The 48 Laws of Power : ว่าด้วยกฎแห่งอำนาจ เขียนโดย Robert Greene (สรุปฉบับสมบูรณ์)
เราถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์และอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วโลกจะใจดีกับเรา แต่ความจริงอันโหดร้ายที่ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กำลังจะกระชากหน้ากากให้ดูคือ…
.
โลกใบนี้มันเป็นสนามรบแห่งอำนาจ ไม่มีกรรมการเป่านกหวีด และไม่มีกฎกติกาเรื่องศีลธรรม ใครที่ไร้เดียงสาก็จะตกเป็นเหยื่อ ส่วนใครที่รู้ทันเกมก็จะเป็นผู้ล่า
.
หนังสือ 48 กฎแห่งอำนาจเล่มนี้ เปรียบเสมือนคู่มือวิชามารฉบับสามัญประจำบ้านที่ไม่ได้สอนให้คุณเป็นคนชั่ว (เอ่อ หรืออาจจะใช่นิดหน่อย) แต่มันสอนให้คุณมองเห็นเส้นด้ายบางๆ ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์
.
บางคนอาจเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นหนังสือที่เจ้าเล่ห์และไร้หัวใจที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา แต่เชื่อเถอะครับว่า ในวันที่คุณต้องเผชิญหน้ากับเสือสิงห์กระทิงแรดในชีวิตจริง หนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้คุณรอดชีวิตกลับมาได้
.
.
=============================
.
กฎข้อที่ 1 อย่าเด่นเกินนาย (Never Outshine the Master)
.
เปิดประเดิมเล่มกันด้วยกฎเหล็กที่ใครหลายคนมักพลาดตายน้ำตื้นนั่นคือ อย่าเด่นเกินนาย (Never Outshine the Master) ครับ
.
กฎข้อนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำยากชะมัด โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนเก่ง มีไฟ และอยากโชว์ของ ความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้คือ เบื้องบนของคุณไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ผู้บริหาร หรือใครก็ตามที่มีอำนาจเหนือกว่า ล้วนมีความไม่มั่นคงในจิตใจซ่อนอยู่ลึกๆ กันทั้งนั้น
.
พวกเขาอยากรู้สึกว่าตัวเองฉลาดที่สุด เก่งที่สุด และสง่างามที่สุดในห้อง การที่คุณพยายามโชว์พาวเวอร์หวังจะให้ประทับใจ อาจกลายเป็นการยื่นมีดให้เขาแทงคุณข้างหลังแทน
.
ลองดูตัวอย่างสุดคลาสสิกของ นิโคลัส ฟูเกต์ (Nicolas Fouquet) รัฐมนตรีคลังของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ครับ พี่แกเป็นคนเก่ง รวย รสนิยมดี และคิดว่าตัวเองจะเป็นนายกฯ คนต่อไปแน่ๆ
.
วันหนึ่งแกเลยจัดงานปาร์ตี้เปิดตัวปราสาทใหม่ที่ชื่อว่า Vaux-le-Vicomte เชิญแขกเหรื่อไฮโซมาเพียบ มีทั้งละครเวที อาหารเลิศรส ดอกไม้ไฟตระการตา หวังจะเอาใจคิงหลุยส์เต็มที่ว่า "ดูสิฝ่าบาท ข้าเก่งนะ ข้ารวยนะ ข้าจงรักภักดีนะ"
.
ผลปรากฏว่าคิงหลุยส์มาร่วมงานแล้วรู้สึก "หมั่นไส้" ครับ รู้สึกว่าไอ้นี่มันรวยเกินหน้าเกินตา มันเด่นกว่าเราที่เป็นกษัตริย์เสียอีก วันรุ่งขึ้นฟูเกต์โดนจับข้อหาทุจริต (ข้อหาครอบจักรวาล) แล้วโดนขังลืมในคุกจนตาย ส่วนทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงสถาปนิกและคนจัดสวน ก็โดนคิงหลุยส์ยึดเอาไปสร้างพระราชวังแวร์ซายที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง
.
ในทางกลับกัน กาลิเลโอ (Galileo) นักดาราศาสตร์อัจฉริยะ แกฉลาดกว่าฟูเกต์เยอะ แกรู้วิธีเอาตัวรอด ตอนแกค้นพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสฯ แทนที่แกจะตั้งชื่อตามตัวเองหรือขายผลงานทั่วไป แกกลับยกความดีความชอบให้ตระกูลเมดิชี (Medicis) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลัก
.
โดยบอกว่าดวงจันทร์ทั้ง 4 ดวงนี้เปรียบเสมือนพี่น้องตระกูลเมดิชีที่โคจรรอบดาวพฤหัสฯ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพ่อ) , การทำแบบนี้ทำให้ตระกูลเมดิชีดูยิ่งใหญ่คับจักรวาล ผลที่ได้คือ กาลิเลโอได้ตำแหน่งนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ประจำราชสำนัก กินเงินเดือนสบายไปตลอดชาติ เห็นไหมครับว่า การทำให้เจ้านายดูฉลาดกว่าความเป็นจริง คือบันไดเลื่อนสู่ความก้าวหน้าที่แท้ทรู
.
.
กฎข้อที่ 2 อย่าไว้ใจเพื่อนมากเกินไป และจงเรียนรู้วิธีใช้ศัตรู (Never Put Too Much Trust in Friends, Learn How to Use Enemies)
.
ถ้าโลกนี้คือทุ่งลาเวนเดอร์ กฎข้อนี้คงเป็นกฎที่ใจร้ายที่สุดในเล่มครับ “อย่าไว้ใจเพื่อนมากเกินไป และจงเรียนรู้วิธีใช้ศัตรู” ฟังดูแล้วเหมือนคนมองโลกในแง่ร้ายใช่ไหมครับ?
.
เรื่องมันเริ่มจาก “กับดักทางอารมณ์” ของเราเองครับ เวลาเราได้ดิบได้ดี หรือมีอำนาจวาสนา สัญชาตญาณแรกของมนุษย์คือ “อยากดึงเพื่อนมาอยู่ด้วย” ก็มันอุ่นใจกว่า คุยกันถูกคอ รู้ไส้รู้พุงกันหมด ไม่ต้องไปเสี่ยงกับคนแปลกหน้า แถมยังรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนอีกต่างหาก
.
แต่ช้าก่อน! โรเบิร์ต กรีน บอกว่าคุณกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว
.
ความจริงอันน่าตกใจคือ “เพื่อน” นี่แหละครับคือตัวอันตราย เพราะความสัมพันธ์ฉันเพื่อนมันไม่ได้วางอยู่บนฐานของ “ผลประโยชน์” หรือ “ความสามารถ” แต่มันวางอยู่บนฐานของ “ความใกล้ชิด”
.
พอคุณจ้างเพื่อนมาทำงาน ปัญหาแรกที่จะเจอคือ “ความเกรงใจ” ครับ เพื่อนทำงานพลาด คุณกล้าด่าไหม? เพื่อนมาสาย คุณกล้าหักเงินเดือนไหม? ส่วนใหญ่ก็ไม่กล้า กลัวเสียเพื่อน สุดท้ายงานก็เละเทะ
.
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเกรงใจคือปีศาจเงียบที่ชื่อว่า “ความอิจฉา” (Envy) ครับ
.
ลองจินตนาการดูนะครับ เพื่อนที่เคยตบหัวเล่นกันมา จู่ๆ วันหนึ่งคุณกลายเป็นเจ้านาย เขาเป็นลูกน้อง ลึกๆ ในใจเขาอดเปรียบเทียบไม่ได้หรอกครับว่า “ทำไมต้องเป็นมัน? ทำไมไม่ใช่ฉัน? ฉันก็เก่งพอกันนะ”
.
ยิ่งคุณใจดี ให้โอกาส หรือให้ความช่วยเหลือมากเท่าไหร่ มันอาจไปสะกิดปมด้อยของเขาว่าเขาต่ำต้อยกว่าคุณ เขาไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ด้วยฝีมือตัวเอง แต่มาเพราะความเมตตาของคุณ ความรู้สึกนี้มันกัดกินใจครับ นานวันเข้ามันจะเปลี่ยนจากความขอบคุณกลายเป็นความหมั่นไส้ และระเบิดออกมาเป็นการแทงข้างหลัง หรือการทำตัวแข็งข้อเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืน
.
ดูตัวอย่างตำนานเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของ ไมเคิลที่ 3 (Michael III) แห่งไบแซนไทน์
.
ไมเคิลเป็นจักรพรรดิหนุ่มที่ไปถูกชะตากับหนุ่มเลี้ยงม้าชื่อ บาซิเลียส (Basilius) ทั้งคู่ซี้ปึ้กกันมาก ไมเคิลรักเพื่อนคนนี้สุดๆ ดึงมาชุบตัว ให้การศึกษา ให้เงินทองมหาศาล จนบาซิเลียสกลายเป็นขุนนางใหญ่โต
.
ไมเคิลคิดว่า “ไอ้หมอนี่ต้องรักเรายิ่งชีพแน่ๆ เพราะเราให้ชีวิตใหม่มัน” แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตรครับ พอได้อำนาจ บาซิเลียสเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าไมเคิล (ซึ่งวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น) เริ่มไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร
.
สุดท้ายเพื่อนรักคนนี้ก็สั่งทหารล้อมฆ่าไมเคิล แล้วเสียบหัวประจาน ยึดบัลลังก์ไปหน้าตาเฉย นี่คือราคาแสนแพงของการจ้างเพื่อนเพราะ “ความถูกใจ” ไม่ใช่ “ความสามารถ”
.
แล้วทำไม “ศัตรู” ถึงดีกว่า?
.
อันนี้ฟังดูขัดสามัญสำนึกสุดๆ แต่ในเกมอำนาจลองนึกภาพว่าคุณไปจ้างคู่แข่งที่คุณเพิ่งเอาชนะมาได้ หรือคนที่มีชะนักติดหลัง มาร่วมงานด้วย
.
คนพวกนี้จะรู้สถานะตัวเองดีครับว่าเขาอยู่บนปากเหว เขาไม่มีเครดิตความน่ารักน่าเอ็นดูแบบเพื่อน เขาเข้ามาด้วยความสามารถล้วนๆ และเขารู้ว่าถ้าเขาทำพลาด เขาไม่มีข้ออ้าง ดังนั้น เขาจะทำงานถวายหัวเพื่อ “พิสูจน์ตัวเอง” ว่าเขาซื่อสัตย์และมีประโยชน์ เขาจะขยันกว่าเพื่อนคุณร้อยเท่า เพราะเขาต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
.
ดูความเหนือชั้นของจักรพรรดิซ่ง (Emperor Sung) ของจีน ในยุคที่การก่อกบฏเป็นเรื่องปกติ พอพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระองค์รู้ดีว่าเพื่อนๆ นายพลที่ร่วมรบกันมาเนี่ยแหละตัวดี วันหนึ่งคงอยากเป็นฮ่องเต้บ้าง พระองค์เลยใช้วิธี “เชือดนิ่มๆ” ด้วยการเชิญเพื่อนๆ นายพลมากินเลี้ยง แล้วยื่นข้อเสนอว่า “พวกแกวางดาบเถอะ เดี๋ยวเราให้เงินทอง ที่ดิน และสาวงาม ไปใช้ชีวิตเกษียณให้สำราญ” พวกนายพลรีบรับข้อเสนอทันที (ดีกว่าโดนประหาร) พระองค์เปลี่ยนเสือให้กลายเป็นแมวเลี้ยงที่ไร้พิษสง
.
แต่กับศัตรูที่รบแพ้มาอย่างคิงหลิว (King Liu) แห่งฮั่นใต้ จักรพรรดิซ่งกลับชุบเลี้ยงไว้อย่างดี ให้ตำแหน่ง ให้เกียรติ จนคิงหลิวซึ้งใจน้ำตาไหลพราก (เพราะนึกว่าจะโดนฆ่าแล้ว) กลายเป็นข้ารับใช้ที่ภักดีที่สุดและช่วยพระองค์รบชนะศึกอีกเพียบ
.
บทสรุปของกฎข้อนี้คืออะไร?
.
โรเบิร์ต กรีน ไม่ได้บอกให้คุณเลิกคบเพื่อนนะครับ แต่บอกให้ “แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว” เพื่อนมีไว้ปรับทุกข์ มีไว้ไปเที่ยว มีไว้เพื่อความสบายใจ
.
แต่ถ้าเป็นเรื่องงานที่ต้องการความเนี้ยบ ความเด็ดขาด และผลลัพธ์ จงมองหาคนเก่งที่คุณคุมเกมได้ครับ
.
.
กฎข้อที่ 3 จงปกปิดเจตนา (Conceal Your Intentions)
.
นี่คือศิลปะการ "สับขาหลอก" เพราะมนุษย์เรามีสัญชาตญาณชอบเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ถ้าคุณเปิดเผยทุกอย่างตรงไปตรงมา ศัตรูก็จะอ่านเกมคุณออกและดักทางถูก การปกปิดเจตนาจึงไม่ได้แปลว่าต้องหนีไปซ่อนตัว แต่คือการสร้างฉากหน้าให้คนอื่นหลงทาง
.
เรื่องนี้ต้องยกให้นินง เดอ ลองคลอส (Ninon de Lenclos) สาวงามในตำนานฝรั่งเศส เธอสอนมาร์ควิสหนุ่มอ่อนหัดคนหนึ่งที่อยากจีบเคานต์เตสสาวสวยว่า "อย่าเพิ่งสารภาพรัก!" เพราะนั่นคือการแบไต๋ที่น่าเบื่อที่สุด
.
เธอแนะให้หนุ่มคนนั้นแกล้งทำเป็นสนใจผู้หญิงคนอื่นเพื่อยั่วให้เคานต์เตสหึง หรือทำตัวเป็นแค่เพื่อนที่ปรึกษาเพื่อตายใจ การทำตัวลึกลับและคาดเดาไม่ได้แบบนี้แหละที่ทำให้เคานต์เตสเริ่มสนใจและวิ่งไล่ตามเขาแทน แต่พอมาร์ควิสหนุ่มทนไม่ไหว หลุดปากบอกรักออกไปกลางคัน เสน่ห์ทั้งหมดก็พังทลาย เคานต์เตสหมดความสนใจทันทีเพราะเกมจบแล้ว
.
อีกตัวอย่างคือ อ็อตโต ฟอน บิสมาร์ก (Otto von Bismarck) นายกฯ เหล็กของเยอรมัน
.
ตอนที่เขาอยากจะก่อสงครามรวบรวมชาติ เขาไม่ได้ตะโกนปาวๆ ว่า "ข้าจะรบ!" แต่เขากลับลุกขึ้นมาปราศรัยสนับสนุนสันติภาพอย่างสุดซึ้ง จนฝ่ายตรงข้ามและพระราชาก็หลงเชื่อสนิทใจ ยอมแต่งตั้งให้เขาเป็นรัฐมนตรี
.
พอได้อำนาจมาอยู่ในมือปุ๊บ เขาก็ค่อยๆ วางหมากเพื่อนำไปสู่สงครามอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก การทำตัวให้เหมือนไม่มีพิษมีภัย หรือแสร้งทำเป็นสนใจเรื่องอื่น คือม่านควันชั้นดีที่ทำให้คุณเดินไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่มีใครทันระวังตัว
.
.
กฎข้อที่ 4 พูดให้น้อยกว่าที่จำเป็น (Always Say Less Than Necessary)
.
ทำไมคนที่มีอำนาจจริงๆ มักจะไม่ค่อยพูด? กฎข้อนี้บอกเราว่า “ยิ่งคุณพูดมาก คุณยิ่งดูธรรมดาและควบคุมสถานการณ์ได้น้อยลง”
.
การพูดเยอะเหมือนเป็นการแบไต๋ให้คนอื่นรู้ว่าคุณคิดอะไร แถมยังมีโอกาสสูงที่คุณจะหลุดปากพูดเรื่องโง่ๆ ออกไปโดยไม่ตั้งใจ ความเงียบจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความน่าเกรงขาม
.
ตัวอย่างระดับตำนานคือกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 (อีกแล้วครับท่าน) พระองค์เป็นเสือยิ้มยากที่ข้าราชบริพารกลัวหัวหด เวลาที่เหล่ารัฐมนตรีมาถวายรายงานหรือขอความเห็น พระองค์จะไม่เถียง ไม่ถาม ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะตรัสสั้นๆ แค่ประโยคเดียวว่า “แล้วเราจะดูก่อน” (I shall see) แล้วก็เดินหนีไปเลย!
