหญ่ทำกับกลุ่มที่ถูกคัดสรรมาแล้ว เช่นนักเรียน West Point หรือนักเรียนระดับชาติของ Spelling Bee คนที่มีเป้าหมายชัดเจนและเดินทางมาถึงจุดนั้นแล้ว ในกลุ่มแบบนี้ grit อาจทำนายความสำเร็จได้
.
แต่ในชีวิตจริง ความท้าทายมักไม่ใช่การยึดติดกับเป้าหมาย แต่คือการหาเป้าหมายที่ใช่ในตอนแรก การ "ไม่ยอมแพ้" ในเส้นทางที่ไม่เข้ากับตัวเรา ไม่ใช่คุณธรรม แต่คือกับดัก คนที่ออกจาก West Point กลางคันไม่ได้ขาด grit แต่กำลังตอบสนองต่อ "ข้อมูลเรื่องความเข้ากันได้" ที่พวกเขาเพิ่งรับรู้
.
.
13. การเลิกคือทักษะ ไม่ใช่ความล้มเหลว
.
Seth Godin นักเขียนเรื่องอาชีพและการตลาด เขียนหนังสือทั้งเล่มเพื่อแย้งแนวคิด "ผู้ชนะไม่เลิก" เขาบอกว่าผู้ชนะที่แท้จริงรู้จักเลิกอย่างฉลาดและรวดเร็วเมื่อรู้ว่าเส้นทางนั้นไม่ใช่ การยึดติดเพราะ "ลงทุนไปแล้ว" คือกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "sunk cost fallacy"
.
Steven Levitt ผู้เขียน Freakonomics ทำการทดลองให้คนที่ลังเลเรื่องการเปลี่ยนงานโยนเหรียญตัดสินใจ หกเดือนต่อมา คนที่เปลี่ยนงานมีความสุขมากกว่าคนที่อยู่ที่เดิมอย่างมีนัยสำคัญ Levitt ระบุว่าทักษะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเขาคือ "ความยินดีในการละทิ้ง" โครงการหรือสาขาวิชาเมื่อพบเส้นทางที่ดีกว่า
.
.
14. Match Quality สำคัญกว่าการเริ่มเร็ว
.
นักเศรษฐศาสตร์เรียกความเข้ากันได้ระหว่างคนกับงานที่ทำว่า "match quality" Ofer Malamud ศึกษาระบบการศึกษาในอังกฤษกับสกอตแลนด์ ในอังกฤษนักเรียนต้องเลือกสาขาเฉพาะตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ในสกอตแลนด์ต้องเรียนหลายสาขาในสองปีแรกของมหาวิทยาลัย ผลคือนักศึกษาสกอตแลนด์ที่เริ่มทำงานพร้อมทักษะน้อยกว่า กลับไล่ทันรายได้ของอังกฤษได้รวดเร็ว เพราะพวกเขาเลือกงานที่เข้ากับตัวเองดีกว่า
.
นักศึกษาอังกฤษและเวลส์เปลี่ยนสาขาอาชีพหลังเรียนจบบ่อยกว่ามาก เพราะพวกเขาเลือกเส้นทางก่อนรู้จักตัวเอง การเรียนรู้เรื่องตัวเองสำคัญกว่าการเรียนรู้เนื้อหา
.
.
15. Vincent Van Gogh เป็นตัวอย่างที่ดีของการลองผิดลองถูกอย่างเข้มข้น
.
Van Gogh ใช้ชีวิตเปลี่ยนอาชีพไปมาตลอด นักเรียน พ่อค้าศิลปะ ครู คนขายหนังสือ นักเทศน์ฝึกหัด มิชชันนารี แต่ละครั้งล้มเหลวอย่างน่าตื่นตะลึง เขาเริ่มวาดรูปจริงจังตอนอายุ 27 ปี เริ่มใช้สีน้ำมันตอนใกล้สามสิบ และค้นพบสไตล์ที่เป็นตัวเองจริงๆ ในช่วงไม่กี่ปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตที่อายุ 37
.
ถ้าเขาเสียชีวิตตอนอายุ 34 จะไม่มีใครจดจำชื่อ Van Gogh เลย แต่ Naifeh นักเขียนชีวประวัติของเขาบอกว่า การลองผิดลองถูกหลายต่อหลายครั้งไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นกระบวนการ "ย่อย" ประสบการณ์ที่ค่อยๆ สั่งสมจนวันหนึ่งระเบิดออกมา การเริ่มช้าไม่ได้ขัดขวางความเป็นเลิศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของมัน
.
.
16. Frances Hesselbein สอนเราว่าไม่ต้องมีแผนยี่สิบปี
.
Hesselbein ปฏิเสธงานสำคัญสามครั้ง ก่อนจะตอบรับโดยบังเอิญในวัยห้าสิบกว่าๆ เธอกลายเป็น CEO ของ Girl Scouts of America โดยที่ไม่เคยจบมหาวิทยาลัย Peter Drucker ปรมาจารย์ด้านการจัดการเรียกเธอว่าเป็น CEO ที่เก่งที่สุดในประเทศ และเมื่อถูกถามว่าใครควรเป็นหัวหน้า General Motors คนต่อไป เขาตอบว่า "Frances"
.
เมื่อถูกถามเรื่องการฝึกฝนของเธอ เธอตอบว่า "อย่าถามเรื่องการฝึกของฉัน ฉันแค่ทำสิ่งที่ดูเหมือนจะสอนอะไรสักอย่างให้ฉันและช่วยคนได้ในแต่ละช่วงเวลา" ชีวิตของเธอคือการวางแผนระยะสั้นเรื่อยมา จนวันหนึ่งกลายเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคาดคิด
.
.
17. End of History Illusion เราคิดว่าตัวเราตอนนี้คือตัวเราตลอดไป
.
Dan Gilbert นักจิตวิทยาจาก Harvard ทำการทดลองที่เรียบง่ายแต่เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์มองตัวเอง เขาและทีมวัดความชอบ ค่านิยม และบุคลิกภาพของคนกว่า 19,000 คน อายุตั้งแต่ 18 ถึง 68 ปี กลุ่มหนึ่งถูกขอให้ทำนายว่าตัวเองจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า อีกกลุ่มถูกขอให้ย้อนกลับไปนึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากแค่ไหนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
.
ผลที่ออกมาตรงกันไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คนที่มองย้อนกลับไปรายงานว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากในทศวรรษที่ผ่านมา แต่คนที่มองไปข้างหน้ากลับเชื่อว่าตัวเองจะแทบไม่เปลี่ยนเลยในทศวรรษถัดไป Gilbert อธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยประโยคที่กลายเป็นตำนานในวงการจิตวิทยา "เราทุกคนคืองานที่กำลังทำอยู่ แต่อ้างว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว"
.
คุณสมบัติที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล ค่านิยมหลักของชีวิต ทั้งเรื่องความสุข ความมั่นคง ความสำเร็จ และความซื่อสัตย์ ล้วนแปรเปลี่ยน รสนิยมเรื่องการท่องเที่ยว ดนตรี งานอดิเรก และแม้แต่เพื่อน ก็เปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง
.
Gilbert พบสิ่งที่ตลกร้ายอย่างหนึ่ง คนที่ทำนายอนาคตยอมจ่ายค่าตั๋วเฉลี่ย 129 ดอลลาร์เพื่อดูคอนเสิร์ตของวงโปรดในปัจจุบันในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่คนที่มองย้อนกลับไปยอมจ่ายเพียง 80 ดอลลาร์เพื่อดูคอนเสิร์ตของวงที่เคยเป็นวงโปรดของตัวเองเมื่อ 10 ปีก่อน ความรักที่เราคิดว่าจะอยู่ตลอดไป กลับจางลงเร็วกว่าที่เราคาดมาก
.