.
แค่นี้แหละครับ คนฟังถึงกับไปไม่เป็น กลับบ้านไปนอนก่ายหน้าผากคิดทั้งคืนว่า “ตกลงท่านชอบหรือไม่ชอบนะ?” “เราพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?” ความเงียบของพระองค์ทำให้ทุกคนต้องพยายามเดาใจ และนั่นทำให้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว
.
ในทางกลับกัน ลองดู โคริโอลานุส (Coriolanus) วีรบุรุษสงครามของโรมัน ผู้เก่งกาจแต่ปากพาจน
.
พี่แกอยากเล่นการเมือง แต่ดันไปยืนด่าชาวบ้านด้วยความเย่อหยิ่งจองหองในที่สาธารณะ พล่ามถึงความดีความชอบของตัวเองไม่หยุดปาก ผลคือจากฮีโร่กลายเป็นคนที่ชาวเมืองเกลียดขี้หน้า จนสุดท้ายโดนเนรเทศออกจากเมืองไปอย่างน่าสมเพช จำไว้ว่าคำพูดที่หลุดออกจากปากไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ ยิ่งพูดน้อย คำพูดของคุณจะยิ่งดูขลังและมีความหมายมากขึ้น
.
.
กฎข้อที่ 5 ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับชื่อเสียง จงรักษามันไว้ยิ่งชีพ (So Much Depends on Reputation – Guard it with your Life)
.
กฎข้อนี้เปรียบเสมือนการบอกว่า ในโลกแห่งอำนาจ "ความจริง" สำคัญน้อยกว่า "ภาพที่คนอื่นมองเห็น" ถ้าคุณมีชื่อเสียงว่าฉลาดเป็นกรด แค่คุณนั่งเฉยๆ คนก็กลัวหัวหดแล้ว
.
ลองนึกถึงขงเบ้งในสามก๊กตอน "กลยุทธ์เมืองร้าง" ดูสิครับ ขงเบ้งนั่งดีดพิณอยู่บนกำแพงเมืองที่เปิดประตูอ้าซ่า ไม่มีทหารสักคน แต่สุมาอี้แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามกลับสั่งถอยทัพเพราะกลัวกับดัก เหตุผลเดียวที่ขงเบ้งรอดตายไม่ใช่เพราะมีอาวุธ แต่เพราะ "ชื่อเสียง" ในอดีตที่สั่งสมมาว่าตาแก่นี่เจ้าเล่ห์นัก
.
คิดดูสิครับ ถ้าเป็นตาสีตาสาไปนั่งดีดพิณแบบนั้น คงโดนธนูยิงพรุนไปแล้ว โรเบิร์ต กรีน ย้ำว่าชื่อเสียงคือสมบัติล้ำค่าที่สุด จงสร้างจุดเด่นขึ้นมาสักอย่าง เช่น เป็นคนซื่อสัตย์สุดๆ หรือเป็นคนโหดเหี้ยมสุดๆ แล้วชื่อเสียงนั้นจะทำงานแทนคุณ โดยที่คุณไม่ต้องออกแรงเลย
.
แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าชื่อเสียงพังปุ๊บ คุณจะโดนรุมทึ้งจากรอบทิศทันที ดังนั้นต้องปกป้องมันเหมือนไข่ในหิน และถ้าจะโจมตีใคร วิธีที่เจ็บแสบที่สุดคือการทำลายชื่อเสียงของมัน แล้วปล่อยให้ฝูงชนรุมยำเอง
.
.
กฎข้อที่ 6 เรียกร้องความสนใจไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม (Court Attention at all Cost)
.
กฎนี้สอนให้เรารู้ว่า การเป็นคนเก่งที่เงียบเชียบในมุมห้อง มีค่าเท่ากับศูนย์ในเกมอำนาจ เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นย่อมไม่มีตัวตน คุณต้องทำตัวให้โดดเด่น ใหญ่โต และน่าค้นหากว่าคนอื่น อย่ากลัวที่จะทำตัวแปลกแยกหรือขัดแย้ง เพราะแม้แต่คำนินทาก็ยังดีกว่าการถูกเมินเฉย
.
ดูตัวอย่าง ปาโบล ปิกาสโซ ที่ไม่ได้แค่ขายภาพวาด แต่ขาย "ความเป็นปิกาสโซ" เขาจะไม่ยอมให้ใครลืมชื่อเขาเด็ดขาด หรืออย่าง พี.ที. บาร์นัม เจ้าพ่อคณะละครสัตว์ ที่ถึงขั้นเขียนจดหมายด่าตัวเองส่งไปลงหนังสือพิมพ์ เพื่อสร้างกระแสให้คนมาดูโชว์ของเขา เพราะเขารู้ดีว่าชื่อเสียงด้านลบ เดี๋ยวคนก็ลืม แต่ถ้าคนไม่รู้จักเลย นั่นคือจบเห่
.
พยายามทำตัวให้ลึกลับเข้าไว้ สร้างปริศนารอบตัว ให้คนเดาไม่ถูกว่าคุณจะทำอะไรต่อ เพราะความลึกลับดึงดูดความสนใจได้เสมอ จำไว้ว่าในตลาดแห่งอำนาจ แสงสปอตไลท์ส่องไปที่ใคร คนนั้นแหละครับคือพระเอก
.
.
กฎข้อที่ 7 ให้คนอื่นทำงานให้ แต่จงรับความดีความชอบไว้เอง (Get others to do the Work for you, but Always Take the Credit)
.
กฎข้อนี้อ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า "นี่มันนิสัยคนชั่วชัดๆ" แต่โรเบิร์ต กรีน บอกว่าโลกแห่งอำนาจมันก็เหมือนป่าดงดิบครับ มีสัตว์นักล่าที่ลงแรงฆ่าเหยื่อ และมีสัตว์กินซากอย่างแร้งหรือไฮยีน่าที่คอยชุบมือเปิบ
.
คนส่วนใหญ่เป็นเหมือน นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) อัจฉริยะผู้ใสซื่อ เทสลาทำงานหามรุ่งหามค่ำ คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่กลับโดน โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) และจอร์จ เวสติงเฮาส์ (George Westinghouse) ชิงผลประโยชน์ไปหมด
.
ครั้งหนึ่งเอดิสันบอกเทสลาว่า "ถ้าคุณแก้แบบไดนาโมได้ ผมให้ 50,000 เหรียญ" เทสลาทำสำเร็จ แต่เอดิสันกลับหัวเราะแล้วบอกว่า "คุณไม่เข้าใจอารมณ์ขันแบบอเมริกันหรือไง" สรุปคือเทสลาไม่ได้เงินแถมยังโดนขโมยไอเดียไปจดสิทธิบัตรหน้าตาเฉย เทสลาจบชีวิตอย่างยากจน ขณะที่เอดิสันกลายเป็นตำนาน
.
บทเรียนจากเรื่องนี้คือ อย่าโง่เป็น "คนบ้างาน" ที่ก้มหน้าก้มตาทำทุกอย่างเอง เพราะคุณจะหมดแรงตายก่อนจะได้เสวยสุข จงเรียนรู้ที่จะเป็นเหมือน ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) จิตรกรชื่อดังที่รับงานวาดภาพมหาศาล แต่เขามีสตูดิโอที่เต็มไปด้วยลูกศิษย์ฝีมือดี
.
เขาจ้างคนเก่งๆ มาวาดฉากหลัง วาดเสื้อผ้า ส่วนตัวเองแค่มาตวัดพู่กันวาดหน้าคนหรือจุดสำคัญๆ นิดหน่อย แล้วก็เซ็นชื่อขายในนาม "รูเบนส์" รับเครดิตและเงินก้อนโตไปเต็มๆ การยืนบนไหล่ยักษ์หรือใช้แรงงานคนอื่นไม่ใช่เรื่องน่าละอายในเกมอำนาจ แต่มันคือวิธีเดียวที่จะทำให้คุณดูเหมือนมีพลังดุจเทพเจ้าที่เสกงานใหญ่ให้เสร็จได้ในพริบตา
.
.
กฎข้อที่ 8 ทำให้คนอื่นจำยอมต้องเข้ามาหาคุณ (Make other People come to you – use Bait if Necessary)
.
กฎข้อนี้คือหัวใจของการ "คุมเกม" จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณต้องวิ่งเต้นไปหาคนอื่น คุณกำลังเป็นรองและเสียเปรียบ แต่ถ้าคุณทำให้คนอื่นต้องวิ่งกระหืดกระหอบมาหาคุณได้ คุณคือพระเจ้า วิธีการคือต้องรู้จักใช้ "เหยื่อล่อ" ที่หอมหวานจนศัตรูอดใจไม่ไหว
.
ตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซคือเรื่องราวของ นโปเลียน โบนาปาร์ต ตอนที่ถูกเนรเทศไปอยู่เกาะเอลบา นโปเลียนเบื่อหน่ายและอยากกลับมายิ่งใหญ่
.
ทัลเลอรองด์ (Talleyrand) รัฐมนตรีเจ้าเล่ห์ของฝรั่งเศสรู้จุดอ่อนนี้ดี แทนที่จะสั่งฆ่านโปเลียนให้ยุ่งยาก ทัลเลอรองด์แอบปล่อยข่าวลวงและสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่าฝรั่งเศสกำลังรอคอยวีรบุรุษกลับมา นโปเลียนหลงกล กินเบ็ดเต็มๆ ตัดสินใจแหกคุกหนีออกจากเกาะพร้อมกองทัพเล็กๆ หวังจะมาทวงบัลลังก์
.
แต่หารู้ไม่ว่าทัลเลอรองด์เตรียมการต้อนรับไว้แล้ว (แม้นโปเลียนจะกลับมาได้ 100 วัน แต่ก็จบเห่ที่วอเตอร์ลูในที่สุด เพราะฝรั่งเศสตอนนั้นถังแตกและไม่มีทางสู้ใครได้ ซึ่งทัลเลอรองด์รู้ดีที่สุด) การล่อให้นโปเลียนเดินเข้ามาในกับดักเอง ทำให้ทัลเลอรองด์กำจัดเสี้ยนหนามได้โดยไม่ต้องออกแรงไล่ล่า
.
อีกตัวอย่างคือในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น นายพลญี่ปุ่นปล่อยข่าวลวงจนกองทัพเรือรัสเซียต้องแล่นเรืออ้อมโลกมาด้วยความเหนื่อยล้า พอมาถึงน่านน้ำญี่ปุ่นก็หมดสภาพพร้อมให้เชือด
.
นึกภาพเหมือนคนวางกับดักหมี เขาไม่วิ่งไล่จับหมีในป่าหรอกครับ แต่วางถังน้ำผึ้งไว้แล้วนั่งจิบชารอให้หมีเดินมาติดกับเอง ฉะนั้น จงเรียนรู้ที่จะวางเหยื่อ (ไม่ว่าจะเป็นเงิน ความโลภ หรือความหวัง) แล้วรอให้ศัตรูทิ้งจุดยืนของตัวเองเพื่อเดินเข้ามาหาความตายในพื้นที่ของคุณ
.
.
กฎข้อที่ 9 ชนะด้วยการกระทำ อย่าชนะด้วยการโต้เถียง (Win through your Actions, Never through Argument)
.
กฎข้อนี้เตือนสติพวกชอบเอาชนะคะคานด้วยฝีปาก การเถียงชนะเจ้านายอาจทำให้คุณรู้สึกสะใจชั่ววูบ แต่มันจะสร้าง "แผลใจ" ให้เจ้านาย และเขาจะหาทางเอาคืนคุณแน่ๆ เพราะคำพูดเป็นสิ่งที่ตีความได้หลายแง่ แต่การกระทำนั้นชัดเจนและเถียงไม่ได้
.
เรื่องเศร้าเล่าถึงวิศวกรยุคโรมันคนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งจากกงสุล มูเชียนุส (Mucianus) ให้ส่งเสากระโดงเรือขนาดใหญ่ไปทำเครื่องกระทุ้งกำแพง
.
วิศวกรผู้เชี่ยวชาญเถียงคอเป็นเอ็นว่า "ท่านครับ ใช้เสาต้นเล็กดีกว่า มันเบากว่า คล่องตัวกว่า และประสิทธิภาพดีกว่าตามหลักฟิสิกส์!" แกเถียงจนกงสุลรำคาญ แต่สุดท้ายก็ยอมส่งเสาต้นใหญ่ไปตามสั่ง
.
พอกงสุลเห็นเสามาส่ง เขาสั่งจับวิศวกรมาแก้ผ้าแล้วเฆี่ยนจนตาย! ข้อหาคือ "พูดมากและอวดรู้" ความจริงทางเทคนิคช่วยชีวิตเขาไม่ได้ แต่ถ้าเขาแค่แกล้งโง่แล้วทำตาม หรือทำให้เห็นภาพ เขาอาจรอด
.
เทียบกับ ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ที่ฉลาดกว่าเยอะ ตอนปั้นรูปปั้นเดวิด นายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์เดินมาทักว่า "จมูกมันดูใหญ่นะ" แทนที่ไมเคิลแองเจโลจะสวนว่า "คุณดูไม่เป็น!" แกกลับบอกว่า "เดี๋ยวแก้ให้ครับ"
.
แล้วแกก็กำขี้เถ้าปีนขึ้นไปบนนั่งร้าน แสร้งทำท่าเคาะสิ่วโป๊กเป๊กๆ แล้วโปรยขี้เถ้าลงมา แต่ไม่ได้แก้ทรงจมูกเลยสักนิด! สักพักตะโกนถาม "เป็นไงครับ" นายกฯ มองดูแล้วยิ้ม "เยี่ยม! ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ"
.
เห็นไหมครับการทำให้ดู (หรือแกล้งทำให้ดู) มันทรงพลังกว่าการใช้น้ำลายเถียงเป็นล้านคำ ชนะด้วยการกระทำแล้วคุณจะรักษาทั้งหน้าของเจ้านายและหัวของตัวเองไว้ได้ครับ
.
.
กฎข้อที่ 10 โรคติดต่อ: จงหลีกเลี่ยงคนที่อับโชคและทุกข์ระทม (Infection: Avoid the Unhappy and Unlucky)
.
คุณเคยเจอคนประเภทที่ไปไหนก็วงแตก หรือหยิบจับอะไรก็พังพินาศไหมครับ? กฎข้อนี้เตือนเราด้วยความหวังดี (แบบโหดๆ) ว่า "ความซวยเป็นโรคติดต่อ"
.
มนุษย์เรามีเซลล์สมองที่ไวต่ออารมณ์คนอื่น ถ้าคุณอยู่ใกล้คนที่มีความสุข คุณก็จะมีความสุข แต่ถ้าคุณไปขลุกอยู่กับคนที่จมปลักกับความทุกข์หรือโชคร้าย คุณจะถูกดึงลงเหวไปด้วยโดยไม่รู้ตัว คนพวกนี้มักจะดูน่าสงสารในช่วงแรก แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาคือตัวต้นเหตุของหายนะด้วยนิสัยที่ไม่มั่นคง ขี้ระแวง หรือตัดสินใจผิดพลาดซ้ำซาก
.
กรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดคือ โลลา มอนเทซ (Lola Montez) นางระบำสาวสวยเสน่ห์แรง
.
เธอเป็นพาหะนำโรค "ความฉิบหาย" ระดับชาติ ไม่ว่าเธอจะไปเป็นชู้รักกับใคร ผู้ชายคนนั้นชีวิตพังยับเยินหมด เหยื่อรายใหญ่ที่สุดคือกษัตริย์ลุดวิกแห่งบาวาเรีย ที่หลงรักเธอหัวปักหัวปำ ยอมตามใจทุกอย่างจนประชาชนเกลียดชัง ลุกฮือประท้วงเผาเมือง สุดท้ายกษัตริย์ต้องสละราชสมบัติ
.
ส่วนโลลา? เธอก็แค่สะบัดก้นย้ายประเทศไปหาเหยื่อรายใหม่ ทิ้งให้กษัตริย์ผู้เฒ่านั่งตรอมใจตายลำพัง
.
โรเบิร์ต กรีน แนะนำว่า อย่าพยายามทำตัวเป็นพ่อพระแม่พระไปช่วยคนเหล่านี้ เพราะคนจมน้ำจะกดหัวคุณให้จมไปด้วย ทางที่ดีที่สุดคือตัดไฟแต่ต้นลม หนีให้ห่าง แล้วไปคบค้าสมาคมกับคนที่โชคดี ชีวิตรุ่งโรจน์ เพื่อให้พลังบวกของพวกเขาแผ่มาถึงคุณแทนจะดีกว่าครับ
.
.
กฎข้อที่ 11 จงทำให้คนอื่นต้องพึ่งพาคุณ (Learn to Keep People Dependent on You)
.
นี่คือกฎเหล็กของการรักษาเก้าอี้และชีวิตให้ยืนยาว ในโลกแห่งความจริง ความเป็นอิสระที่แท้จริงคือการที่คนอื่นขาดคุณไม่ได้ ถ้าคุณอยากอยู่อย่างราชา คุณต้องทำให้เจ้านายหรือคนรอบข้างรู้สึกว่า "ถ้าไม่มีไอ้หมอนี่ งานล่มแน่ๆ"
.
จำไว้ว่า อย่าสอนให้คนอื่นทำทุกอย่างเป็นเหมือนคุณ เพราะเมื่อไหร่ที่พวกเขาทำแทนคุณได้ คุณก็หมดประโยชน์ทันที
.
ดูตัวอย่าง อ็อตโต ฟอน บิสมาร์ก (Otto von Bismarck) นายกฯ เหล็กของเยอรมัน (อีกครั้ง) เขาไม่ได้พยายามทำตัวให้น่ารักหรือประจบสอพลอให้กษัตริย์รัก แต่เขาทำให้กษัตริย์ตระหนักว่าเขาเป็นคนเดียวที่สามารถบริหารจักรวรรดิที่ซับซ้อนนี้ได้
.
เขาผูกขาดข้อมูลและอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ตัวเอง จนกษัตริย์เฟรเดอริก วิลเลียมที่ 4 แม้จะไม่ชอบขี้หน้าบิสมาร์กสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่กล้าปลดเขา เพราะกลัวบ้านเมืองจะล่มจม
.
บิสมาร์กจึงมีอำนาจต่อรองสูงมากและทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ หลักการง่ายๆ คือ จงเป็นกุญแจดอกเดียวที่ไขตู้เซฟได้ แล้วเจ้าของตู้เซฟจะดูแลคุณอย่างดีที่สุด ยิ่งคนต้องพึ่งพาคุณมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีอิสระมากเท่านั้นครับ
.
.
กฎข้อที่ 12 ใช้ความซื่อสัตย์และความเมตตาแบบเจาะจงเพื่อปลดอาวุธเหยื่อ (Use Selective Honesty and Generosity to Disarm your Victim)
.
กฎข้อนี้เปรียบเสมือนการส่ง "ม้าไม้เมืองทรอย" เข้าไปในกำแพงใจของศัตรู ธรรมชาติของคนเรามักจะระแวงคนแปลกหน้า แต่กำแพงความระแวงนั้นจะพังทลายลงทันทีเมื่อเจอ "ความซื่อสัตย์" หรือ "ของขวัญ" ที่ดูจริงใจเพียงครั้งเดียว การทำดีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อบังหน้าจะช่วยกลบเกลื่อนเจตนาที่แท้จริงของคุณได้ชะงัดนัก
.
เรื่องนี้ต้องยกให้ เคานต์ ลุสติก (Count Lustig) ราชาต้มตุ๋น
.
ครั้งหนึ่งเขาเดินเข้าไปหา อัล คาโปน เจ้าพ่อมาเฟียจอมโหด แล้วขอยืมเงิน 50,000 เหรียญไปลงทุน โดยสัญญาว่าจะคืนกำไรเท่าตัว ผ่านไปสองเดือน ลุสติกกลับมาหาคาโปนพร้อมหน้าตาเศร้าสร้อย วางเงิน 50,000 เหรียญคืนให้บนโต๊ะ แล้วบอกว่า "ขอโทษครับท่าน แผนงานล้มเหลว ผมทำกำไรไม่ได้ แต่ผมเอาเงินต้นมาคืนครบทุกบาท"
.
อัล คาโปน ผู้ซึ่งเตรียมจะสั่งเก็บลุสติกอยู่แล้ว ถึงกับอึ้งและประทับใจในความ "ซื่อสัตย์" นี้มาก เขาตบไหล่ลุสติกแล้วควักเงินให้ฟรีๆ 5,000 เหรียญ บอกว่า "เอาไปกินขนมเถอะไอ้น้อง" ซึ่งนั่นแหละครับคือเป้าหมายจริงๆ ของลุสติกตั้งแต่แรก!
.
เขาไม่ได้เอาเงินไปลงทุนอะไรเลย แค่เอาไปฝากธนาคารไว้เฉยๆ แล้วรอเวลากลับมาเล่นละครตบตา เพื่อกินเงินเปล่า 5,000 เหรียญ การให้ก่อน (หรือแกล้งให้) คือการวางยาที่หอมหวานที่สุด ทำให้เหยื่อตายใจและพร้อมจะให้คุณกลับคืนมากกว่าเดิมครับ
.
.
กฎข้อที่ 13 เมื่อต้องขอความช่วยเหลือ จงอ้างผลประโยชน์ อย่าอ้างบุญคุณ (When asking for help, appeal to people’s Self-Interest, never to their Mercy or Gratitude)
.
กฎข้อนี้เป็นยาแก้โรค "โลกสวย" ชั้นดีครับ หลายคนเวลาตกที่นั่งลำบากมักจะวิ่งไปหาผู้ใหญ่แล้วพร่ำเพ้อว่า "ท่านครับ จำได้ไหมว่าผมเคยช่วยท่านไว้เมื่อสิบปีก่อน" หรือ "ขอความเมตตาเถอะครับ ผมจงรักภักดีมาตลอด"
.
โรเบิร์ต กรีน บอกว่า หยุดเดี๋ยวนี้! การทวงบุญคุณหรือขอความสงสารเป็นวิธีที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับคนมีอำนาจ เพราะคนส่วนใหญ่ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง และสนใจแค่ว่า "ฉันจะได้อะไรในอนาคต" ถ้าคุณเอาแต่พูดเรื่องเก่าๆ เขาจะมองว่าคุณเป็นภาระ
.
ลองดูตัวอย่างประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน เมื่อเมืองคอร์ไซรา (Corcyra) และเมืองโครินธ์ (Corinth) ต่างวิ่งเต้นไปขอให้เอเธนส์ช่วยรบ
.
โครินธ์เปิดฉากด้วยการร่ายยาวถึง "บุญคุณเก่าๆ" ที่เคยช่วยเอเธนส์ไว้ และอ้างเรื่องความถูกต้องศีลธรรม ฟังดูซึ้งกินใจแต่โคตรน่าเบื่อ ในขณะที่ทูตจากคอร์ไซราฉลาดกว่ามาก พวกเขาไม่พูดเรื่องบุญคุณสักคำ แต่พูดตรงเข้าประเด็นเลยว่า "ถ้าท่านช่วยเรา ท่านจะได้กองทัพเรือของเราไปรวมพลังกับท่าน แล้วเอเธนส์จะครองทะเลได้เบ็ดเสร็จ"
.
เอเธนส์หูผึ่งทันที! ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเอเธนส์เลือกช่วยใคร แน่นอนว่าต้องเป็นคอร์ไซรา เพราะข้อเสนอมัน "วิน-วิน" เห็นอนาคตที่สดใสกว่า ฉะนั้นจำไว้ครับ เวลาจะขออะไรใคร อย่าไปกระตุ้นต่อมสำนึกผิดของเขา แต่จงกระตุ้น "ความโลภ" ของเขา แล้วคุณจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ
.
.
กฎข้อที่ 14 แสร้งเป็นมิตร แต่สวมวิญญาณสายลับ (Pose as a Friend, Work as a Spy)
.
การรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง… แต่จะไปรู้เขาได้ยังไงล่ะ? กฎข้อนี้แนะนำให้คุณสวมหน้ากากเพื่อนแสนดี เพื่อล้วงความลับศัตรูครับ
.
วิธีที่แนบเนียนที่สุดไม่ใช่การจ้างนักสืบ แต่คือการที่คุณทำตัวเป็น "นักฟังที่ดี" ในงานสังสรรค์หรือการประชุม คนเรามักจะชอบพูดเรื่องตัวเอง ยิ่งถ้าบรรยากาศเป็นใจ มีมิตรภาพจอมปลอมห้อมล้อม พวกเขายิ่งการ์ดตก
.
ทัลเลอรองด์ (Talleyrand) รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสระดับตำนาน คือปรมาจารย์ด้านนี้ เขาเป็นยอดนักคุยที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลาย เขาจะแกล้งหลุดปากเล่าความลับเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง (ซึ่งมักจะเป็นเรื่องแต่ง) เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายเล่าความลับจริงๆ กลับมา หรือบางทีเขาก็จะแกล้งถามคำถามโง่ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายเผลอพล่ามแผนการออกมาด้วยความอวดฉลาด
.
การทำตัวเป็นมิตรที่ไม่มีพิษภัย ทำให้เขารู้ทันเกมการเมืองทั่วยุโรปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังคุยกับสายลับตัวพ่ออยู่ อีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ดีคือการสังเกตพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ การทดสอบปฏิกิริยาคนด้วยการยั่วยุอารมณ์ เพราะตอนคนเราโกรธหรือเผลอตัว นั่นแหละคือตอนที่ธาตุแท้เผยออกมา จงจำไว้ว่าข้อมูลคืออำนาจ และสายลับที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ยิ้มหวานที่สุดครับ
.
.
กฎข้อที่ 15 ขยี้ศัตรูให้แหลก (Crush your Enemy Totally)
.
มาถึงกฎที่โหดเหี้ยมที่สุดในเล่ม กฎข้อนี้สอนว่า "ความเมตตาคือจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด"
.
ในเกมอำนาจ ถ้าคุณมีโอกาสจัดการศัตรู อย่าแค่สั่งสอน อย่าแค่ทำให้บาดเจ็บ แต่ต้อง "ขุดรากถอนโคน" ให้สิ้นซาก เพราะงูที่ถูกตีแค่หลังหัก มันจะหายดี แล้วกลับมาแว้งกัดคุณด้วยพิษที่ร้ายแรงกว่าเดิมด้วยความเคียดแค้น
.
ประวัติศาสตร์จีนมีตัวอย่างสุดคลาสสิกของ เซี่ยงอวี่ (Hsiang Yu) แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่จับคู่แข่งอย่าง หลิวปัง (Liu Pang) ได้หลายครั้ง แต่ด้วยความใจอ่อนและนึกถึงมิตรภาพเก่าๆ หรือไม่อยากฆ่าคนไม่มีทางสู้ แกเลยปล่อยหลิวปังรอดไปทุกที
.
ผลเป็นไงรู้ไหมครับ? หลิวปังกลับไปสะสมกองกำลัง กลับมาสู้ใหม่ และสุดท้ายหลิวปังนี่แหละที่บดขยี้กองทัพของเซี่ยงอวี่จนไม่เหลือซาก เซี่ยงอวี่ต้องฆ่าตัวตายอย่างน่าเวทนา
.
บทเรียนนี้สอนว่า ศัตรูที่ฟื้นตัวได้จะไม่มีวันให้อภัยคุณ ความสงบสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศัตรูหายไปจากสารบบอย่างถาวรเท่านั้น ไม่ว่าจะทางกายภาพหรือทางอิทธิพล อย่าวางใจงูพิษแม้ว่ามันจะแกล้งตายครับ
.
.
กฎข้อที่ 16 ยิ่งหายไป ยิ่งมีค่า (Use Absence to Increase Respect and Honor)
.
กฎข้อนี้เล่นกับหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเลยครับ “ของที่มีเยอะ ย่อมราคาตก” ถ้าคุณเสนอหน้าไปทุกงาน ตอบแชททันที หรือทำตัวว่างตลอดเวลา คนจะเริ่มมองว่าคุณเป็นของตายและไร้ค่า
.
แต่ถ้าคุณรู้จักจังหวะ “ถอย” ออกมาบ้าง ให้คนอื่นรู้สึกขาดแคลน พวกเขาจะเริ่มโหยหาและเห็นคุณค่าของคุณมากขึ้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า “คนเรามักเห็นค่าสิ่งต่างๆ ก็ต่อเมื่อเสียมันไป”
.
เรื่องนี้ต้องยกให้ เดโอเซส (Deioces) ชายผู้เปลี่ยนตัวเองจากสามัญชนเป็นกษัตริย์แห่งมีเดีย ในยุคที่บ้านเมืองไร้ขื่อแป เดโอเซสตั้งตัวเป็นผู้ตัดสินคดีความที่ยุติธรรมที่สุด จนใครๆ ก็ต้องวิ่งมาหาเขา
.
พอชื่อเสียงโด่งดังถึงขีดสุด จู่ๆ เขาก็ประกาศว่า “เลิกทำแล้ว! ข้าไม่มีเวลาทำมาหากินของตัวเองเลย” ผลคือบ้านเมืองกลับสู่ความโกลาหลอีกครั้ง ชาวบ้านทนไม่ไหวต้องมาอ้อนวอนให้เขากลับมาตัดสินคดี เดโอเซสเลยยื่นคำขาดว่า “ได้ แต่พวกเจ้าต้องยกให้ข้าเป็นกษัตริย์ และสร้างพระราชวังให้ข้า”
.
พอได้เป็นกษัตริย์สมใจ เขาก็เก็บตัวเงียบอยู่ในวัง แทบไม่ออกมาให้ใครเห็น ทำให้ชาวบ้านจินตนาการไปเองว่าพระองค์ทรงศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจ้า การหายตัวไปของเขาเปลี่ยนจาก “คนตัดสินคดีธรรมดา” ให้กลายเป็นตำนานที่ทุกคนยำเกรง จำไว้ว่าต้องสร้างผลงานให้คนติดใจก่อนนะครับ แล้วค่อยหายไป ถ้าหายไปตั้งแต่แรก เขาเรียกว่าคนโนเนมครับ
.
.
กฎข้อที่ 17 ทำตัวให้คาดเดาไม่ได้ เพื่อให้คนอื่นหวาดผวา (Keep Others in Suspended Terror: Cultivate an Air of Unpredictability)
.
มนุษย์เราเสพติดความแน่นอนครับ เราชอบแพทเทิร์น ถ้าเราเดาทางใครออก เราจะรู้สึกสบายใจและควบคุมเขาได้
.
ดังนั้น ในเกมอำนาจ ถ้าคุณทำตัวเป็นกิจวัตร คุณกำลังยื่นด้ามมีดให้ศัตรู แต่ถ้าคุณทำตัว “ผีเข้าผีออก” เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หรือเปลี่ยนแผนกะทันหัน ศัตรูจะประสาทเสียเพราะเดาทางไม่ถูก และความกลัวนั่นแหละคืออาวุธของคุณ
.
ตัวอย่างสุดคลาสสิกคือศึกมวยหยุดโลกปี 1974 ระหว่าง มูฮัมหมัด อาลี กับ จอร์จ โฟร์แมน
.
ใครๆ ก็รู้ว่าสไตล์ของอาลีคือ “เต้นฟุตเวิร์กหนีแล้วต่อย” (Float like a butterfly) ส่วนโฟร์แมนเป็นมวยหมัดหนักที่เดินบดขยี้ ก่อนชก อาลีประกาศปาวๆ ว่า “ไฟต์นี้ฉันจะไม่เต้น ฉันจะยืนแลกหมัด!”
.
ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ คิดว่าเป็นมุกตลกโปกฮาตามสไตล์อาลี แต่พอระฆังดัง อาลีทำจริง! เขาพิงเชือกแล้วยืนแลกหมัดกับโฟร์แมน (แผน Rope-a-Dope)
.
โฟร์แมนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเตรียมแก้ทางมวยเต้นมา พอเจอแบบนี้เลยชกสะเปะสะปะจนหมดแรง สุดท้ายโดนอาลีน็อกไปอย่างเหลือเชื่อ การหักปากกาเซียนแบบนี้แหละครับที่ทำให้คู่ต่อสู้ไปไม่เป็น ลองฝึกทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลดูบ้าง บางทีการไม่มีแผนอาจจะเป็นแผนที่ดีที่สุดก็ได้ครับ
.
.
กฎข้อที่ 18 อย่าสร้างป้อมปราการเพื่อปกป้องตัวเอง การแยกตัวโดดเดี่ยวคืออันตราย (Do Not Build Fortresses to Protect Yourself – Isolation is Dangerous)
.