Brent W. Roberts นักจิตวิทยาจาก University of Illinois ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการบุคลิกภาพ ได้รวบรวมผลการศึกษา 92 ชิ้นและเปิดเผยว่าลักษณะบุคลิกภาพบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามวัยในลักษณะที่ค่อนข้างคาดเดาได้
.
คนเรามักจะเป็นมิตรขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีอารมณ์มั่นคงขึ้น และวิตกกังวลน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็เปิดรับประสบการณ์ใหม่น้อยลงด้วย ในวัยกลางคน ผู้ใหญ่จะมีความคงเส้นคงวามากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็อยากรู้อยากเห็น เปิดใจ และสร้างสรรค์น้อยลง
.
การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างอายุ 18 ถึงปลาย 20 ปี นี่คือช่วงเวลาที่สังคมคาดหวังให้คนเลือกอาชีพและเส้นทางชีวิต ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ตัวตนของคนๆ นั้นกำลังเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด การที่เด็กอายุ 18 ปีต้องเลือกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย เลือกอาชีพ และวางแผนชีวิตยาว 40 ปีข้างหน้า จึงเป็นการพยายามทำนายความเข้ากันได้ของคนที่ยังไม่มีอยู่จริง
.
ลองนึกภาพการเลือกคู่ชีวิตตอนอายุ 16 ปีและถูกบังคับให้แต่งงานกับคนนั้นไปตลอดชีวิต โดยไม่มีโอกาสได้พบใครอื่นเลย ในเวลานั้นมันอาจดูเหมือนความคิดที่ดี แต่ยิ่งได้พบประสบการณ์มากขึ้น ความคิดนั้นจะดูแย่ลงเรื่อยๆ ระบบการศึกษาที่บังคับให้เด็กเลือกสาขาตั้งแต่อายุ 16 หรือ 18 ปี ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน
.
แต่นี่ไม่ได้แปลว่าเราจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็ไม่เคยหยุด คนอายุ 50 ในวันนี้ไม่ใช่คนเดียวกับคนๆ นั้นในวัย 30 และจะไม่ใช่คนเดียวกันในวัย 70 ปัญหาคือเราไม่เคยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในขณะที่มันเกิดขึ้น เราจึงเชื่อเสมอว่าตัวเราในตอนนี้คือฉบับสมบูรณ์ที่ค้นพบแล้ว ทั้งที่จริงๆ เรากำลังกลายเป็นคนใหม่อยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
.
บทเรียนของ Epstein จากเรื่องนี้ตรงไปตรงมา หากตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและประสบการณ์ การยึดติดกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนอายุน้อยจึงเป็นเรื่องอันตราย ไม่ใช่เพราะเป้าหมายนั้นผิด แต่เพราะคนที่ตั้งเป้าหมายนั้นไม่ใช่คนเดียวกับคุณในวันนี้แล้ว
.
Alice ในเรื่อง Alice in Wonderland พูดไว้อย่างน่าสนใจเมื่อถูกขอให้เล่าเรื่องของตัวเอง เธอบอกว่า "ไม่มีประโยชน์ที่จะย้อนกลับไปเมื่อวาน เพราะตอนนั้นฉันเป็นคนละคน" ประโยคในนิทานเด็กกลับสะท้อนความจริงทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่งของชีวิตมนุษย์
.
.
18. ทดสอบและเรียนรู้ ดีกว่าวางแผนและทำตามแผน
.
นักจิตวิทยา Herminia Ibarra ศึกษาคนที่เปลี่ยนสายอาชีพในวัยกลางคน เธอพบรูปแบบที่สม่ำเสมอ คือไม่มีใครค้นพบเส้นทางใหม่จากการนั่งคิด พวกเขาค้นพบจากการลงมือทำ ลองงานชั่วคราว เจอคนใหม่ๆ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
.