คนมีอำนาจมักจะขี้ระแวง กลัวคนมาแย่งเก้าอี้ หรือกลัวโดนลอบกัด เลยชอบหนีไปสร้างกำแพงกั้นตัวเองจากโลกภายนอก กฎข้อนี้เตือนว่า “นั่นคือจุดจบ” เพราะป้อมปราการอาจกันกระสุนได้ แต่มันกัน “ข้อมูลข่าวสาร” ด้วย เมื่อคุณแยกตัว คุณจะหูหนวกตาบอด ไม่รู้ความเคลื่อนไหวข้างนอก และกลายเป็นเป้านิ่งให้คนเขารุมทึ้ง
.
ดูจุดจบของ จิ๋นซีฮ่องเต้ (Ch’in Shih Huang Ti) สิครับ พระองค์ทรงอำนาจล้นฟ้าแต่กลัวความตายขึ้นสมอง
.
จิ๋นซีสร้างพระราชวังซับซ้อนที่มีทางลับเชื่อมต่อกันเป็นร้อยห้อง นอนเปลี่ยนห้องทุกคืนไม่ให้ใครรู้ แม้แต่องครักษ์ถ้าเผลอเห็นพระองค์ก็โดนตัดหัว การทำตัวลึกลับแบบนี้ทำให้พวกขันทีฉวยโอกาสยึดอำนาจ ปิดหูปิดตาพระองค์จากโลกภายนอก
.
สุดท้ายพอจิ๋นซีสวรรคตระหว่างเดินทาง ขันทีก็ปิดข่าว เอาศพใส่รถม้าแล้วเอาปลาเค็มมากลบกลิ่นเหม็นเน่า เพื่อหลอกคนว่ายังไม่ตาย จบชีวิตอย่างเดียวดายและน่าอนาถ
.
เทียบกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่สร้างพระราชวังแวร์ซาย ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อดึงขุนนางทุกคนมาอยู่รวมกัน พระองค์ทำให้ชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องสาธารณะ ตื่นนอนก็มีคนมาดู กินข้าวก็มีคนมาดู พระองค์เลยรู้ทุกความเคลื่อนไหว ใครกิ๊กกับใคร ใครนินทาใคร ทรงรู้หมด
.
การ “คลุกวงใน” แบบนี้ต่างหากคือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เพราะศัตรูจะขยับตัวทำอะไรก็ยาก จำไว้ว่า ยิ่งคุณมีอำนาจ คุณยิ่งต้องทำตัวให้เข้าถึงง่าย (หรือแกล้งทำก็ยังดี) เพื่อให้คุณเป็นศูนย์กลางของข้อมูล ไม่ใช่ขังตัวเองในหอคอยงาช้างครับ
.
.
กฎข้อที่ 19 รู้เขารู้เรา: อย่าไปกระตุกหนวดเสือผิดตัว (Know Who You're Dealing With - Do Not Offend the Wrong Person)
.
โลกนี้มีคนหลายประเภทครับ บางคนโดนด่าแล้วยิ้ม บางคนโดนด่าแล้วจำแค้นไปสิบชาติ กฎข้อนี้เตือนสติว่า ก่อนจะเล่นงานใคร หรือจะปฏิเสธใคร "เช็กประวัติ" ให้ดีก่อน เพราะถ้าคุณไปเหยียบตาปลาผิดคน ชีวิตคุณอาจจะพังพินาศแบบกู้ไม่กลับ
.
ตัวอย่างที่สยองที่สุดในประวัติศาสตร์ต้องยกให้ มูฮัมหมัดที่ 2 (Muhammad II) แห่งอาณาจักรควาริซเมียน
.
พี่แกดันไปประเมิน เจงกิสข่าน ผิดอย่างมหันต์ ตอนนั้นเจงกิสข่านเพิ่งรบชนะจีนและอยากจะค้าขายด้วยดีๆ เลยส่งทูตพร้อมของขวัญไปเจริญสัมพันธไมตรี แต่มูฮัมหมัดที่ 2 กลับมองว่าพวกมองโกลเป็นคนเถื่อน เลยสั่งตัดหัวคณะทูตส่งกลับไป
.
เจงกิสข่านโกรธจนหนวดกระตุก ประกาศลั่นว่า "แกต้องชดใช้!" ผลคือเจงกิสข่านยกทัพมองโกลมาบดขยี้อาณาจักรควาริซเมียนจนราบเป็นหน้ากลอง กวาดล้างผู้คนแทบไม่เหลือ มูฮัมหมัดที่ 2 ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปตายอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะร้าง
.
บทเรียนราคาแพงนี้สอนว่า คนบางคน (โดยเฉพาะพวกที่ดูเงียบๆ หรือพวกคนเถื่อน) อาจมีความภูมิใจหรือความโหดเหี้ยมที่คุณคาดไม่ถึง จงแยกให้ออกว่าใครคือเสือ ใครคือแมว อย่าคิดว่าทุกคนจะตอบสนองเหมือนกัน เพราะการเลือกศัตรูผิดคน คือความผิดพลาดครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้ทำ
.
.
กฎข้อที่ 20 อย่าเพิ่งรีบผูกมัดตัวเองกับใคร (Do Not Commit to Anyone)
.
เคยเห็นคนหนุ่มสาวไฟแรงที่รีบกระโดดเข้าใส่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เวลามีการเมืองในออฟฟิศไหมครับ?
.
โรเบิร์ต กรีน บอกว่า "อย่าหาทำ" เพราะทันทีที่คุณเลือกข้าง คุณจะกลายเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายนั้นทันที และหมดเสน่ห์ดึงดูดใจ เทคนิคของผู้ชนะคือการทำตัวเป็น "หนุ่ม/สาวเนื้อหอม" ที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่ไม่ยอมตกลงปลงใจกับใครสักที
.
ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ คือปรมาจารย์ด้านนี้ พระนางได้รับฉายาว่า "ราชินีผู้พรหมจรรย์" (The Virgin Queen) ไม่ใช่เพราะถือศีล แต่เพราะพระนางใช้เรื่องการแต่งงานเป็นเกมการเมือง
.
ตลอดรัชสมัย พระนางปั่นหัวกษัตริย์สเปน ฝรั่งเศส และเจ้าชายทั่วยุโรป ให้มีความหวังว่าจะได้แต่งงานกับพระนาง เพื่อถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ใครกล้าบุกอังกฤษ พระนางจะส่งสายตาให้คนนั้นนิด ให้ความหวังคนนี้หน่อย แต่ไม่เคยเซ็นสัญญาแต่งงานจริงๆ สักที
.
การทำแบบนี้ทำให้พระนางเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนต้องมารุมเอาใจ และรักษาเอกราชของอังกฤษไว้ได้ จำไว้ว่า ยิ่งคุณสงวนท่าที คนอื่นยิ่งอยากได้คุณไปเป็นพวก แต่ถ้าคุณรีบเสนอตัว คุณจะกลายเป็นของตายไร้ราคา จงเป็นคนที่ควบคุมเกม อยู่ตรงกลาง และให้คนอื่นกัดกันเพื่อแย่งชิงตัวคุณครับ
.
.
กฎข้อที่ 21 แกล้งโง่เพื่อจับคนฉลาด: จงทำตัวให้ดูโง่กว่าเหยื่อของคุณ (Play a Sucker to Catch a Sucker - Seem Dumber than your Mark)
.
กฎข้อนี้ขัดใจคนอีโก้สูงแน่นอน เพราะใครๆ ก็อยากดูฉลาดใช่ไหมครับ? แต่ในเกมอำนาจ "ความฉลาด" คือภัยคุกคาม
.
ถ้าคุณดูฉลาดเกินไป ศัตรูจะตั้งการ์ดระวังตัวแจ แต่ถ้าคุณแกล้งทำตัวซื่อบื้อ หัวช้า หรือไร้พิษสง ศัตรูจะรู้สึกเหนือกว่าและประมาททันที และนั่นแหละคือจังหวะที่คุณจะได้กินรวบ
.
ดูอย่างพี่น้องตระกูลสวินเดล (Swindlers - ชื่อสมมติของนักต้มตุ๋นยุค 1800) ที่หลอกขายเหมืองทองปลอมๆ ให้กับพวกเศรษฐี
.
วิธีการคือพวกเขาจะแต่งตัวบ้านนอกๆ พูดจาซื่อๆ เหมือนคนไม่ทันโลก ทำเป็นว่า "ผมเจอทองแต่ไม่รู้จะจัดการยังไง" พวกเศรษฐีฉลาดๆ (ที่โลภมาก) ก็จะคิดในใจว่า "เสร็จโจร! ไอ้บ้านนอกนี่โง่ เดี๋ยวเราหลอกซื้อเหมืองมันถูกๆ ดีกว่า"
.
พอเศรษฐีหลงระเริงว่าตัวเองฉลาดกว่า ก็จะการ์ดตก ไม่ตรวจสอบเอกสารให้ดี สุดท้ายก็เสียเงินก้อนโตซื้อที่ดินเปล่าๆ ไป ส่วนไอ้หนุ่มบ้านนอกก็หอบเงินหนีไปเสวยสุข
.
จำไว้ครับว่ามนุษย์เรามีความต้องการลึกๆ ที่จะรู้สึกว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้อง ถ้าคุณยอมลดตัวลงมาแกล้งโง่เพื่อป้อนอีโก้ให้เขา เขาจะรักคุณ ไว้ใจคุณ และเปิดช่องว่างให้คุณจัดการได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยครับ
.
.
กฎข้อที่ 22 ยอมแพ้เพื่อชนะ เปลี่ยนความอ่อนแอให้เป็นพลัง (Use the Surrender Tactic: Transform Weakness into Power)
.
คนเรามักถูกสอนว่า "ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้" หรือ "ยอมหักไม่ยอมงอ" แต่โรเบิร์ต กรีน บอกว่านั่นมันคำสอนสำหรับคนตายครับ
.
ในโลกแห่งอำนาจ ถ้าคุณอ่อนแอกว่าศัตรู การสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีคือการฆ่าตัวตายชัดๆ ทางรอดที่ฉลาดกว่าคือ "การยอมแพ้" ครับ ใช่ครับ ฟังไม่ผิด การยอมจำนนไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือเครื่องมือซื้อเวลา เพื่อรอให้ศัตรูประมาทและอ่อนแรงลง
.
ลองดูเรื่องราวของชาวเกาะเมลอส (Melians) ที่แข็งข้อกับกองทัพเอเธนส์ เอเธนส์บอกว่า "ยอมแพ้ซะ แล้วจ่ายส่วยมา" ชาวเมลอสตอบกลับด้วยความหยิ่งทะนงว่า "เรามีเทพเจ้าคุ้มครอง เราจะสู้เพื่อเกียรติยศ!"
.
ผลเป็นไงรู้ไหมครับ? เอเธนส์บุกถล่มเกาะ ฆ่าผู้ชายทิ้งทุกคน จับผู้หญิงและเด็กไปเป็นทาส จบข่าว
.
เทียบกับ แบร์โทลท์ เบรชท์ (Bertolt Brecht) นักเขียนบทละครคอมมิวนิสต์ที่โดนอเมริกาเรียกไปสอบสวนยุคล่าแม่มด แทนที่แกจะตะโกนด่าทุนนิยมหรือยืนหยัดท้าทาย แกกลับยอมจำนนแต่โดยดี พูดจาสุภาพแต่คลุมเครือ แกล้งทำเป็นให้ความร่วมมือ จนคณะกรรมการพอใจและปล่อยตัวแกไป
.
พอพ้นจากห้องสอบสวน แกก็รีบขึ้นเครื่องบินหนีไปยุโรปทันที รอดตายมาได้แถมยังได้ด่าอเมริกาต่อที่เมืองนอก การทำตัวเหมือนต้นอ้อที่ลู่ตามลม ย่อมดีกว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้านพายุแล้วหักโค่น รอให้พายุสงบ แล้วคุณค่อยดีดตัวกลับขึ้นมาใหม่ในวันที่ศัตรูเผลอ นั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริง
.
.
กฎข้อที่ 23 รวบรวมกำลังให้เป็นจุดเดียว (Concentrate Your Forces)
.
โรเบิร์ต กรีน บอกว่าสติปัญญาของเราก็เหมือนลูกธนู ถ้าคุณเหลามันให้แหลมเปี๊ยบและเล็งไปที่เป้าหมายเดียว มันจะทะลุทะลวงเกราะเหล็กได้
.
แต่ถ้าคุณเอาพลังงานไปทำร้อยเรื่องพร้อมกัน มันก็เหมือนเอาท่อนไม้ทื่อๆ ไปปาใส่กำแพง นอกจากกำแพงจะไม่สะเทือนแล้ว ไม้ยังเด้งกลับมาฟาดหน้าคุณเองด้วย
.
บทเรียนเลือดสาดจากอาณาจักรอู๋ (The Kingdom of Wu)
.
ย้อนกลับไปยุคจีนโบราณ กษัตริย์แห่งแคว้นอู๋กำลังห้าวเป้ง อยากจะยิ่งใหญ่คับฟ้าด้วยการบุกโจมตีอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) ที่เจริญรุ่งเรือง กองทัพอู๋รบชนะหลายศึกจนกษัตริย์เริ่มเมาหมัด คิดว่าข้าแน่ ข้าจะขยายดินแดนไปเรื่อยๆ
.
แต่มียอดกุนซือคนหนึ่งชื่อ อู๋ จื่อซู (Wu Tzu-hsiu) รีบเบรกหัวทิ่ม บอกว่า "ช้าก่อนท่าน! ท่านกำลังกระจายกองทัพไปทั่วทิศ จนหลังบ้านเปิดโล่ง ไอ้พวกแคว้นเยว่ (Yueh) ทางใต้มันกำลังจ้องจะเสียบเราอยู่นะ!" กษัตริย์อู๋ที่กำลังหลงระเริงไม่ฟังครับ หาว่ากุนซือขัดลาภ สั่งให้กุนซือ "ไปตายซะ" (คือสั่งประหารชีวิตนั่นแหละ)
.
ก่อนตาย กุนซือจื่อซูตะโกนสั่งเสียไว้อย่างเจ็บแสบว่า "ควักลูกตาข้าออกมา! แล้วเอาไปแขวนไว้ที่ประตูเมือง ข้าจะรอดูวันที่พวกเยว่มันบุกมาเหยียบเมืองนี้จนราบ!" และก็เป็นจริงตามปากแช่งครับ พออู๋กระจายกำลังไปรบที่อื่นจนเหนื่อยอ่อน พวกเยว่ก็บุกเข้าตีเมืองหลวงแตกพ่ายยับเยิน
.
.
กฎข้อที่ 24 สวมบทบาทข้าราชสำนักผู้สมบูรณ์แบบ (Play the Perfect Courtier)
.
มาถึงกฎที่มนุษย์เงินเดือนและข้าราชการต้องท่องให้ขึ้นใจ ชีวิตในองค์กรก็เหมือนราชสำนักครับ มันคือโรงละครขนาดใหญ่ที่คุณต้องเล่นบทบาทให้สมบูรณ์แบบ
.
กฎของการเป็น "คนโปรด" ไม่ใช่การทำงานหนักจนหลังหัก แต่คือการ "อยู่เป็น" รู้จักจังหวะ รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าทำตัวตรงไปตรงมาจนเกินงาม
.
ดูตัวอย่าง คาลลิสเธเนส (Callisthenes) หลานชายของอริสโตเติลที่ติดตามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชไปรบ
.
คาลลิสเธเนสเป็นนักปรัชญาที่ยึดถือความจริงเหนือสิ่งอื่นใด เขาปากหมา พูดตรง และปฏิเสธที่จะก้มกราบอเล็กซานเดอร์ตามธรรมเนียมเปอร์เซีย เพราะถือว่าเป็นการลดเกียรติชาวกรีก ผลคืออเล็กซานเดอร์ (ที่เริ่มหลงอำนาจ) เกลียดขี้หน้า และสุดท้ายหาเรื่องสั่งประหารชีวิตเขาข้อหากบฏ
.
ตรงกันข้ามกับ ขุนนางฝรั่งเศสยุคพระเจ้าหลุยส์ ที่รู้จักศิลปะการ "ตบตา" พวกเขาจะไม่วิจารณ์กษัตริย์ตรงๆ แต่จะใช้วิธีเล่านิทานเปรียบเทียบ หรือแกล้งทำเป็นขอคำแนะนำเพื่อชี้แนะทางอ้อม พวกเขาจะยิ้มแย้มแม้ในใจจะเกลียด และจะไม่ทำตัวเด่นเกินหน้าใคร
.