แม้แต่ Michelangelo ปรมาจารย์ที่เราคิดว่ามองเห็น "ร่าง" ในก้อนหินอ่อนก่อนแกะสลัก จริงๆ แล้วเปลี่ยนใจตลอด ทิ้งงานสามในห้าของผลงานเขาไว้ไม่เสร็จเพื่อไปทำสิ่งที่น่าสนใจกว่า เขาทดสอบและเรียนรู้ ไม่ใช่วางแผนและทำตามแผน Ibarra เรียกหลักนี้ว่า "I know who I am when I see what I do"
.
.
19. คนนอกแก้ปัญหาที่ผู้เชี่ยวชาญแก้ไม่ตกได้บ่อยกว่าที่คิด
.
Alph Bingham อดีตรองประธานฝ่ายวิจัยของ Eli Lilly สร้าง InnoCentive เว็บไซต์ที่บริษัทเอาปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์ในบ้านแก้ไม่ได้มาโพสต์ให้คนนอกแก้ ปรากฏว่าหนึ่งในสามของปัญหาถูกแก้ และคนที่แก้ได้มักไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น เช่นทนายที่เคยทำคดีสิทธิบัตรเคมีแก้ปัญหาการสังเคราะห์โมเลกุล โดยใช้ความรู้เรื่องแก๊สน้ำตา
.
Karim Lakhani จาก Harvard ยืนยันว่า "ยิ่งปัญหาห่างไกลจากความเชี่ยวชาญของผู้แก้ ยิ่งมีแนวโน้มจะแก้ได้" คนนอกไม่ติดกับ "Einstellung effect" หรือแนวโน้มที่จะใช้แต่วิธีคุ้นเคย ทำให้มองเห็นทางออกที่คนในมองไม่เห็น
.
.
20. Jill Viles หญิงสามัญที่ค้นพบสิ่งที่หมอผู้เชี่ยวชาญพลาด
.
เรื่องของ Jill Viles เป็นภาพประกอบที่ทรงพลังของพลังคนนอก เธอเป็นครูสอนชั่วคราวที่ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อลีบหายาก ผ่านการอ่านวารสารวิชาการเองและใช้ Google Images เธอสังเกตเห็นรูปแบบของไขมันที่หายไปในร่างกายของ Priscilla Lopes-Schliep นักกีฬาวิ่งข้ามรั้วโอลิมปิกของแคนาดา ที่คล้ายกับตัวเองอย่างน่าทึ่ง
.
Jill เสนอสมมติฐานว่าทั้งสองคนมียีนผิดปกติคล้ายกัน แต่ของ Priscilla "หาทางอ้อมไปได้" จึงสร้างกล้ามเนื้อมหาศาลแทนที่จะสูญเสีย หลังจากชักชวนหมอผู้เชี่ยวชาญสำเร็จ ปรากฏว่าเธอคิดถูก ทั้งสองคนมียีนกลายพันธุ์บนยีนตัวเดียวกัน ในตำแหน่งใกล้กัน Priscilla กำลังจะเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคตับอ่อนอักเสบโดยไม่รู้ตัว Jill ช่วยชีวิตเธอด้วยการเปรียบเทียบรูปภาพ
.
.
21. Lateral Thinking with Withered Technology = คิดข้ามด้วยเทคโนโลยีล้าสมัย
.
Gunpei Yokoi วิศวกรที่ Nintendo รู้ตัวว่าเขาไม่สามารถแข่งกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ในการประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ เขาจึงตั้งหลักคิดที่เรียกว่า "lateral thinking with withered technology" คือใช้เทคโนโลยีเก่าที่ทุกคนเข้าใจดีและราคาถูก แต่นำไปประยุกต์ในรูปแบบที่ไม่มีใครเคยทำ
.
ผลคือ Game Boy เครื่องเล่นเกมพกพาที่ใช้ชิปประมวลผลที่ล้าสมัยตั้งแต่สมัยทศวรรษ 1970 หน้าจอเทาๆ ไม่มีสี ขายได้ 118.7 ล้านเครื่อง เอาชนะคู่แข่งที่มีเทคโนโลยีดีกว่าทุกด้าน เพราะ Game Boy ทนทาน ราคาถูก ใช้แบตเตอรี่ AA ได้นานเป็นวันๆ และนักพัฒนาเกมคุ้นเคยกับฮาร์ดแวร์เก่าจนสร้างเกมดีๆ ได้รวดเร็ว
.
.
22. ผู้คิดค้นแบบ "Polymath" สร้างสรรค์มากกว่าทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้รอบ
.
Andy Ouderkirk นักประดิษฐ์รางวัลแห่งปีของ 3M ปี 2013 พบจากการวิเคราะห์สิทธิบัตรนับล้านว่า ผู้ประดิษฐ์มีสามประเภทคือ ผู้เชี่ยวชาญที่ลึกในสาขาเดียว, ผู้รู้รอบที่ทำงานหลายสาขาแต่ไม่ลึกมาก, และ "polymath" คนที่มีความลึกในสาขาหลักหนึ่งสาขา แต่กว้างขวางในหลายสาขา
.
Polymath ชนะรางวัลใหญ่ที่สุดของบริษัทบ่อยที่สุด พวกเขามีสิทธิบัตรในหมวดเทคโนโลยีจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะกระโดดไปมา แต่เพราะนำความเชี่ยวชาญในด้านหนึ่งไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ความกว้างของพวกเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุงาน ขณะที่ความลึกในด้านหลักลดลงเล็กน้อย เพราะพวกเขาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา
.
.
23. Foxes ทำนายอนาคตได้แม่นกว่า Hedgehogs
.
Philip Tetlock ใช้เวลายี่สิบปีศึกษาการพยากรณ์ของผู้เชี่ยวชาญ 284 คน เก็บข้อมูลการทำนาย 82,361 ครั้ง พบว่าผู้เชี่ยวชาญโดยเฉลี่ยพยากรณ์ไม่แม่นกว่า "ลิงขว้างปา" เลย แต่มีกลุ่มย่อยที่ทำได้ดีกว่ามาก เขาแบ่งผู้เชี่ยวชาญเป็นสองประเภทตามคำของ Isaiah Berlin คือ "Hedgehog" ผู้รู้สิ่งใหญ่หนึ่งเรื่อง และ "Fox" ผู้รู้สิ่งเล็กๆ หลายเรื่อง
.
Hedgehog มีทฤษฎีเดียวที่ใช้อธิบายทุกอย่าง ทำให้ออกทีวีได้ดีและพูดได้มั่นใจ แต่พยากรณ์แย่ Fox ใช้กรอบคิดหลากหลาย ยอมรับความขัดแย้งและความคลุมเครือ พยากรณ์แม่นกว่ามาก โดยเฉพาะในระยะยาว ที่น่าตกใจคือ Hedgehog ยิ่งสะสมความรู้และประสบการณ์มาก กลับยิ่งทำนายผิด เพราะพวกเขามีข้อมูลมากขึ้นที่จะดัดให้เข้ากับทฤษฎีเดียวของตัวเอง
.
.
24. Active Open-Mindedness - การเปิดใจเชิงรุก คือทักษะที่ฝึกได้
.
Tetlock จัดการแข่งขันพยากรณ์ที่ทีมของเขาชนะอย่างถล่มทลายโดยใช้อาสาสมัครธรรมดาที่ผ่านการคัดเลือก พวกเขาเรียกตัวเองว่า "superforecasters" คุณสมบัติเด่นคือความสงสัยใคร่รู้ที่กระจายไปทุกเรื่อง การมองความคิดของตัวเองเป็น "สมมติฐาน" ที่ต้องทดสอบ ไม่ใช่ความจริงที่ต้องปกป้อง
.
พวกเขาเปลี่ยนใจบ่อย ปรับความเชื่อตามข้อมูลใหม่ และคอยมองหาข้อมูลที่จะหักล้างความคิดของตัวเอง ในขณะที่คนทั่วไปสองในสามไม่ยอมแม้แต่จะอ่านบทความที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตัวเอง การพยากรณ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องของคิดอะไร แต่เป็นเรื่องของคิดอย่างไร
.
.