จงฝึกศิลปะการประจบแบบเนียนๆ (Nonchalance) ทำให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้พยายาม และที่สำคัญ อย่าเป็นคนนำข่าวร้ายไปบอกนาย เพราะคนส่งข่าวมักจะโดนเชือดก่อนคนต้นเรื่องเสมอครับ
.
.
กฎข้อที่ 25 สร้างตัวตนใหม่ อย่าให้ใครมากำหนดบทบาท (Re-create Yourself)
.
ในเกม RPG เวลาเริ่มเกมใหม่ ระบบมันจะให้เราสร้างตัวละคร (Avatar) เลือกทรงผม เลือกอาชีพ เลือกสกิลเท่ๆ
.
แต่ใน "เกมชีวิตจริง" ส่วนใหญ่เราดันขี้เกียจครับ เรากด "Default Setting" (ค่าเริ่มต้น) ที่สังคม พ่อแม่ หรือครูฝ่ายปกครองตั้งมาให้ แล้วเราก็เล่นบทบาทนั้นไปจนตาย... บทพนักงานออฟฟิศผู้เจียมเนื้อเจียมตัว บทคนซื่อที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมใคร
.
กฎข้อนี้สอนให้คุณปฏิวัติใบหน้าของคุณใหม่ จงเปลี่ยนมันให้เป็น "หน้ากาก" ที่งดงาม ลึกลับ และไร้รอยต่อ
.
จงจำไว้ว่าสังคมมนุษย์ไม่ได้ต้องการความจริงครับ เราเสพติด "ดราม่า" และ "ภาพลักษณ์" ลองดูผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์สิครับ ไม่มีใครทำตัวบ้านๆ เหมือนคนทั่วไปหรอก พวกเขาล้วนสวมหน้ากากของ "วีรบุรุษ" "ผู้หยั่งรู้" หรือ "บิดาผู้ใจดี" ตลอดเวลา พวกเขารู้ดีว่าถ้าถอดหน้ากากออกมา เขาก็แค่ตาลุงแก่ๆ ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีใครอยากกราบไหว้
.
ดูอย่างจูเลียส ซีซาร์ เขาไม่ได้รบเก่งอย่างเดียวนะครับ แต่เขาคือ "นักการละคร" ตัวพ่อ เขารู้ดีว่าประชาชนชาวโรมันเบื่อง่ายและชอบความตื่นเต้น เขาจึงเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น "เทพเจ้าเดินดิน"
.
การแต่งกาย = เขาจะใส่เสื้อคลุมสีม่วงที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร
.
การพูด = เขาฝึกฝนวาทศิลป์หน้ากระจกเหมือนนักแสดง เพื่อให้ทุกคำพูดสะกดอารมณ์คนฟัง เขารู้จังหวะว่าตอนไหนควรเงียบ ตอนไหนควรตะโกน
.
การตาย = แม้แต่วินาทีที่เขาโดนรุมแทงจนไส้ไหล เขายังมีสติดึงผ้าคลุมมาปิดหน้าเพื่อไม่ให้ใครเห็นตอนเขาหน้าบิดเบี้ยว คิดดูสิครับ ขนาดจะตายยังห่วงภาพลักษณ์! นี่แหละคือมืออาชีพที่รู้ว่าความจริงไม่สำคัญเท่าภาพที่คนอื่นเห็น
.
หากคุณยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่าการสร้างตัวตนใหม่มันดูปลอมเปลือก แอดอยากให้คุณลองหยิบยืมหลักการจากคัมภีร์อีกเล่มที่โหดเหี้ยมไม่แพ้กันอย่าง "หน้าหนาใจดำ" (Thick Face, Black Heart) ของ ชิน-หนิง ชู มาเป็นเกราะป้องกันจิตใจเสียก่อน
.
ศาสตร์จีนโบราณขนานแท้นี้สอนไว้อย่างเจ็บแสบว่า ผู้ที่ต้องการความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ต้องมีใบหน้าที่ "หนา" พอที่จะต้านทานคำนินทา และมีหัวใจที่ "ดำ" พอที่จะลงมือทำสิ่งที่จำเป็นโดยไม่สนความสงสารจอมปลอม
.
การที่คุณจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองจากพนักงานต๊อกต๋อยให้กลายเป็นราชสีห์ในที่ทำงาน คุณย่อมต้องเจอเสียงนกเสียงกาที่คอยแซะว่า "แหม เดี๋ยวนี้ทำตัวหรูนะ" หรือ "ลืมกำพืดหรือเปล่า"
.
ถ้าคุณหน้าบาง คุณก็จบเห่ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ถ้าคุณเข้าใจวิชาหน้าหนา คุณจะมองเสียงพวกนี้เป็นเพียงลมปากที่ไร้ราคา และมุ่งมั่นปั้นแต่งตัวตนใหม่ต่อไปโดยไม่สะทกสะท้าน
.
เมื่อจิตใจแข็งแกร่งดั่งหินผาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้าง "ร่างใหม่" ขึ้นมาใช้งาน ซึ่งตรงนี้เราสามารถยืมเทคนิคจากหนังสือ "The Alter Ego Effect" ของ ทอดด์ เฮอร์แมน มาใช้ประกอบได้เลย
.
มันคือการ "สลับสวิตช์" ทางจิตวิทยา เช่น เวลาอยู่บ้านคุณอาจจะเป็นคนมุ้งมิ้งรักแมว แต่พอก้าวเท้าเข้าห้องประชุม คุณต้องสวมหน้ากากของ "จอมทัพผู้ไร้พ่าย" ที่เสียงดังฟังชัด สายตาดุดัน และไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ การมี "Alter Ego" หรือตัวตนสมมตินี้ จะช่วยปลดล็อกศักยภาพที่คุณไม่กล้าใช้ในร่างปกติออกมา ทำให้คุณกล้าทำในสิ่งที่คนเก่าไม่มีวันทำได้
.
และสุดท้าย อย่าลืมหลักการสำคัญจากหนังสือ "Atomic Habits" ที่บอกว่า "Fake it till you make it" นั้นไม่ใช่เรื่องโกหก แต่มันคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สมอง ถ้าคุณอยากเป็นผู้นำ อย่ารอให้ได้ตำแหน่งก่อนแล้วค่อยทำตัวเป็นผู้นำ แต่จงเริ่มแต่งตัว เดิน และพูดจาแบบผู้นำตั้งแต่วันนี้ครับ
.
.
กฎข้อที่ 26 มือถือสาก ปากถือศีล: รักษาภาพลักษณ์ให้ขาวสะอาด (Keep Your Hands Clean)
.
กฎข้อนี้คือหัวใจของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูงครับ หลักการง่ายๆ คือ "อย่าให้เลือดเปื้อนมือตัวเอง"
.
ในเส้นทางสู่อำนาจ บางครั้งคุณต้องกำจัดศัตรูหรือทำเรื่องสกปรก แต่ถ้าคุณลงมือเอง คุณจะดูเป็นคนเลวและถูกเกลียด วิธีแก้คือการยืมมือคนอื่นมาทำเรื่องชั่วๆ แทนคุณ
.
ในนิทานอีสป ลิงหลอกให้แมวเอามือไปเขี่ยเกาลัดออกจากกองไฟ แมวมือพองเจ็บแทบตาย ส่วนลิงกินเกาลัดสบายใจเฉิบ นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจเขาทำกันครับ
.
ประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ฮั่น จักรพรรดิถังซวนจงชอบความบันเทิงและไม่อยากทำงานหนัก เลยตั้งขันทีขึ้นมาบริหารและจัดการพวกขุนนางที่แข็งข้อ พอขันทีทำเรื่องโหดร้ายจนชาวบ้านเกลียด จักรพรรดิก็แค่สั่งประหารขันทีคนนั้นทิ้ง เพื่อโชว์ว่า "ข้าเป็นคนดี ข้ามาปราบคนชั่วแล้ว" ชาวบ้านก็สรรเสริญ เย้! ทั้งที่จริงๆ แล้วขันทีทำตามสั่งทั้งนั้น
.
อีกเทคนิคคือการหา "แพะรับบาป" เวลาคุณทำงานพลาด อย่ารับผิดครับ โยนความผิดให้ลูกน้องสักคนที่ดูซื่อบื้อ หรือโทษโชคชะตาฟ้าดิน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของคุณไว้
.
ความผิดพลาดเป็นของมนุษย์ แต่การโยนความผิดให้คนอื่นเป็นของผู้มีอำนาจครับ
.
.
กฎข้อที่ 27 เล่นกับความเชื่อของคน เพื่อสร้างลัทธิบูชาตัวคุณ (Play on People’s Need to Believe to Create a Cultlike Following)
.
ความจริงข้อหนึ่งที่น่าเศร้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์คือ "เราไม่ได้ต้องการความจริง แต่เราต้องการความหวัง" ครับ
.
มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตด้วยความเบื่อหน่าย สับสน และรู้สึกว่างเปล่า พวกเขาโหยหาบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง บางสิ่งที่ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์เพื่อมายึดเหนี่ยวจิตใจ
.
ถ้าคุณเดินไปบอกความจริงว่า "ชีวิตมันเศร้า คุณต้องทำงานหนักนะถึงจะรวย" คุณจะโดนเมินครับ แต่ถ้าคุณบอกว่า "ผมมีกุญแจลับสู่ความมั่งคั่งที่จักรวาลซ่อนไว้" ผู้คนจะแห่กันมากราบกรานคุณ
.
โรเบิร์ต กรีน ได้ถอดรหัสกระบวนการสร้างลัทธิออกมาเป็น "บันได 5 ขั้นสู่ความเป็นศาสดา" ซึ่งถ้าคุณทำตามนี้ได้ คุณจะมีกองทัพสาวกที่พร้อมจะปกป้องคุณและจ่ายเงินให้คุณอย่างบ้าคลั่ง
.
ขั้นที่ 1 = พูดให้คลุมเครือเข้าไว้ แต่สัญญาให้ยิ่งใหญ่ (Keep it Vague; Keep it Simple)
.
ก้าวแรกของการเป็นศาสดาคือ "ห้ามพูดจารู้เรื่อง" ครับ ฟังดูตลกแต่มันคือเรื่องจริง ถ้าคุณอธิบายแผนการที่ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน คนจะเริ่มใช้สมองซีกซ้ายคิดวิเคราะห์และหาข้อจับผิด
.
จงสัญญาในสิ่งที่คนอยากได้ที่สุด เช่น ความร่ำรวย สุขภาพที่ดี หรือความสุขนิรันดร์ แต่อย่าบอกวิธีทำที่ชัดเจน ให้บอกว่าเป็นเรื่องของ "ศรัทธา" และ "การตื่นรู้" ใครที่ทำไม่ได้ก็เพราะศรัทธาไม่พอ ไม่ใช่เพราะวิธีของคุณผิด
.
ขั้นที่ 2 = เน้นการมองเห็นและสัมผัส มากกว่าสติปัญญา (Emphasize the Visual and the Sensual over the Intellectual)
.
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ถูกหลอกด้วยตาได้ง่ายกว่าหูครับ เมื่อคุณรวบรวมคนมาได้แล้ว อย่าให้เขามีเวลามานั่งถกเถียงกันด้วยเหตุผล หน้าที่ของคุณคือสร้าง "บรรยากาศ" ให้เหมือนโรงละคร
.
ดูอย่างนักเล่นแร่แปรธาตุในอดีต หรือพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่างสิครับ ควันธูป เสียงสวดมนต์ที่ฟังไม่รู้เรื่อง และสัญลักษณ์ประหลาดๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความเท่ แต่มันมีไว้เพื่อสะกดจิตหมู่ให้คนรู้สึกว่า "ที่นี่มีพลังงานบางอย่าง"
.
ขั้นที่ 3 = ยืมรูปแบบของศาสนามาจัดระเบียบองค์กร (Borrow the Forms of Organized Religion to Structure the Group)
.
คุณไม่จำเป็นต้องคิดระบบใหม่ครับ ก็อปปี้โครงสร้างของศาสนาที่มีมาเป็นพันปีได้เลย สร้างพิธีกรรมประจำวันหรือประจำสัปดาห์ให้สาวกทำร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ตั้งชื่อเรียกตำแหน่งต่างๆ ให้ดูขลัง (เช่น เมนเทอร์, มาสเตอร์, ไดมอนด์) เพื่อให้สาวกรู้สึกว่ามีเป้าหมายให้ไต่เต้า
.
การสร้างลำดับชั้น (Hierarchy) สำคัญมากครับ เพราะมันทำให้สาวกระดับล่างมองสาวกระดับบนด้วยความอิจฉาและศรัทธา อยากจะเก่งเหมือนรุ่นพี่ และทำให้สาวกระดับบนรู้สึกภูมิใจจนต้องปกป้องระบบนี้ไว้สุดชีวิต เพราะถ้าลัทธิล่ม ตำแหน่งเทพๆ ของเขาก็จะไร้ค่าทันที
.
ขั้นที่ 4 = ปกปิดแหล่งรายได้ของคุณให้มิดชิด (Disguise Your Source of Income)
.
ข้อนี้สำคัญสุดๆ ครับ คุณต้องทำให้สาวกเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำไปทั้งหมดนี้เพื่อ "ช่วยเหลือมนุษยชาติ" ไม่ใช่เพื่อเงิน ถ้าคุณดูโลภ คุณจะหมดความขลังทันที
.
ขั้นที่ 5 = สร้างศัตรูร่วมกัน (Set Up an Us-Versus-Them Dynamic)
.
ขั้นสุดท้ายที่จะผูกมัดสาวกให้อยู่กับคุณตลอดไป คือการสร้าง "ปีศาจ" ขึ้นมาครับ คุณต้องทำให้สาวกรู้สึกว่าโลกภายนอกนั้นอันตราย เน่าเฟะ และเต็มไปด้วยคนที่ไม่เข้าใจ "ความจริง" ที่พวกเราค้นพบ
.
ประวัติศาสตร์สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับ ตั้งแต่ อิล บรากาดิโน ที่หลอกคนทั้งเวนิสว่าเสกทองได้ มาจนถึงคอร์สสัมมนาปลุกพลังที่ตะโกนเย้วๆ กันในห้องแอร์ หลักการไม่เคยเปลี่ยน "จงขายความฝันที่ใหญ่เกินจริง และเติมเต็มช่องว่างในจิตใจที่เปราะบางของผู้คน"
.
.
กฎข้อที่ 28 จงลงมือทำด้วยความกล้าหาญ (Enter Action with Boldness)
.
คุณเคยเห็นคนเดินข้ามถนนแบบกล้าๆ กลัวๆ ไหมครับ? เดี๋ยวเดิน เดี๋ยวหยุด ผลสุดท้ายคือโดนรถบีบแตรไล่ หรือแย่กว่านั้นคือโดนชน
.
กฎข้อนี้บอกเลยว่า "ความลังเลคือศัตรูตัวฉกาจ" ในโลกแห่งอำนาจ ถ้าคุณไม่มั่นใจ อย่าทำ! แต่ถ้าตัดสินใจจะทำแล้ว ต้องใส่ให้สุด ใส่ความมั่นใจเข้าไปให้เต็มร้อย เพราะความกล้าหาญนั้นมีพลังวิเศษ มันสามารถลบข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ได้ และที่สำคัญ มันทำให้ศัตรูขวัญหนีดีฝ่อ
.
ลองนึกภาพนักต้มตุ๋นระดับตำนานอย่าง เคานต์ ลุสติก ที่กล้าขนาดไปประกาศขายหอไอเฟลให้พ่อค้าเศษเหล็ก ถ้าเขาเดินเข้าไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัว พูดจาตะกุกตะกัก พ่อค้าคงแจ้งตำรวจจับไปแล้ว
.
แต่เพราะลุสติกมาด้วยมาดของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง พูดจาฉะฉาน มั่นใจ และวางท่าใหญ่โต พ่อค้าเลยเชื่อสนิทใจว่านี่คือเรื่องจริงและยอมจ่ายเงินก้อนโต
.
โรเบิร์ต กรีน ย้ำว่า "ความขี้ขลาดเป็นอันตรายกว่าความบ้าบิ่น" เพราะความขี้ขลาดสร้างอุปสรรคในใจคุณเอง ทำให้คนรอบข้างสงสัยในตัวคุณ แต่ความบ้าบิ่นที่มาพร้อมความมั่นใจจะทำให้คนอื่นมองว่าคุณมีของ คุณเป็นผู้นำ และคุณรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ (แม้จริงๆ คุณอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม)
.
จำไว้ว่า สิงโตที่คำรามเสียงดังย่อมไม่มีใครกล้าแหย่ แต่หมาที่เห่าแบบกล้าๆ กลัวๆ มักจะโดนเตะครับ
.
.
กฎข้อที่ 29 วางแผนให้ทะลุปรุโปร่งจนถึงตอนจบ (Plan All the Way to the End)
.
ปัญหาระดับชาติของคนส่วนใหญ่คือ "คิดแค่ก้าวแรก" ครับ พอทำสำเร็จไปเปลาะหนึ่งก็ดีใจลิงโลด จนลืมคิดว่า "แล้วไงต่อ?" สุดท้ายก็ไปตายเอาดาบหน้า หรือโดนสถานการณ์พลิกกลับจนพังไม่เป็นท่า
.
กฎข้อนี้สอนว่า การเริ่มต้นน่ะใครๆ ก็ทำได้ แต่ศิลปะที่แท้จริงอยู่ที่ "การลงจอด" ครับ คุณต้องมองเห็นภาพตอนจบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม ต้องรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดคืออะไร และเมื่อได้มันมาแล้วจะหยุดตรงไหน
.
ดูตัวอย่างความล้มเหลวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเหล่ารัฐมนตรีของพระองค์ ที่มักจะทำอะไรตามอารมณ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
.
ผลคือฝรั่งเศสถังแตกและนำไปสู่การปฏิวัติ ตรงกันข้ามกับ อ็อตโต ฟอน บิสมาร์ก (อีกแล้วครับ ท่านนี้คือเทพเจ้าแห่งการวางแผน) เขามีแผนในหัวชัดเจนว่าต้องการรวมเยอรมัน ทุกสงครามที่เขาก่อ ทุกสนธิสัญญาที่เขาเซ็น ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่นำไปสู่ภาพตอนจบที่เขาวางไว้ เขาไม่เคยเผลอไผลไปกับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง ไม่มีความโลภที่จะกินดินแดนเกินความจำเป็น พอถึงเป้าหมายปุ๊บ เขาหยุดปั๊บ!
.
การวางแผนจนจบช่วยให้คุณไม่หลงทาง ไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ และที่สำคัญคือ คุณจะเป็นคนกำหนดโชคชะตา ไม่ใช่ปล่อยให้โชคชะตากำหนดคุณ
.
.
กฎข้อที่ 30 จงทำให้ความสำเร็จดูเป็นเรื่องง่ายดาย (Make Your Accomplishments Seem Effortless)
.
เคยดูนักกายกรรมไต่ลวดไหมครับ? ถ้าเขาเดินขาสั่น เหงื่อแตก หน้าซีด เราดูแล้วคงเครียดมากกว่าทึ่ง แต่ถ้าเขาเดินผิวปากชิลๆ เหมือนเดินเล่นในสวน เราจะร้อง "ว้าว! เทพชัดๆ"
.
กฎข้อนี้คือหัวใจของคำว่า Sprezzatura (สเปรซซาทูรา) ในภาษาอิตาลี ซึ่งแปลว่า "ศิลปะการปกปิดศิลปะ" คือการทำเรื่องยากๆ ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย โดยซ่อนความพยายาม หยาดเหงื่อ และการฝึกฝนอันหนักหน่วงไว้เบื้องหลัง
.
แฮร์รี ฮูดินี (Harry Houdini) ราชาแห่งมายากล คือตัวอย่างที่ดีที่สุด เขาฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงเพื่อสะเดาะกุญแจและหนีจากพันธนาการ
.
แต่เวลาโชว์ เขาจะทำให้มันดูเหมือนเป็นเรื่องของเวทมนตร์หรือพลังจิต เขาไม่เคยบ่นให้คนดูฟังว่า "โอย ซ้อมมาเหนื่อยมาก เจ็บมือไปหมด" เพราะถ้ารู้ว่าเขาซ้อมหนัก ความขลังจะหายไปทันที มันจะกลายเป็นแค่ "งานฝีมือ" ไม่ใช่ "ปาฏิหาริย์"
.
ในโลกการทำงานก็เช่นกันครับ อย่าโพนทะนาว่าคุณอดหลับอดนอนทำโปรเจกต์นี้หนักแค่ไหน เพราะมันทำให้คุณดูเหมือนคนทำงานไม่เก่งที่ต้องใช้ความพยายามเยอะ จงยิ้มสู้แล้วบอกว่า "อ๋อ เรื่องแค่นี้สบายมากครับ" แล้วคนจะมองว่าคุณเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์
.
.
กฎข้อที่ 31 ควบคุมทางเลือก: ให้คนอื่นเล่นไพ่ที่คุณแจก (Control the Options: Get Others to Play with the Cards You Deal)
.
สุดยอดของการหลอกใช้คนไม่ใช่การเอาปืนไปจ่อหัวบังคับครับ เพราะแบบนั้นมันสร้างแรงต้าน แต่คือการ "มอบทางเลือก" ให้เขาดูเหมือนมีอิสระในการตัดสินใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน คุณก็วินทั้งขึ้นทั้งล่องต่างหาก
.
เทคนิคนี้เรียกว่า "เขาควายแห่งทางเลือก" (Horns of a Dilemma) คือไม่ว่าจะโดนขวิดด้วยเขาข้างซ้ายหรือขวา ก็เจ็บเหมือนกัน
.
ดูตัวอย่างระดับตำนานของ อีวานที่ 4 (Ivan the Terrible) แห่งรัสเซีย
.
ตอนนั้นพวกขุนนาง (Boyars) เริ่มแข็งข้อและบ้านเมืองวุ่นวาย อีวานไม่ได้สั่งประหารใครทันที แต่แกเล่นใหญ่ด้วยการขนสมบัติหนีออกจากวังไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง แล้วส่งจดหมายมาบอกชาวเมืองว่า "ข้าทนพวกขุนนางโกงกินไม่ไหวแล้ว ข้าขอลาออกจากการเป็นซาร์!"
.
เท่านั้นแหละครับ ประชาชนแตกตื่น กลัวบ้านเมืองไร้ผู้นำแล้วจะโดนข้าศึกบุก พวกพ่อค้าและขุนนางก็กลัวโดนชาวบ้านรุมสกรัม เลยต้องแห่กันไปกราบกรานขอให้อีวานกลับมา อีวานเลยยื่นคำขาด (ทางเลือก) ว่า "จะให้ข้ากลับไปก็ได้ แต่ข้าต้องมีอำนาจสั่งประหารใครก็ได้โดยไม่ต้องผ่านสภา หรือจะให้ข้าไม่กลับแล้วปล่อยให้พวกเจ้าตายกันเอง?"
.
แน่นอนว่าทุกคนต้องเลือกข้อแรก อีวานเลยกลับมาครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าเดิม จำไว้ว่า ถ้าอยากคุมเกม อย่าให้ศัตรูมีทางเลือกอิสระ แต่จงยื่นทางเลือกที่เป็น "ยาพิษทั้งสองขวด" ให้เขาเลือกดื่มเอง เขาจะได้ไม่โทษเราครับ
.
.
กฎข้อที่ 32 เล่นกับจินตนาการของผู้คน (Play to People’s Fantasies)
.
กฎข้อนี้ตั้งอยู่บนความจริงที่ว่า "ความจริงมันห่วยแตก" ครับ ชีวิตจริงมันเหนื่อย ยาก และน่าเบื่อ คนเราเลยโหยหา "แฟนตาซี" หรือเรื่องเพ้อฝันที่สวยหรู ใครที่กล้าพูดความจริงอันโหดร้ายมักจะโดนเกลียด แต่คนที่ขายฝันเก่งๆ จะกลายเป็นที่รักและร่ำรวย กุญแจสำคัญคือการเสนอสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นทางลัด หรือยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องออกแรง
.
ลองดูเรื่องราวของ อิล บรากาดิโน (Il Bragadino) ในเมืองเวนิส ยุคศตวรรษที่ 16 ชายคนนี้อ้างว่าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เสกทองคำได้ เขาไม่ได้เดินไปบอกใครตรงๆ ว่า "ผมทำทองได้นะ" แต่เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ลึกลับ และแกล้งทำเป็นเสกผงทองเล็กๆ น้อยๆ โชว์ให้คนเห็นเป็นขวัญตา
.
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วจนนักลงทุน ขุนนาง แม้กระทั่งรัฐบาลเวนิส ต่างแย่งตัวเขา ประเคนเงินทองและที่พักหรูหราให้ เพียงเพื่อหวังว่าสักวันเขาจะเสกทองภูเขาให้
.
บรากาดิโนไม่ต้องทำทองจริงๆ เลยสักก้อน เขาแค่ขาย "ความหวัง" ว่าความรวยทางลัดมันมีอยู่จริง แค่นั้นเขาก็รวยเละแล้วครับ บทเรียนคือ อย่าพยายามเป็นคนซื่อที่ตีแผ่ความจริงอันน่าหดหู่ แต่จงเป็นพ่อมดที่มอบแว่นตาแห่งความฝันให้ผู้คน แล้วเขาจะยอมจ่ายทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้
.
.
กฎข้อที่ 33 หาจุดตายของแต่ละคนให้เจอ (Discover Each Man’s Thumbscrew)
.
ทุกคนมีจุดอ่อนครับ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดูแกร่งแค่ไหนก็ตาม มันต้องมีสักเรื่องที่เป็น "ปุ่มกด" (Thumbscrew - เครื่องทรมานนิ้วโป้งสมัยโบราณ) ที่พอเรากดปุ๊บ เขาจะอ่อนระทวยยอมทำตามเราทันที จุดอ่อนพวกนี้มักจะเป็นเรื่องของความไม่มั่นคงในใจ, อารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้, หรือกิเลสตัณหาที่ซ่อนไว้
.
วิธีการหาจุดตายคือ "สังเกต" ครับ คนที่ชอบทำตัวเคร่งขรึมมักจะมีด้านมืดที่อยากระบาย คนที่ชอบอวดฉลาดมักจะลึกๆ แล้วกลัวคนหาว่าโง่
.
คาร์ดินัล ริเชอลิเยอ (Cardinal Richelieu) นายกฯ ฝรั่งเศส เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก ครั้งหนึ่งเขาต้องการดึงแม่ทัพคนหนึ่งมาเป็นพวก เขาไม่ได้ใช้เงินฟาด แต่เขาสืบรู้ว่าแม่ทัพคนนี้เป็นพวกบ้าผู้หญิงและขี้เหงา ริเชอลิเยอเลยส่งสาวงามที่เป็นสายลับไปเป็นภรรยาน้อย พอแม่ทัพหลงรักหัวปักหัวปำ ริเชอลิเยอก็สั่งการแม่ทัพผ่านผู้หญิงคนนั้นได้สบายๆ
.
หรือบางคนจุดอ่อนคือ "เด็ก" หรือ "สัตว์เลี้ยง" ที่เขารักยิ่งชีพ เพียงแค่คุณแสดงท่าทีว่าเป็นอันตรายหรือเป็นผู้ให้ประโยชน์ต่อสิ่งเหล่านั้น คุณก็คุมเขาได้แล้ว จำไว้ว่าจงมองหารอยร้าวในเกราะที่แข็งแกร่ง แหย่นิ้วเข้าไป แล้วฉีกมันออกครับ
.
.
กฎข้อที่ 34 ทำตัวให้เหมือนราชา แล้วคนจะปฏิบัติกับคุณเยี่ยงราชา (Be Royal in your Own Fashion: Act like a King to be treated like one)
.
กฎข้อนี้เล่นกับจิตวิทยาง่ายๆ ที่ว่า "คนอื่นจะมองเรา ตามที่เรามองตัวเอง" ครับ ถ้าคุณทำตัวกระจอก งกๆ เงิ่นๆ ดูถูกตัวเอง คนอื่นก็จะปฏิบัติกับคุณเหมือนคุณเป็นของราคาถูก
.
แต่ถ้าคุณวางมาดสง่าผ่าเผย เชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง (แม้ในกระเป๋าจะมีตังค์อยู่ยี่สิบบาท) รัศมีของคุณจะข่มคนอื่นให้เกรงใจและยอมปฏิบัติกับคุณราวกับคุณเป็นชนชั้นสูง
.
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) จริงๆ แล้วเขาเป็นแค่ลูกชายช่างทอผ้าธรรมดาๆ ไม่ได้มีเชื้อสายผู้ดีอะไรเลย แต่เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองถูกลิขิตมาให้ยิ่งใหญ่
.
ตอนที่เขาไปขอทุนกษัตริย์สเปนเพื่อล่องเรือไปหาทวีปใหม่ เขาไม่ได้ไปกราบกรานขอเงินนะครับ แต่เขายื่นข้อเสนอแบบ "เล่นใหญ่" ว่า "ถ้าผมเจอแผ่นดินใหม่ ผมขอตำแหน่งพลเรือเอกแห่งมหาสมุทร ขอเป็นอุปราชปกครองดินแดนนั้น และขอส่วนแบ่งกำไร 10% ตลอดชีพ"
.
ข้อเรียกร้องนี้มันบ้าบอมากสำหรับคนธรรมดา แต่เพราะเขาเรียกร้องด้วยความมั่นใจและวางท่าเป็นผู้ดี ราชสำนักสเปนเลยเผลอคิดไปว่า "หมอนี่มันต้องมีดีแน่ๆ" และยอมตกลงในที่สุด
.
ผิดกับกษัตริย์หลุยส์-ฟิลิปป์ (Louis-Philippe) ของฝรั่งเศส ที่พยายามทำตัวติดดิน ใส่ชุดสูทธรรมดา ถือร่มเดินตลาด หวังจะให้ประชาชนรัก แต่ผลคือประชาชนหมดศรัทธา เพราะรู้สึกว่ากษัตริย์ทำตัวไม่สมเกียรติ สุดท้ายก็โดนปฏิวัติไล่ลงจากบัลลังก์ จำไว้ว่ามงกุฎไม่ได้อยู่ที่หัว แต่อยู่ที่ "อินเนอร์" ครับ ถ้าคุณสวมบทบาทราชาให้เนียน โลกก็จะก้มหัวให้คุณเอง
.
.
กฎข้อที่ 35 ครองเจ้าแห่งเวลา (Master the Art of Timing)
.
กฎข้อนี้สอนให้คุณเป็น "นักเล่นเซิร์ฟ" บนคลื่นแห่งกาลเวลาครับ คนที่มีอำนาจจะไม่เคยทำตัวรีบร้อน ลุกลี้ลุกลน เพราะความเร่งรีบแสดงถึงการควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และยังทำให้มองข้ามความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไป คุณต้องฝึกที่จะใจเย็น รอคอยจังหวะที่เหมาะสมเหมือนงูที่รอฉกเหยื่อ และเมื่อถึงเวลาลงมือ ต้องรวดเร็วและเด็ดขาด
.
โจเซฟ ฟูเช (Joseph Fouché) รัฐมนตรีตำรวจจอมเจ้าเล่ห์ของฝรั่งเศส คือปรมาจารย์ด้านนี้
.
เขาอยู่ในยุคที่การเมืองเปลี่ยนขั้วบ่อยมาก เดี๋ยวปฏิวัติ เดี๋ยวจักรพรรดิ แต่ฟูเชรอดมาได้ทุกยุคเพราะเขารู้จัก "รอ" ตอนที่โรเบสปิแอร์กำลังบ้าอำนาจไล่ตัดหัวคน ฟูเชไม่รีบออกตัวสู้ แต่เขาซุ่มรอเงียบๆ ให้โรเบสปิแอร์สร้างศัตรูจนล้นเมือง
.
พอถึงจุดเดือดที่ทุกคนทนไม่ไหว ฟูเชถึงค่อยออกมาเผด็จศึกในชั่วข้ามคืน หรือตอนนโปเลียนกำลังรุ่งเรือง เขาก็รับใช้ แต่พอนโปเลียนเริ่มเพลี่ยงพล้ำ เขาก็เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้รอรับรัฐบาลใหม่
.
การเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรหมอบ เมื่อไหร่ควรบุก คือทักษะที่สำคัญที่สุด ความอดทนไม่ใช่การนั่งเฉยๆ แต่มันคือการควบคุมอารมณ์เพื่อรอ "เวลาสังหาร" ที่จะปิดเกมได้สวยงามที่สุดครับ
.
.
กฎข้อที่ 36 เมินเฉยใส่สิ่งที่ครอบครองไม่ได้ (Disdain Things you cannot have: Ignoring them is the best Revenge)
.