25. รู้จักทิ้งเครื่องมือคุ้นเคย เมื่อเครื่องมือนั้นไม่เหมาะกับสถานการณ์
.
Karl Weick นักจิตวิทยาองค์กรพบรูปแบบที่น่าเศร้าในเหตุนักดับเพลิงเสียชีวิตในไฟป่า พวกเขายอมตายมากกว่าทิ้งเครื่องมือดับเพลิง ทั้งที่การวิ่งหนีโดยทิ้งเครื่องมือคือทางรอด เครื่องมือเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของพวกเขา การทิ้งเครื่องมือเท่ากับลืมว่าตัวเองเป็นใคร
.
NASA เผชิญปัญหาเดียวกันในโศกนาฏกรรม Challenger วัฒนธรรม "บริสุทธิ์ด้วยข้อมูลปริมาณ" คือเครื่องมือที่เคยทำให้สำเร็จ แต่ในคืนก่อนปล่อยกระสวย เมื่อวิศวกรกังวลแต่บอกไม่ได้เป็นตัวเลข ผู้บริหารปฏิเสธความกังวลนั้น ทั้งที่ Richard Feynman บอกไว้ว่า "เมื่อคุณไม่มีข้อมูล คุณต้องใช้เหตุผล"
.
.
26. วัฒนธรรมที่ดีต้องมีความขัดแย้งภายใน ไม่ใช่ความสอดคล้องทุกด้าน
.
แนวคิดเรื่อง "congruence" หรือความสอดคล้องในวัฒนธรรมองค์กร เป็นที่ยึดถือกันมาตลอด แต่งานวิจัยพบว่าวัฒนธรรมที่ดีที่สุดมี "ความขัดแย้งภายในที่สร้างสรรค์" องค์กรที่บังคับให้ทำตามขั้นตอน ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการเห็นต่างไปพร้อมกัน และในทางกลับกัน
.
NASA ในยุค Apollo ภายใต้ Gene Kranz และ Wernher von Braun มี "ความขัดแย้งที่ดี" นี้ มีขั้นตอนเข้มงวด แต่ก็ส่งเสริมการแสดงความเห็นที่แตกต่าง การฟังคนทุกระดับ การเขียน Monday Notes ที่ทุกคนเห็น แต่หลังจากยุคนั้น NASA สูญเสียความขัดแย้งภายใน เหลือแต่กระบวนการเข้มงวด ผลคือทั้งโศกนาฏกรรม Challenger และ Columbia ที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมเดียวกัน
.
.
27. Captain Lesmes แสดงตัวอย่างการทิ้งเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์
.
ในภารกิจกู้ภัยทหารที่บาดเจ็บจากระเบิดข้างถนนในอัฟกานิสถาน Captain Tony Lesmes ผู้นำทีม pararescue jumpers ตัดสินใจไม่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปกับทีม เพื่อประหยัดพื้นที่สำหรับผู้บาดเจ็บ
.
การไม่อยู่ไปกับทีมขัดกับวัฒนธรรมพื้นฐานของหน่วยที่สร้างขึ้นจากความเป็นหนึ่งเดียว ลูกน้องบางคนโกรธ บางคนกล่าวหาว่าเขากลัว แต่เขาเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องตามสถานการณ์ และตัดสินใจถูก ทุกคนรอดชีวิต Lesmes เป็นตัวอย่างของผู้นำที่รู้จักทิ้งเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์เมื่อจำเป็น แม้จะเจ็บปวดทางใจ
.
.
28. การมีงานอดิเรกข้ามศาสตร์ไม่ใช่ความเสียเวลา
.
Nobel laureates มีแนวโน้มจะมีงานอดิเรกข้ามศาสตร์มากกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วไปถึง 22 เท่า การเป็นนักแสดง นักเต้น นักดนตรี ช่างไม้ หรือนักเขียนนวนิยาย ไม่ได้แย่งเวลาจากการวิจัย แต่กลับช่วยสร้างความสามารถในการคิดเชื่อมโยงและสร้างสรรค์
.
Charles Darwin มีเพื่อนทางจดหมายอย่างน้อย 231 คนในศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลก เขาเป็น "ผู้รวบรวมข้อมูลและความคิด" จากผู้คนจำนวนมหาศาล ตัด-แปะบันทึก แล้วประมวลเป็นทฤษฎี Howard Gruber นักจิตวิทยาที่ศึกษาบันทึกของ Darwin บอกว่า "งานยิ่งใหญ่ของ Darwin คือการตีความและรวบรวมข้อเท็จจริงที่คนอื่นเก็บมาก่อน" Darwin คือนักคิดข้ามศาสตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมี
.
.
29. Saturday Morning Experiments – การทดลองวันหยุดที่เปลี่ยนโลก
.
Oliver Smithies ผู้รับรางวัล Nobel สาขาแพทยศาสตร์ปี 2007 มีนิสัย "ทำการทดลองเช้าวันเสาร์" คือทดลองสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับงานหลัก ไม่ต้องระมัดระวังนัก ไม่ต้องชั่งให้แม่นยำ ลองอะไรที่อยากลอง การค้นพบเทคนิค "gel electrophoresis" ของเขาเริ่มจากความทรงจำในวัยสิบสองปีตอนที่แม่ทำแป้งเปียกใส่เสื้อเชิ้ตของพ่อ
.
Andre Geim นักฟิสิกส์ผู้รับ Nobel ปี 2010 มี "Friday Night Experiments" เขาเคยได้รางวัล Ig Nobel จากการลอยกบด้วยแม่เหล็ก และต่อมาได้ Nobel จริงๆ จากการใช้เทปกาวฉีกชั้นของแร่กราไฟต์จนได้สาร graphene การทดลองที่ดูเหมือนไร้สาระและไม่มีประสิทธิภาพ คือบ่อเกิดของการค้นพบที่เปลี่ยนโลก
.
.
30. อย่ารู้สึกว่าตามหลังคนอื่น
.
ข้อสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ Epstein ทิ้งท้ายไว้ว่า "อย่ารู้สึกว่าตามหลัง" ทุกคนเดินช้าเร็วต่างกัน แต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง การเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ช่วยอะไร เปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อวานดีกว่า
.
Julius Caesar ตอนเป็นชายหนุ่มเคยร้องไห้ที่รูปปั้นของ Alexander มหาราชในสเปน บอกว่าตอนอายุเท่ากันนี้ Alexander พิชิตหลายชาติแล้ว แต่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่กี่ปีต่อมา Caesar กลายเป็นผู้ปกครองโรม การเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ใช่ตัวเรา คือกับดักที่ขโมยพลังของการสำรวจและทดลอง
.
ค้นพบสิ่งที่ใช่กับตัวเองโดยลองทำ ไม่ใช่นั่งคิด เริ่มต้นกว้างๆ ปล่อยให้ประสบการณ์สั่งสม ปรับเปลี่ยนเมื่อจำเป็น ทิ้งเมื่อพบสิ่งที่ดีกว่า งานวิจัยจากหลายศาสตร์ยืนยันตรงกันว่า การเดินทางที่คดเคี้ยว การลองสิ่งหลากหลาย และการเริ่มต้นที่ช้ากว่าอาจไม่ใช่จุดอ่อนเสมอไป ในความซับซ้อนและไม่แน่นอนของโลกใบนี้ คนที่มี "Range" คือคนที่ชนะในระยะยาว
.
.
.
.
#SuccessStrategies

Pond Apiwat Atichat

Real Estate Rental Business , Creator , Writer , Law Student

Currently Studying Bachelor of Laws at Chulalongkorn University

First Class Honors in Bachelor of Arts at Ramkhamhaeng University

Previous
Previous

15 ข้อคิดที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนรวยที่สุดในเมือง จากหนังสือ THE RICHEST MAN IN BABYLON เขียนโดย George S. Clason

Next
Next

30 ข้อคิดจากหนังสือ Discipline Is Destiny วินัยคือโชคชะตา