เคยได้ยินนิทานเรื่อง "หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น" ไหมครับ? พอจิ้งจอกกระโดดงับองุ่นไม่ถึง มันก็เดินหนีแล้วบอกว่า "องุ่นนั่นเปรี้ยวจะตาย ข้าไม่กินหรอก"
.
คนส่วนใหญ่คิดว่าจิ้งจอกมันขี้แพ้ชวนตี แต่โรเบิร์ต กรีน บอกว่า นี่แหละคือสุดยอดกลยุทธ์! ในโลกแห่งอำนาจ ถ้ามีศัตรูตัวจิ๋วมาคอยกวนใจ หรือมีเป้าหมายที่คุณคว้าไม่ถึง การไปให้ราคามัน ไปโกรธ หรือไปพยายามตอบโต้ คือการยอมรับว่าสิ่งนั้น "สำคัญ" และมีอิทธิพลต่อคุณ ยิ่งคุณไปเกาแผลยุงกัด แผลมันยิ่งเหวอะหวะ
.
ดูอย่าง ปันโช วิลลา (Pancho Villa) ผู้นำกบฏเม็กซิกัน ตอนที่เขาบุกเข้าไปก่อกวนในอเมริกา รัฐบาลส่งกองทัพไล่ล่าเขาแทบพลิกแผ่นดิน แต่ปันโช วิลลา ใช้วิธีหายตัวไปเฉยๆ ไม่ปะทะ ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้กองทัพอเมริกาหัวหมุนไล่จับอากาศ จนอเมริกาดูโง่ในสายตาชาวโลกและต้องถอนทัพกลับไปเอง
.
หรือในเรื่องความรัก ถ้าคุณโดนปฏิเสธ ยิ่งคุณตื๊อ คุณยิ่งดูไร้ค่า แต่ถ้าคุณเชิดใส่ ทำเหมือน "ใครแคร์?" อีกฝ่ายนั่นแหละที่จะเป็นบ้า เพราะโดนลดความสำคัญ การเมินเฉยคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่ทำให้ศัตรูตัวเล็กๆ หายไปจากสารบบ และทำให้คุณดูเป็นผู้ที่อยู่เหนือปัญหาทั้งปวงครับ
.
.
กฎข้อที่ 37 สร้างภาพลักษณ์ให้ตื่นตาตื่นใจ (Create Compelling Spectacles)
.
เคยได้ยินไหมครับว่า “ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพันคำ” แต่ในเกมอำนาจ ภาพที่อลังการงานสร้างแทนคำพูดได้เป็นล้านคำ แถมยังสะกดคนดูให้เคลิ้มจนลืมจับผิดเราได้ด้วย
.
กฎข้อนี้บอกว่า อย่ามัวแต่ทำตัวจืดชืดแล้วหวังให้คนเห็นความดีงามข้างใน เพราะคนส่วนใหญ่ตัดสินกันที่เปลือก คุณต้องรู้จักจัดฉาก แสง สี เสียง ให้ดูยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม หรือดูขลังเข้าไว้ แล้วคนจะเชื่อถือคุณเองโดยที่คุณไม่ต้องอ้าปากอธิบายเลย
.
ดูอย่างคุณหมอไวส์เลเดอร์ (Dr. Weisleder) ในเบอร์ลินยุคศตวรรษที่ 18 สิครับ แกเป็นหมอเถื่อนที่รักษาคนด้วย “แสงจันทร์” ใช่ครับ ฟังไม่ผิด แกบอกว่าแกดึงพลังจากดวงจันทร์มารักษาโรคได้
.
แกไม่ได้เปิดคลินิกธรรมดา แต่แกเช่าโรงเบียร์เก่ามาทำเป็นสถานพยาบาลสุดอลังการ จัดคิวให้คนมารอตั้งแต่พระอาทิตย์ตก พอถึงเวลาแกก็จะปรากฏตัวในชุดแปลกตา ท่ามกลางบรรยากาศที่จัดแสงไว้อย่างลึกลับ แล้วก็ทำท่าโบกไม้โบกมือรับพลังจันทร์ ชาวบ้านที่มารอก็ตื่นเต้น ศรัทธา พอได้เจอบรรยากาศแบบนั้นเข้าไป โรคภัยไข้เจ็บก็ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง (ด้วยอุปาทานล้วนๆ)
.
หมอแกดังระเบิดจนคนรวยๆ นั่งรถม้ามาต่อคิวกันเพียบ นี่แหละครับคือพลังของ “การแสดง” ถ้าคุณสร้างฉากให้ดูขลัง คนก็จะเชื่อว่าคุณมีของดี แม้ว่าจริงๆ แล้วคุณอาจจะแค่ยืนโบกมือไปมาเฉยๆ ก็ตาม
.
.
กฎข้อที่ 38 คิดอย่างที่อยากคิด แต่ทำตัวให้เหมือนชาวบ้าน (Think as You Like but Behave Like Others)
.
กฎข้อนี้เตือนสติพวกขบถหัวรุนแรงครับ การเป็นตัวของตัวเองน่ะดี แต่ถ้าคุณไปเที่ยวประกาศปาวๆ ว่า “ความคิดพวกคุณมันล้าหลัง!” หรือทำตัวขวางโลกในที่สาธารณะ คุณไม่ได้ดูเท่หรอกครับ คุณจะดูเป็นตัวประหลาดที่น่าหมั่นไส้ และคนรอบข้างจะหาทางลงโทษคุณโทษฐานที่ทำให้พวกเขารู้สึกโง่
.
ทางที่ดีคือ “เนียน” ครับ ข้างในคุณจะคิดนอกกรอบแค่ไหนก็ได้ แต่ข้างนอกให้ทำตัวกลมกลืนไปกับฝูงชน พูดในสิ่งที่เขาอยากได้ยิน ใส่เสื้อผ้าแบบที่เขาใส่ แล้วคุณจะปลอดภัยและมีอิสระในการทำตามแผนของคุณเงียบๆ
.
บทเรียนราคาแพงเรื่องนี้เกิดขึ้นกับ เปาซาเนียส (Pausanias) แม่ทัพชาวสปาร์ตาที่เคยรบชนะเปอร์เซีย
.
พอแกไปตีเมืองของเปอร์เซียได้ แกเกิดติดใจวัฒนธรรมหรูหราของศัตรู เลยเริ่มแต่งตัวแบบเปอร์เซีย กินเลี้ยงแบบราชา และจ้างองครักษ์อียิปต์มาเดินตาม ทั้งที่ชาวสปาร์ตาขึ้นชื่อเรื่องความสมถะและเรียบง่าย
.
การทำตัว “แปลกแยก” และดูถูกวัฒนธรรมบ้านเกิดตัวเองแบบนี้ ทำให้เพื่อนร่วมชาติเกลียดขี้หน้าและหวาดระแวงว่าแกจะทรยศ สุดท้ายแกโดนจับข้อหากบฏและจบชีวิตอย่างน่าอนาถ
.
จำไว้ครับว่า ถ้าอยากเผยแพร่ไอเดียใหม่ๆ ให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือทำกับเพื่อนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ส่วนต่อหน้าคนทั่วไป ให้สวมหน้ากากสามัญชนคนธรรมดาเข้าไว้ ปลอดภัยที่สุดครับ
.
.
กฎข้อที่ 39 กวนน้ำให้ขุ่นเพื่อจับปลา (Stir up Waters to Catch Fish)
.
มาถึงวิชา “ปั่นประสาท” กันบ้าง กฎนี้บอกว่า “ความโกรธและอารมณ์คือศัตรูของกลยุทธ์” ใครที่ฟิวส์ขาดก่อน คนนั้นแพ้
.
ดังนั้น หน้าที่ของคุณคือต้องทำตัวเย็นเป็นน้ำแข็ง แต่ยั่วโมโหให้ศัตรูเดือดเป็นไฟ เมื่อศัตรูโกรธ เขาจะขาดสติ ทำอะไรวู่วาม และเปิดช่องโหว่ให้คุณจัดการได้ง่ายๆ เหมือนปลาที่ว่ายขึ้นมาเหนือน้ำตอนน้ำขุ่น
.
คู่เอกตลอดกาลของเรื่องนี้คือ นโปเลียน กับ ทัลเลอรองด์ ครับ นโปเลียนเป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้โมโห ส่วนทัลเลอรองด์เป็นเสนาบดีที่นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
.
มีอยู่ครั้งหนึ่งนโปเลียนได้ข่าวว่าทัลเลอรองด์แอบนินทาพระองค์ พระองค์เลยเรียกทัลเลอรองด์มาด่าต่อหน้าธารกำนัล ด่าเสียเทเสียว่าเป็น “ขี้ที่อยู่ในถุงน่อง” ตะคอกใส่หน้าหวังให้ทัลเลอรองด์เจ็บแสบหรือโต้ตอบ
.
แต่ทัลเลอรองด์กลับยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้าน พอพายุนโปเลียนสงบลง ทัลเลอรองด์ก็แค่โค้งคำนับแล้วเดินออกมา พูดเปรยๆ กับคนอื่นว่า “น่าเสียดายนะ ที่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่น่าได้รับการอบรมมาแย่ขนาดนั้นเลย”
.
ผลคือทัลเลอรองด์ดูเป็นผู้ดีมีการศึกษา ส่วนนโปเลียนดูเป็นคนบ้าอำนาจที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ การนิ่งสงบของคุณจะทำให้ศัตรูที่กำลังเดือดดาลดูเป็นตัวตลก และยิ่งเขาบ้าคลั่งเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งแพ้ภัยตัวเองเร็วขึ้นเท่านั้นครับ
.
.
กฎข้อที่ 40 รังเกียจของฟรี (Despise the Free Lunch)
.
กฎข้อนี้เตือนสติสายประหยัดและพวกชอบของฟรีครับ โรเบิร์ต กรีน บอกว่า "ของฟรีไม่มีในโลก" และมักจะมีกับดักซ่อนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาระบุญคุณ ความผูกพัน หรือข้อผูกมัดที่ทำให้คุณต้องจ่ายคืนแพงกว่าราคาของเป็นร้อยเท่า คนที่มีอำนาจจริงๆ จะไม่ยอมติดหนี้บุญคุณใคร แต่จะยอม "จ่ายราคาเต็ม" เสมอ เพื่อรักษาอิสรภาพของตัวเอง
.
ดูตัวอย่างความแตกต่างระหว่าง คนขี้เหนียว กับ คนใจป้ำ ในประวัติศาสตร์ คนขี้เหนียวมักจะจบไม่สวยเพราะมัวแต่หวงเงินจนเสียมิตรและเสียโอกาส
.
การใช้เงินอย่างชาญฉลาดคือการลงทุนครับ ดูอย่างพวกตระกูลเมดิชี (Medici) ในอิตาลี พวกเขาไม่ได้รวยแล้วเก็บเงินฝังตุ่ม แต่เขาเอาเงินไปอุปถัมภ์ศิลปิน สร้างโบสถ์ จัดงานเลี้ยง เพื่อซื้อ "อิทธิพล" และ "ชื่อเสียง"
.
ผลคือพวกเขาได้เป็นเจ้าของหัวใจคนทั้งเมืองและมีอำนาจทางการเมืองมหาศาล จำไว้ว่าเงินเป็นแค่เครื่องมือครับ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ มันก็เป็นแค่โลหะ แต่ถ้าโปรยมันออกไปอย่างถูกจังหวะ มันจะกลายเป็นอำนาจบารมี อย่ากลัวที่จะจ่ายเพื่อคุณภาพ และอย่าลังเลที่จะเลี้ยงดูปูเสื่อคนรอบข้าง เพราะความใจกว้างคือแม่เหล็กดึงดูดผู้คนชั้นดีครับ
.
.
กฎข้อที่ 41 อย่าเดินตามรอยเท้าคนดัง (Avoid Stepping into a Great Man’s Shoes)
.
การเกิดมาเป็นลูกคนดัง หรือต้องมารับตำแหน่งต่อจากตำนาน คือคำสาปดีๆ นี่เองครับ กฎข้อนี้บอกว่า ถ้าคุณเดินตามรอยเท้าเขาเป๊ะๆ คุณจะไม่มีวันแซงเขาได้ และจะดูเป็นแค่เงาจางๆ เสมอ ถ้าพ่อคุณสร้างอาณาจักรไว้ คุณต้องทำมากกว่าแค่ดูแลมัน คุณต้องสร้างทิศทางใหม่ของตัวเองเพื่อลบภาพจำเดิมทิ้งไปซะ
.
ดูอย่าง อเล็กซานเดอร์มหาราช พ่อของเขาคือกษัตริย์ฟิลิป ผู้ยิ่งใหญ่ที่รวมกรีกเป็นปึกแผ่น
.
ถ้าอเล็กซานเดอร์มัวแต่เดินตามรอยพ่อ เขาคงเป็นได้แค่กษัตริย์ธรรมดาๆ แต่เขาเลือกที่จะไม่พอใจแค่นั้น เขาตั้งเป้าจะพิชิตเอเชียและโลกทั้งใบ เขาเกลียดการถูกเปรียบเทียบกับพ่อ เลยพยายามทำในสิ่งที่พ่อทำไม่ได้ จนสุดท้ายชื่อของอเล็กซานเดอร์ก็กลบชื่อพ่อจนมิด
.
หรืออย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่รอให้ มาร์ซาริน (Mazarin) นายกฯ ผู้ทรงอิทธิพลตายก่อน พระองค์ถึงประกาศปฏิรูปการปกครองใหม่หมด ไม่ยอมให้ใครมาบงการ เพื่อสร้างยุคสมัยที่เป็นของพระองค์จริงๆ
.
จำไว้ว่า "เงาของต้นไม้ใหญ่ หญ้าไม่อาจงอกงาม" ถ้าอยากโต คุณต้องย้ายกระถาง หรือไม่ก็โค่นต้นไม้ต้นเดิมทิ้งซะ (ในเชิงเปรียบเทียบนะครับ)
.
.
กฎข้อที่ 42 กำจัดตัวปัญหาแค่คนเดียว แล้วฝูงชนจะแตกกระเจิง (Strike the Shepherd and the Sheep will Scatter)
.
ปัญหาวุ่นวายในองค์กร หรือการก่อหวอดประท้วง มักจะไม่ได้เกิดจากคนทุกคนหรอกครับ แต่มักจะมาจาก "ตัวปั่น" เพียงแค่คนหรือสองคนที่เป็นหัวโจก คนพวกนี้คือนักปลุกระดมที่ทำให้คนอื่นไขว้เขว
.
กฎข้อนี้แนะนำวิธีแก้ปัญหาแบบ "ผ่าตัดเฉพาะจุด" คืออย่าไปเสียเวลาทะเลาะกับคนทั้งกลุ่ม แต่ให้จัดการ "เด็ดหัว" ผู้นำคนนั้นซะ จะด้วยการไล่ออก ย้ายแผนก หรือดิสเครดิตก็ได้ พอหัวโจกหายไป ที่เหลือก็ไปไม่เป็นแล้วครับ
.
ตัวอย่างคลาสสิกคือเรื่องของ ออตโต ฟอน บิสมาร์ก (เจ้าเก่าอีกแล้ว) สมัยที่เขายังเป็นแค่ทูต เขาเจอนายพลคนหนึ่งในออสเตรียที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านนโยบายของเขา นายพลคนนี้เสียงดังและมีอิทธิพลมาก บิสมาร์กไม่ได้ไปไล่แก้ตัวกับทุกคน แต่เขาเล็งเป้าไปที่นายพลคนนี้คนเดียว
.
เขาใช้กลยุทธ์ยั่วโมโหและสร้างสถานการณ์ให้นายพลดูแย่ จนสุดท้ายนายพลคนนั้นถูกเด้งออกจากตำแหน่ง พอตัวหัวโจกไม่อยู่ กลุ่มต่อต้านก็ฝ่อและสลายตัวไปเอง เหมือนฝูงแกะที่ไร้คนเลี้ยง ย่อมแตกตื่นกระเจิงไปคนละทิศละทาง จำไว้ว่าปัญหาใหญ่ๆ มักมีต้นตอมาจากจุดเล็กๆ เสมอ หาจุดนั้นให้เจอแล้วขยี้มันซะ แล้วความสงบจะกลับคืนมาครับ
.
.
กฎข้อที่ 43 ชนะใจคนด้วยการเข้าถึงอารมณ์ (Work on the Hearts and Minds of Others)
.
อำนาจที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้มาจากกระบอกปืนครับ แต่มาจาก "ศรัทธา" กฎข้อนี้เตือนพวกบ้าอำนาจที่ชอบใช้วิธีบังคับขู่เข็ญว่า การกดหัวคนอื่นอาจจะได้ผลระยะสั้น แต่สุดท้ายคุณจะสร้างศัตรูที่รอวันเอาคืน
.
วิธีที่ฉลาดกว่าคือการ "ตะล่อม" ให้คนอื่นยอมจำนนด้วยใจ ด้วยการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก จุดอ่อน และความต้องการลึกๆ ของพวกเขา
.
ดูตัวอย่างความล้มเหลวของ พระนางมารี อองตัวเนตต์ ราชินีองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส พระนางใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าในวังแวร์ซาย โดยไม่เคยสนใจหัวอกชาวบ้านที่อดอยากปากแห้ง พระนางมองว่าประชาชนเป็นของตาย จะทำอะไรก็ได้
.
ความห่างเหินและไม่แยแสความรู้สึกของคนส่วนใหญ่นี้เองที่สะสมความเกลียดชังจนระเบิดกลายเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส และจุดจบของพระนางก็คือคมมีดกิโยติน
.
ผิดกับขงเบ้ง ที่เวลาจับเชลยศึกได้ แกจะไม่ฆ่าทิ้งหรือขังลืม แต่แกจะดูแลอย่างดี ซื้อใจด้วยความเมตตา จนเชลยซึ้งใจยอมถวายหัวรับใช้ หรือเหมาเจ๋อตุง ที่ชนะใจชาวนาด้วยภาษาบ้านๆ และเข้าใจความทุกข์ยากของพวกเขา
.
จำไว้ครับว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่จะ "ถูกรัก" และ "ถูกเข้าใจ" ถ้าคุณเข้าถึงหัวใจเขาได้ ร่างกายและการกระทำของเขาก็จะเป็นของคุณโดยอัตโนมัติ อย่ามองคนเป็นแค่หุ่นยนต์ แต่จงมองหาปุ่มกดทางอารมณ์ของเขาให้เจอ
.
.
กฎข้อที่ 44 ใช้กระจกเงาสะท้อน เพื่อลวงหลอกและยั่วโมโห (Disarm and Infuriate with the Mirror Effect)
.
กฎข้อนี้เป็นจิตวิทยาขั้นสูงที่ใช้ปั่นหัวศัตรูได้ชะงัดนักครับ หลักการคือ "ทำเลียนแบบ" เมื่อคุณทำพฤติกรรมเลียนแบบศัตรูเป๊ะๆ เขาจะเริ่มสับสน งุนงง และเดาทางคุณไม่ออก เพราะเขาจะมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ เห็นแต่เงาของตัวเอง
.
หรือถ้าคุณอยากยั่วโมโหใคร ก็แค่ล้อเลียนพฤติกรรมแย่ๆ ของเขาให้เขาดู เขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังโกรธตัวเองอยู่
.
ตัวอย่างที่แสบสันต์คือเรื่องของ อัลไซไบดิส (Alcibiades) รัฐบุรุษชาวกรีกจอมเจ้าเล่ห์
.
แกเป็นคนไม่มีจุดยืนที่แท้จริง แต่แกเปลี่ยนสีเก่งยิ่งกว่ากิ้งก่า ตอนอยู่เอเธนส์แกก็ทำตัวเป็นนักประชาธิปไตยจ๋า พอหนีไปอยู่สปาร์ตา (ศัตรูของเอเธนส์) แกก็ไว้ผมยาว อาบน้ำเย็น กินอาหารรสชาติห่วยแตกตามแบบชาวสปาร์ตาเป๊ะๆ จนชาวเมืองหลงเชื่อว่า "โอ้โห หมอนี่มันสปาร์ตาตัวจริง!"
.
พอหนีไปอยู่เปอร์เซีย แกก็แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่าตามสไตล์เปอร์เซีย การทำตัวเป็นกระจกเงาสะท้อนวัฒนธรรมของเจ้าบ้าน ทำให้ทุกคนตายใจและเปิดรับแกเป็นพวก จนแกสามารถชักใยการเมืองของทุกเมืองได้ตามใจชอบ การเลียนแบบคือการพรางตัวที่แนบเนียนที่สุด และยังเป็นการเยาะเย้ยที่เจ็บแสบที่สุดถ้านำไปใช้กับศัตรูครับ
.
.
กฎข้อที่ 45 เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง แต่ลงมือทำทีละนิด (Preach the Need for Change, but Never Reform too much at Once)
.
มนุษย์เราเป็นสัตว์ย้อนแย้งครับ ปากบอกอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เบื่อระบบเก่าๆ แต่พอลองเปลี่ยนจริงๆ เรากลับรู้สึกไม่มั่นคงและโหยหาความคุ้นเคยเดิมๆ
.
กฎข้อนี้เลยบอกว่า ถ้าคุณเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ อย่าทำตัวเป็น "ไม้กวาดใหม่" ที่กวาดล้างทุกอย่างแบบถอนรากถอนโคน เพราะคนจะต่อต้านและก่อกบฏ ให้ใช้กลยุทธ์ "เหล้าใหม่ในขวดเก่า" แทน คือเปลี่ยนเนื้อในได้ แต่เปลือกนอกต้องดูเหมือนเดิม
.
ดูบทเรียนจาก พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ของอังกฤษ ที่พยายามจะเปลี่ยนประเทศให้เป็นคาทอลิกแบบหักดิบ ทั้งที่คนส่วนใหญ่เป็นโปรเตสแตนต์ ผลคือโดนประชาชนและขุนนางรวมหัวกันไล่ตะเพิดออกจากบัลลังก์
.
เทียบกับจักรพรรดิออกัสตัส ของโรมัน ที่ฉลาดกว่ามาก พระองค์ต้องการเปลี่ยนระบอบจากสาธารณรัฐมาเป็นจักรวรรดิที่มีกษัตริย์ปกครอง แต่พระองค์รู้ว่าชาวโรมันเกลียดคำว่า "กษัตริย์" เข้าไส้ พระองค์เลยคงตำแหน่งเดิมๆ ไว้หมด มีวุฒิสภา มีกงสุล เหมือนเดิมเป๊ะ แต่ริบอำนาจจริงๆ มาอยู่ที่ตัวเองคนเดียว ชาวโรมันเลยรู้สึกสบายใจว่า "อ้อ บ้านเมืองก็เหมือนเดิมนี่นา" ทั้งที่ความจริงระบอบเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
.
จำไว้ครับว่า การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปสร้างความเจ็บปวด จงเปลี่ยนทีละนิดอย่างนุ่มนวล หรืออ้างประเพณีดั้งเดิมมาบังหน้า แล้วคนจะยอมกินยาขมของคุณโดยคิดว่าเป็นขนมหวานครับ
.
.
กฎข้อที่ 46 อย่าทำตัวสมบูรณ์แบบจนเกินไป (Never Appear Too Perfect)
.
คุณเคยเจอคนที่เก่งไปซะทุกเรื่อง หน้าตาก็ดี รวยก็น่าอิจฉา นิสัยก็ยังดีอีกไหมครับ? แวบแรกเราอาจจะชื่นชม แต่ลึกๆ แล้วมันจะมีความรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ ก่อตัวขึ้น
.
กฎข้อนี้เตือนว่า "ความอิจฉาริษยาคือศัตรูเงียบ" ที่น่ากลัวที่สุด การทำตัวสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเป็นการประกาศสงครามกับอีโก้ของคนรอบข้าง เพราะมันไปสะกิดปมด้อยของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว และเมื่อความอิจฉาสุกงอม พวกเขาก็จะหาทางแทงข้างหลังคุณ
.
วิธีแก้เผ็ดความอิจฉาคือการ "สร้างตำหนิ" ให้ตัวเองบ้างครับ ลองนึกถึงพวกมหาเศรษฐีหรือดาราที่ฉลาดๆ เวลาออกสื่อ พวกเขามักจะแกล้งบ่นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น "โอ๊ย ผมแพ้ขนแมว" หรือ "ฉันทำกับข้าวทีไรไฟไหม้ครัวตลอด"
.
การเปิดเผยจุดอ่อนที่ดูไม่เป็นอันตรายเหล่านี้ทำให้พวกเขากลายเป็น "มนุษย์" ที่จับต้องได้ ไม่ใช่เทพเจ้าที่เหาะเหินเดินอากาศ มันช่วยลดความหมั่นไส้และทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจว่า "เอ้อ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเราทุกเรื่องหรอก"
.
ดูอย่างพฤติกรรมของชาวกรีกโบราณที่มีประเพณีขับไล่คนที่เก่งเกินหน้าเกินตาออกจากเมือง เพราะกลัวว่าคนพวกนี้จะนำหายนะมาสู่ระบอบประชาธิปไตย จำไว้ว่า "มีแต่เทพเจ้าและคนตายเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบได้โดยไม่โดนเกลียด" ถ้าคุณยังเป็นคนเป็นๆ อยู่ หัดแกล้งโง่หรือแกล้งซุ่มซ่ามบ้าง ชีวิตจะปลอดภัยขึ้นเยอะครับ
.
.
กฎข้อที่ 47 เมื่อชนะแล้ว ให้รู้จักหยุด (Do Not Go Past the Mark You Aimed For; In Victory, Learn When to Stop)
.
กฎข้อนี้สอนเรื่อง "สติ" ในยามรุ่งโรจน์ครับ ชัยชนะเป็นเหล้าที่แรงที่สุด มันทำให้เราเมามาย ฮึกเหิม และเชื่อมั่นในตัวเองเกินเหตุ จนเผลอคิดไปว่า "ข้าแน่ที่สุด ข้าจะไปต่อ!"
.
และนั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นของจุดจบ การรุกคืบเกินความจำเป็นมักจะสร้างศัตรูเพิ่มมากกว่าเดิม และทำให้ความสำเร็จที่ได้มาพังทลายลง
.
ตัวอย่างที่เจ็บแสบที่สุดคือ ไซรัส มหาราช (Cyrus the Great) ผู้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซีย แกเป็นนักรบที่ไม่เคยแพ้ใคร จนวันหนึ่งแกเกิดอยากจะไปตีชนเผ่ามาสซาเกเท (Massagetae) ของราชินีโทมิริส (Tomyris) ตอนแรกไซรัสใช้อุบายหลอกล่อจนชนะและจับลูกชายราชินีได้ แทนที่แกจะหยุดแค่นั้นและเจรจาต่อรอง แกกลับเหิมเกริมจะยึดทั้งเผ่า
.
ราชินีโทมิริสโกรธจัดที่ลูกชายตาย เลยประกาศสู้ตายและบุกถล่มกองทัพไซรัสจนราบคาบ สุดท้ายไซรัสโดนตัดหัว แล้วราชินีก็จับหัวแกยัดลงในถุงเลือด พร้อมตะโกนว่า "เจ้ากระหายเลือดนัก ก็ดื่มให้อิ่มซะ!"
.
บทเรียนนี้โหดร้ายแต่จริงแท้ที่สุดครับ ในเกมอำนาจ คุณต้องกำหนดเส้นชัยไว้ล่วงหน้า พอวิ่งถึงเส้นแล้วต้อง "หยุด" ทันที อย่าปล่อยให้อารมณ์พาไป เพราะโชคชะตาไม่ได้เข้าข้างเราตลอดกาล การหยุดในจุดที่สูงที่สุดคือศิลปะของผู้ชนะที่แท้จริง
.
.
กฎข้อที่ 48 จงทำตัวให้ไร้รูปร่าง (Assume Formlessness)
.
สัตว์โลกทุกชนิดมีสัญชาตญาณที่จะสร้าง "เกราะ" หรือ "ป้อมปราการ" เพื่อป้องกันตัวเองครับ เราเชื่อว่าความแข็งแกร่ง ความคงทน และความชัดเจน คือความปลอดภัย
.
แต่ผิดถนัดครับ… ในโลกแห่งอำนาจ สิ่งที่มีรูปร่างชัดเจน คือสิ่งที่ "ตายแล้ว"
.
-ถ้าคุณมีรูปแบบการโจมตีที่แน่นอน ศัตรูจะดักทางถูก
-ถ้าคุณมีจุดยืนที่แข็งทื่อเหมือนก้อนหิน คุณจะถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนพังทลาย
-ถ้าคุณทำตัวใหญ่โตเทอะทะ คุณคือเป้านิ่งขนาดใหญ่ที่ใครก็ยิงโดน
.
โรเบิร์ต กรีนบอกให้คุณทิ้งรูปแบบทั้งหมด แล้วทำตัวให้เป็น "ผู้ไร้รูปร่าง" (Formless) เหมือนน้ำที่ไหลไปได้ทุกที่ แทรกซึมไปได้ทุกรูขุมขน และปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่ใส่ ไม่มีใครจับต้องน้ำได้ ไม่มีใครฟันน้ำให้ขาด และไม่มีใครทำลายน้ำได้
.
โรเบิร์ต กรีน เปรียบเทียบสงครามระหว่างเจียง ไคเชก (พรรคก๊กมินตั๋ง) กับเหมา เจ๋อตุง (พรรคคอมมิวนิสต์) ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างคนเล่นหมากรุกกับคนเล่นหมากล้อม
.
เจียง ไคเชก (ผู้มีรูปร่าง) = เป็นทหารแบบเก่าที่รบเหมือนเล่น "หมากรุก" เขาต้องการยึดเมือง ยึดพื้นที่ ยึดชัยภูมิที่มั่นคง กองทัพของเขามีรูปแบบชัดเจน มีฐานที่มั่นที่แข็งแกร่ง (แต่เคลื่อนที่ช้าและเป็นเป้านิ่ง)
.
เหมา เจ๋อตุง (ผู้ไร้รูปร่าง) = เหมาเข้าใจปรัชญาของ "หมากล้อม" เขาไม่สนใจการยึดเมืองหรือพื้นที่ตายตัว กองทัพของเขาแยกตัวเป็นกลุ่มเล็กๆ กระจายไปทั่วป่าเขา ไม่มีเครื่องแบบที่ชัดเจน (ชาวบ้านคือทหาร ทหารคือชาวบ้าน) และไม่มีฐานที่มั่นถาวร
.
เมื่อเจียงส่งกองทัพใหญ่ไปบุก เหมาก็แค่ "หายตัวไป" ถอยหนีเข้าป่า พอเจียงตั้งค่ายพัก เหมาก็ส่งคนมา "กวน" พอเจียงถอยทัพ เหมาก็ "ไล่ตี" กองทัพของเจียงไคเชกเหมือนคนตาบอดที่ไล่ทุบแมลงวัน ยิ่งทุบยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหวี่ยงหมัดยิ่งเสียแรงเปล่า สุดท้ายกองทัพที่ยิ่งใหญ่และมีรูปร่างแข็งแกร่งของเจียง ก็พ่ายแพ้ให้กับกองทัพผีของเหมาที่ไร้ตัวตนและจับต้องไม่ได้
.
กับดักที่น่ากลัวที่สุด คือความสำเร็จของเมื่อวาน
.
ศัตรูตัวฉกาจของกฎข้อนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "อีโก้" ของคุณเองครับ คนเราพอใช้วิธีไหนแล้วชนะ เราจะเมมโมรี่ไว้ในสมองทันทีว่า "นี่แหละสูตรสำเร็จ ฉันจะใช้ท่านี้ตลอดไป" หารู้ไม่ว่า... นั่นคือตอนที่คุณเริ่มตายแล้วครับ
.
สปาร์ตา = เคยเทพเพราะรบแบบหน้ากระดานเรียงแถว แต่พอเจอศัตรูที่พลิกแพลงกว่า สปาร์ตาก็ไปไม่เป็น ล่มสลายเพราะปรับตัวไม่ได้
.
นโปเลียน = เคยซ่าเพราะเดินทัพเร็ว แต่พอแก่ตัวลงเริ่มขี้เกียจคิดแผนใหม่ ใช้แต่มุกเดิมๆ ศัตรูก็แค่อ่านประวัติศาสตร์การรบเก่าๆ ของแก ก็ดักทางถูกหมด
.
หัวใจของกฎข้อสุดท้ายนี้ คือแนวคิดแบบเต๋าและซุนวูครับ
.
สิ่งที่แข็งย่อมเปราะ ต้นไม้ใหญ่ต้านลมพายุ ย่อมถูกหักโค่น แต่ต้นหญ้าที่ลู่ตามลม ย่อมรอดปลอดภัย
.
จงทำตัวให้ไร้รูปร่าง ไร้ร่องรอย และไร้ขีดจำกัด แล้วอำนาจของคุณจะเป็นนิรันดร์ครับ
.
.
.
.
#SuccessStrategies